วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ย้อนหลังไปหลังวันยึดอำนาจของคณะปฏิวัติเมื่อปี 2514 ที่นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจรและคณะได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประกาศล้มรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 แล้วนั้น ปรากฏว่าไม่กี่วันต่อมาได้มีคนไทยใจกล้า ซึ่งเป็นอดีตผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนจำนวน3 คนจาก 3 จังหวัด ได้แก่ นายอุทัย พิมพ์ใจชน
จากจังหวัดชลบุรี นายอนันต์ ภักดิ์ประไพจากจังหวัดพิษณุโลก และนายบุญเกิด หิรัญคำจากจังหวัดชัยภูมิ ได้ร่วมกันยื่นฟ้องบุคคลในคณะปฏิวัติต่อศาลสถิตยุติธรรม ปรากฏว่าบุคคลทั้ง 3 ได้ถูกจับกุมคุมตัวไปสอบสวนและต่อมาได้มีคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2515 สั่งลงโทษจำคุกนายอุทัย พิมพ์ใจชน ไว้เป็นเวลา 10 ปี และลงโทษนายอนันต์ ภักดิ์ประไพ กับนายบุญเกิดหิรัญคำ ไว้รายละ 7 ปี ที่จริงอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 ท่านนี้ นับเป็นผู้เสียหายจากผลของการยึดอำนาจเสียด้วยซ้ำ เพราะต้องพ้นจากสมาชิกภาพผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
ครั้นหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นวันมหาวิปโยคทางการเมืองของไทยที่นิสิตนักศึกษาประชาชนได้เรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญจนมีการประท้วงใหญ่จนมีฝ่ายประท้วงตายและบาดเจ็บ แต่สามารถล้มรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติลงได้สำเร็จ จึงมีรัฐบาลใหม่ที่มีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นได้มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้ง 3 นาย คืออดีตผู้แทนราษฎรที่ถูกคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติให้ติดคุก แต่การเรียกร้องนั้นถึงแม้รัฐบาลจะมีความเห็นด้วย ก็ไม่อาจปฏิบัติได้อย่างทันทีทันควัน ไม่เหมือนตอนที่รัฐบาลก่อนของคณะปฏิวัติได้อาศัยอำนาจพิเศษตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร สั่งลงโทษได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้นรัฐบาลที่มีนักกฎหมายฝีมือระดับประธานศาลฎีกาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มิได้นิ่งนอนใจ จึงได้เริ่มต้นดำเนินการไปตามแนวทางกฎหมาย คือเสนอร่างกฎหมายเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2517 ทั้งๆ ที่กล่าวกันว่าได้เร่งทำกันอย่างรีบด่วนแล้ว แต่เมื่อมาดูวันก็นับได้ว่าหลังจากวันที่นายกรัฐมนตรี จอมพลถนอม กิตติขจรได้เดินทางออกนอกประเทศไทยแล้ว และนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาได้ประมาณถึง 3 เดือนแล้ว นั่นคือ 3 เดือนที่ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องทนอยู่ในคุกต่อมา
การดำเนินการในเรื่อง ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์ ได้บันทึกเล่าเอาไว้ว่า
“สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลายคนอาทิ นายมารุต บุนนาค นายใหญ่ ศวิตชาติ นายสมัคร สุนทรเวช พันเอกสมคิด ศรีสังคม และนายมานะ ทิพ(พิท)ยาภรณ์ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติให้ยกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่ 36/2515 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2519 ที่สั่งลงโทษจำคุก นายอุทัย พิมพ์ใจชน มีกำหนดสิบปี และลงโทษจำคุก นายอนันต์ภักดิ์ประไพ และนายบุญเกิด หิรัญคำ คนละเจ็ดปีนั้นเสีย โดยเหตุผลว่า คำสั่งลงโทษอดีตผู้แทนทั้ง 3 คน ที่ยื่นฟ้องคณะปฏิวัติต่อศาลยุติธรรมนั้น เป็นการสั่งลงโทษบุคคลผู้ใช้สิทธิ โดยสุจริตและชอบธรรมตามกระบวนการยุติธรรม เป็นการไม่ชอบด้วยระบอบการปกครองและขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”
ที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบในวาระที่ 1 จึงดำเนินการพิจารณาต่อทันทีโดยกรรมาธิการเต็มสภาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ต่อไปเลย ร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านมติในวันเดียวกันนั่นเอง เพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป จากนั้นอีก 4 วันต่อมา ในเช้าวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2515 เจ้าหน้าที่เรือนจำบางขวาง นนทบุรี จึงได้ปล่อยตัวอดีตผู้แทนราษฎรทั้ง 3 ท่านที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำแห่งนั้นให้ได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง
ในความขรุขระบนถนนของการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยได้มีนักต่อสู้ที่ต่อสู้ด้วยมือเปล่าแต่มีเจตจำนงที่มั่นคงและกล้าหาญผ่านมาหลายครั้ง ในครั้งนี้จึงเป็นอีกกรณีที่ขอบันทึกไว้
นรนิติ เศรษฐบุตร

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ
คอมเมนต์สนั่น ต่าย อรทัย อวดภาพสวนทุเรียนที่บ้านจ.อุบล ออกลูกดกเต็มต้นจนตะลึง
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าฯ
ดร.ธรณ์ ให้ข้อมูล เอลนีโญ+โลกร้อน ทำให้ปีนี้ไต้ฝุ่นเยอะขึ้น คาดการณ์ปีนี้เจอพายุหนักแน่
ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี