วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ณ วันนี้ อาเซียนได้มีอายุถึง 59 ปีแล้ว พอจัดได้ว่าอาเซียนประสบความสำเร็จในการรักษาเนื้อรักษาตัว และในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองอาเซียนร่วม 650 ล้านคนโดยประมาณ อาเซียนเป็นแบบอย่างของการร่วมมือกันของประเทศกำลังพัฒนา
ในช่วงประมาณ 30 ปีแรกของอาเซียน (มีประเทศสมาชิกแค่ 6 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน) อาเซียนได้ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการต้านทานการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และต่อมาอาเซียนก็ได้ขยายจำนวนสมาชิกที่เคยเป็นคู่อริทางด้านอุดมการณ์เข้ามาอยู่ในครอบครัวอาเซียนด้วย คือเวียดนาม ลาว และกัมพูชา และยังได้ต้อนรับพม่า ซึ่งเคยเป็นประเทศที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอด และล่าสุดอาเซียนก็ได้ขยายจำนวนสมาชิกเป็น 11 ประเทศ ด้วยการต้อนรับติมอร์ตะวันออก เท่ากับว่าอาเซียนครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เกือบทั้งหมดแล้ว (ที่ยังคงค้างอยู่คือ ปาปัวนิวกินี ที่จะต้องมีการพิจารณากันต่อไป)
จนกระทั่งเมื่อโลกยุคสงครามเย็นยุติลง และโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ก็เป็นช่วงเดียวกับที่อาเซียนได้ขยายจำนวนสมาชิกดังกล่าว และอาเซียนโดยรวมก็ได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดภายในให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และส่งผลให้มีการเชื่อมโยงกันอย่างกว้างขวางทั่วถึง ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องการคมนาคม และการเคลื่อนไหวของพลเมืองอาเซียน รวมไปถึงให้อาเซียนเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้าส่งออกหรือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของห่วงลูกโซ่อุปทานของโลก (Supply chain)
อาเซียนในขณะนั้นได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อให้เวียดนามถอนกองทัพออกไปจากกัมพูชา การรักษาที่นั่งในสหประชาชาติของฝ่ายเขมร 3 ฝ่ายไปจนถึงการช่วยเหลือพม่าในภัยพิบัติพายุไซโคลนนาร์กิส และการผลักดันให้ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าดำเนินการตามเส้นทาง 7 ประการ (Seven Point Road Map) ที่ได้นำประชาธิปไตยกลับสู่พม่าอย่างสัมฤทธิผล แต่เมื่อต้นปี พ.ศ. 2521 เกิดการปฏิวัติรัฐประหารที่พม่าที่ได้กลับกลายมาเป็นสงครามกลางเมืองที่ยังคุกรุ่นอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งอาเซียนก็ได้ร่วมกันจัดทำแผนเรียกว่า ฉันทามติ5 ประการ (Five Point Consensus) เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ ของพม่าหยุดยิงและกลับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อนำประชาธิปไตยกลับสู่ชาวพม่า ซึ่งก็มิได้รับการตอบสนองที่พึงควรจากฝ่ายกองทัพพม่า แต่ประเด็นปัญหาของความไม่คืบหน้าของแผนปฏิบัติการดังกล่าว ก็มีสาเหตุสำคัญมาจากความแตกแยกในความคิดอ่านและการปฏิบัติของประเทศสมาชิกอาเซียนต่างๆ โดยเฉพาะไทยที่มักจะไป “โดด” โดยอ้างความเป็นพิเศษของไทยที่มีเขตแดนร่วมกับพม่ากว่า 2,400 กิโลเมตร และยังเป็นประเทศด่านหน้าที่ต้องรับภาระต่างๆ มากมาย
นั่นก็เป็นเหตุผลข้ออ้างที่รับฟังได้ในระดับหนึ่ง แต่อะไรที่เป็นเรื่องส่วนรวมแล้วก็จะมีการชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างเรื่องของส่วนรวมกับเรื่องของส่วนตัว และเมื่อไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน เป็นประเทศผู้นำพาอาเซียนมาโดยตลอด ไทยก็ต้องเพียรพยายามที่จะรักษาและประคับประคองความเป็นส่วนร่วมนี้ แต่มิใช่เป็นผู้บ่อนทำลายหรือขัดขวาง และควรจะต้องไว้หน้าและให้เกียรติประเทศสมาชิกอื่นๆ ทั้งด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือการปรึกษาหารือกันเสียก่อน มิใช่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เช่น กรณีที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเดินทางไปพบกับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่เป็นผู้นำการปฏิวัติ ผู้ก่อสงครามกลางเมือง ผู้สร้างประเด็นปัญหาให้กับประเทศเพื่อนบ้าน และบัดนี้ก็ได้จัดการเลือกตั้งแบบจอมปลอมที่สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ซึ่งประชาคมโลกเกือบทั้งหมดไม่เอาด้วยและไม่รับรอง นั่นจึงทำให้อาเซียนโดยรวมก็มีมติไม่คบหาสมาคมกับประธานาธิบดีนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย
คือไม่เชิญให้เข้าร่วมในการประชุมพบปะระดับรัฐมนตรีต่างๆ เป็นการคว่ำบาตรโดยปริยาย แต่ฝ่ายไทยก็ได้ดำเนินการแบบสวนทางในการพบปะกับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ดังกล่าวแถมยังมิสามารถโน้มน้าวให้นายพลอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการดังที่เคยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ได้แต่อย่างใด การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยดังกล่าวนั้นได้สร้างความอึดอัดใจให้กับประเทศอาเซียนอื่นๆ อีกทั้งยังได้ให้กำลังใจและความชอบธรรมนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย มือเพชฌฆาตของพม่าโดยใช่เหตุอีกด้วย
ปัจจุบัน ในภาพกว้างสถานะของอาเซียนดูแผ่วเบา ไม่มีสุ้มเสียงในเวทีระหว่างประเทศการเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในของอาเซียนในเรื่องต่างๆ ก็ดูไม่คึกคัก ปล่อยให้อยู่ในมือของข้าราชการประจำเสียมากกว่า ฉะนั้นก็มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ผู้นำทางการเมืองของอาเซียนจะต้องกลับมาปรึกษาหารือกันอย่างแข็งขัน เพื่อทบทวนข้อบกพร่องและแก้ไข เพื่ออาเซียนจะได้เป็นองค์กรที่ตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของพลเมืองอาเซียนอย่างแท้จริง และอาเซียนมีท่าทีร่วมกันในเรื่องสำคัญๆ ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและของโลก
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

ทภ.2 แจงปมทหารเขมรรัวปืน 11 นัด แนวชายแดนโอร์เสม็ด คาดฝีมือทหารขาดวินัย
'มิลลิ' ออกโรงขอโทษ ปมกดไลก์ 'มายด์-พาย' ยันไม่สนับสนุนความรุนแรง
รัสเซีย รู้ทัน ทรัมป์ แฉยับวางแผนคุมตลาดพลังงานโลก จ้องฮุบเส้นทางขนส่งทั้งหมด
อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย
ใครว่า Gen Z ไม่อึด? ดู 2 หนุ่มปราจีนฯ ลุยงานหนักยันเช้า อาสาช่วยวาดกำแพงพ่อหลวงด้วยใจ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี