วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในการบริหารราชการนั้น ฝ่ายรัฐบาลจะต้องเป็นผู้ให้ความกระจ่างแน่ชัดเกี่ยวกับทิศทางการนำพาประเทศชาติไปข้างหน้าต่อประชาชน ทั้งด้วยการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างและการกำหนดนโยบายและมาตรการใหม่ๆ เพื่อให้ทันโลกทันเหตุการณ์
จนถึงปัจจุบันนี้ประเทศไทยเรากำลังอยู่ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ระยะเวลา 5 ปี) ฉบับที่ 13 และกำลังมีการเตรียมการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่
ขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2560 ก็ยังมีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติระยะเวลา 20 ปี ซึ่งก็ได้มีผลงานออกมาในรูปแบบของข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ครอบคลุมเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ การปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ เป็นต้น นอกจากนั้นในรัฐธรรมนูญก็มีการกำหนดภาระหน้าที่ของรัฐ หรือนโยบายแห่งรัฐ อีกทั้งก็มีรายงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศจากธนาคารโลก สถาบันการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย เป็นต้น อีกทั้งก็ยังมีหน่วยงานวิจัย หน่วยงานวิเคราะห์จัดลำดับขีดความสามารถของประเทศที่เป็นองค์กรอิสระ หรือองค์กรที่มิใช่รัฐ หรือองค์กรที่มิหากำไร ที่โดยรวมก็ให้คะแนนจากประเทศต่างๆ เชิงเปรียบเทียบหรือจัดลำดับ
ในขณะเดียวกันแต่ละพรรคการเมืองก็มีอุดมการณ์ มีวิสัยทัศน์ และมีนโยบายของตนที่จะเสนอต่อสาธารณชน เพื่อให้ได้มาซึ่งการสนับสนุนและจำนวนที่นั่งในรัฐสภาเป็นเสียงข้างมาก เพื่อฟอร์มตัวกันเป็นคณะรัฐบาลบริหารประเทศ
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จัดได้ว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างมีกรอบและมีแหล่งข้อมูลที่จะทำหน้าที่ของฝ่ายตนเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม
ล่าสุดคณะรัฐบาลไทยภายใต้การนำพาของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ได้ออกมาแถลงว่าจะเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของไทยด้วยภารกิจหลัก 4 ประการคือ
1.ลดภาระค่าครองชีพ
2.การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน/ลดต้นทุนการผลิต
3.กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนผ่านการกู้เงิน และ
4.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างพันธมิตรการค้า เน้นแก้ปัญหาภาคเกษตรกรรมและ SMEs
นอกจากนั้นรัฐบาลอนุทิน ก็ยังได้ตัดสินใจที่จะกู้เงินประมาณ 400,000 ล้านบาทเพื่อโครงการประชานิยม และเพื่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นอกเหนือจากการเร่งรัดให้มีการใช้ประโยชน์จากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) และการนำเอาโครงการ Land Bridge กลับมาปัดฝุ่นใหม่ ทั้งนี้ก็ยังมีเรื่องค้างคา เช่น เศรษฐกิจ 4.0 เศรษฐกิจ BCG (ชีวภาพ หมุนเวียนและเขียว)
คำถามก็คือ แล้วรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกุล จะจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของเรื่องต่างๆ อย่างไร? มีตารางเวลาการดำเนินการหรือไม่? จะจัดหาบุคลากรจากไหนและอย่างไร? จะเพิ่มการจ้างงานได้มากน้อยแค่ไหน?
ทั้งนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยเฉพาะการกระจุกตัวของอำนาจและความมั่งมีศรีสุข และที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และคณะ มักจะออกมาพูดว่าอยากทำโน่นทำนี่ หรือไม่ก็บอกว่าได้สั่งการแล้ว แต่ไม่เคยบอกว่าทำอย่างไร และสั่งการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างไร
สุดท้าย ฝ่ายรัฐบาลนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องสำรวจและทบทวนตนเองเสียก่อน ลดการพูดจา ลดการเดินทางออกไปดูงาน แต่กลับมาเพิ่มการทำการบ้าน เคลียร์งานคั่งค้างที่โต๊ะทำงานให้เต็มที่เสียก่อน
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

รวมโครงการในพระดำริ 'พระองค์ภา' ที่สร้างโอกาสและชีวิตที่ดีให้คนไทย
นายกฯ เรียกประชุม ครม. หลังสำนักพระราชวังประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์
ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย
รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026
ประกาศสำนักพระราชวัง การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี