วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ณ วันนี้ อาเซียนได้มีอายุถึง 59 ปีแล้ว พอจัดได้ว่าอาเซียนประสบความสำเร็จในการรักษาเนื้อรักษาตัว และในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองอาเซียนร่วม 650 ล้านคนโดยประมาณ อาเซียนเป็นแบบอย่างของการร่วมมือกันของประเทศกำลังพัฒนา
ในช่วงประมาณ 30 ปีแรกของอาเซียน (มีประเทศสมาชิกแค่ 6 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน) อาเซียนได้ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการต้านทานการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และต่อมาอาเซียนก็ได้ขยายจำนวนสมาชิกที่เคยเป็นคู่อริทางด้านอุดมการณ์เข้ามาอยู่ในครอบครัวอาเซียนด้วย คือเวียดนาม ลาว และกัมพูชา และยังได้ต้อนรับพม่า ซึ่งเคยเป็นประเทศที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอด และล่าสุดอาเซียนก็ได้ขยายจำนวนสมาชิกเป็น 11 ประเทศ ด้วยการต้อนรับติมอร์ตะวันออก เท่ากับว่าอาเซียนครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เกือบทั้งหมดแล้ว (ที่ยังคงค้างอยู่คือ ปาปัวนิวกินี ที่จะต้องมีการพิจารณากันต่อไป)
จนกระทั่งเมื่อโลกยุคสงครามเย็นยุติลง และโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ก็เป็นช่วงเดียวกับที่อาเซียนได้ขยายจำนวนสมาชิกดังกล่าว และอาเซียนโดยรวมก็ได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตลาดภายในให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และส่งผลให้มีการเชื่อมโยงกันอย่างกว้างขวางทั่วถึง ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องการคมนาคม และการเคลื่อนไหวของพลเมืองอาเซียน รวมไปถึงให้อาเซียนเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้าส่งออกหรือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของห่วงลูกโซ่อุปทานของโลก (Supply chain)
อาเซียนในขณะนั้นได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อให้เวียดนามถอนกองทัพออกไปจากกัมพูชา การรักษาที่นั่งในสหประชาชาติของฝ่ายเขมร 3 ฝ่ายไปจนถึงการช่วยเหลือพม่าในภัยพิบัติพายุไซโคลนนาร์กิส และการผลักดันให้ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าดำเนินการตามเส้นทาง 7 ประการ (Seven Point Road Map) ที่ได้นำประชาธิปไตยกลับสู่พม่าอย่างสัมฤทธิผล แต่เมื่อต้นปี พ.ศ. 2521 เกิดการปฏิวัติรัฐประหารที่พม่าที่ได้กลับกลายมาเป็นสงครามกลางเมืองที่ยังคุกรุ่นอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งอาเซียนก็ได้ร่วมกันจัดทำแผนเรียกว่า ฉันทามติ5 ประการ (Five Point Consensus) เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ ของพม่าหยุดยิงและกลับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อนำประชาธิปไตยกลับสู่ชาวพม่า ซึ่งก็มิได้รับการตอบสนองที่พึงควรจากฝ่ายกองทัพพม่า แต่ประเด็นปัญหาของความไม่คืบหน้าของแผนปฏิบัติการดังกล่าว ก็มีสาเหตุสำคัญมาจากความแตกแยกในความคิดอ่านและการปฏิบัติของประเทศสมาชิกอาเซียนต่างๆ โดยเฉพาะไทยที่มักจะไป “โดด” โดยอ้างความเป็นพิเศษของไทยที่มีเขตแดนร่วมกับพม่ากว่า 2,400 กิโลเมตร และยังเป็นประเทศด่านหน้าที่ต้องรับภาระต่างๆ มากมาย
นั่นก็เป็นเหตุผลข้ออ้างที่รับฟังได้ในระดับหนึ่ง แต่อะไรที่เป็นเรื่องส่วนรวมแล้วก็จะมีการชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างเรื่องของส่วนรวมกับเรื่องของส่วนตัว และเมื่อไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน เป็นประเทศผู้นำพาอาเซียนมาโดยตลอด ไทยก็ต้องเพียรพยายามที่จะรักษาและประคับประคองความเป็นส่วนร่วมนี้ แต่มิใช่เป็นผู้บ่อนทำลายหรือขัดขวาง และควรจะต้องไว้หน้าและให้เกียรติประเทศสมาชิกอื่นๆ ทั้งด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือการปรึกษาหารือกันเสียก่อน มิใช่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เช่น กรณีที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเดินทางไปพบกับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่เป็นผู้นำการปฏิวัติ ผู้ก่อสงครามกลางเมือง ผู้สร้างประเด็นปัญหาให้กับประเทศเพื่อนบ้าน และบัดนี้ก็ได้จัดการเลือกตั้งแบบจอมปลอมที่สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ซึ่งประชาคมโลกเกือบทั้งหมดไม่เอาด้วยและไม่รับรอง นั่นจึงทำให้อาเซียนโดยรวมก็มีมติไม่คบหาสมาคมกับประธานาธิบดีนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย
คือไม่เชิญให้เข้าร่วมในการประชุมพบปะระดับรัฐมนตรีต่างๆ เป็นการคว่ำบาตรโดยปริยาย แต่ฝ่ายไทยก็ได้ดำเนินการแบบสวนทางในการพบปะกับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ดังกล่าวแถมยังมิสามารถโน้มน้าวให้นายพลอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการดังที่เคยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ได้แต่อย่างใด การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยดังกล่าวนั้นได้สร้างความอึดอัดใจให้กับประเทศอาเซียนอื่นๆ อีกทั้งยังได้ให้กำลังใจและความชอบธรรมนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย มือเพชฌฆาตของพม่าโดยใช่เหตุอีกด้วย
ปัจจุบัน ในภาพกว้างสถานะของอาเซียนดูแผ่วเบา ไม่มีสุ้มเสียงในเวทีระหว่างประเทศการเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในของอาเซียนในเรื่องต่างๆ ก็ดูไม่คึกคัก ปล่อยให้อยู่ในมือของข้าราชการประจำเสียมากกว่า ฉะนั้นก็มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ผู้นำทางการเมืองของอาเซียนจะต้องกลับมาปรึกษาหารือกันอย่างแข็งขัน เพื่อทบทวนข้อบกพร่องและแก้ไข เพื่ออาเซียนจะได้เป็นองค์กรที่ตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของพลเมืองอาเซียนอย่างแท้จริง และอาเซียนมีท่าทีร่วมกันในเรื่องสำคัญๆ ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและของโลก
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

พาณิชย์ แจงสภา ปมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยันจะมีการกำกับดูแลโครงสร้างราคา ให้พี่น้องเกษตรกร
ดีลต่อเนื่อง! JASทุ่ม2พันล้าน คว้าสิทธิ์บอลโลก2สมัยติด
ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน
สะเทือนเมียนมา คุมตัว หญิงไทย ขึ้นศาล เอี่ยวคดีนักการทูตสหรัฐ ดับสยองคาโรงแรมหรู
ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี