วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
หลังจากที่ “จักรพรรดิปากจู๋” แห่งอาณาจักรอินทรีหัวขาว ได้ออกมา “ขู่” อิหร่านอย่างดุดันยิ่งกว่าการออกมา “คำราม” ทุกครั้งว่า
“หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในเช้าวันที่ 8 เมษายน ก่อนเวลา 08.00 น. ตรงกับเวลานครสารขัณฑ์ กองทัพอินทรีหัวขาวจะถล่มโรงไฟฟ้า โรงงานทำน้ำจืดและสะพานทุกแห่งในอิหร่านให้พังพินาศย่อยยับ จนอาณาจักรเปอร์เซียที่มีอารยธรรมยาวนานมากว่า 3,000 ปี ต้องล่มสลายไม่มีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมอีก”
การประกาศิตที่รุนแรงยิ่งกว่า “โองการนรก” ของจักรพรรดิปากจู๋ครั้งนี้ หากเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็น“การทำลายล้างครั้งมหึมาของพิภพ” ซึ่งจะกลายเป็น “ตำนานถูกจารึกไปยาวนานชั่วลูกชั่วหลาน”
“โดยชาวอิหร่านกว่า 14 ล้านคน ได้ประกาศออกมาแล้วว่า จะยอมสละชีวิตเป็นโล่มนุษย์ ไปยืนปกป้องโรงไฟฟ้า โรงงานทำน้ำจืด และบนสะพานทุกแห่งให้ซาตานทำการบึ้มจนชีวิตมลายสูญ”
“หากชาวอิหร่าน 14 ล้านต้องถูกบึ้มตายเช่นนี้จริงๆ คงไม่มีใครจินตนาการได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับทรัมป์และเนทันยาฮู?”
แต่แล้ว จู่ จู่ ของ “นาทีสุดท้าย” ประตูนรกทาร์ทารัสที่ “ทรัมป์ถือกุญแจอยู่ในมือ ก็ไม่ถูกเปิด”
เพราะจักรพรรดิปากจู๋ กลับลำอย่างกะทันหัน 360 องศา ออกมาชี้แจงว่า “ประตูนรกวันนี้ไม่เปิด เพราะการเจรจาพักรบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน เห็นชอบร่วมกันว่าจะหยุดยิง 1 ถึง 2 สัปดาห์และจะมีการเจรจากันต่อไปเพื่อยุติสงคราม”
การกลับลำไม่เปิดประตูนรกของเฒ่าปากจู๋ครั้งนี้ ผู้เฒ่าลังเลด้วยสาเหตุใด? “คงไม่มีใครตอบได้ชัด ชัด?”
ดูเหมือนจะมี “กูรูทางการเมืองบางท่าน” ได้ออกมาวิเคราะห์ว่า “อาณาจักรเปอร์เซียที่ตั้งขึ้นมายาวนานกว่า 3,000 ปีนั้น เคยเสี่ยงภัยเกือบล่มสลายมาหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้อย่างอัศจรรย์”
“เริ่มตั้งแต่ยุคโบราณ อเล็กซานเดอร์มหาราช ของอาณาจักรกรีก เคยยกทัพเข้าขยี้ขย้ำเปอร์เซียในยุคพระเจ้าดาริอุสที่ 3 เมื่อก่อนค.ศ.338 จนอิหร่านเกือบล่มสลาย อเล็กซานเดอร์ก็ยั้งมือไว้ไม่ทำลาย”
เมื่ออาณาจักรโรมันเรืองอำนาจ อาณาจักรเปอร์เซียก็ทำสงครามโรมรันกับโรมันมายาวนานกว่า 100 ปี “จนอาณาจักรโรมันล่มสลายในปีค.ศ.476 ในสมัยจักรพรรดิโรมุลุส ออกุสตุลุส (Romulus Augustulus)อาณาจักรเปอร์เซียก็ยังอยู่ได้ อย่างคงทน”
ในยุค “เจงกิส ข่าน” เรืองอำนาจตั้งแต่ปีค.ศ.1204 ก็ลุยบุกตะวันออกกลางจนถึงยุโรปสยบทั้งรัสเซีย ยูเครน และเยอรมันอาณาจักรเปอร์เซียเป็นทางผ่านก็ถูกกองทัพมองโกลขยี้ขย้ำและยึดเป็นเมืองขึ้น จนถึงปีค.ศ.1258 ในยุคกุบไล ข่าน(หลานของเจงกิส ข่าน) โดยกองทัพมองโกลไม่ทำลายล้างอาณาจักรเปอร์เซียเช่นเดียวกับอาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย จอร์เจีย ตุรกีและโปแลนด์ กองทัพมองโกลก็ไม่ทำลายล้างจนสิ้นชาติ
อาณาจักรเปอร์เซีย อยู่อย่างคงทนยาวนาน ผ่านการรุกรานจากหลายชาติ จนถึงยุคพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัดเรชาห์ ปาห์ลาวีก็ได้นำประเทศอิหร่านไปเป็นสาวกของสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับชาติอาหรับอีกหลายชาติที่สุดพระเจ้าชาห์ก็ถูกกลุ่มนิยมศาสนาโค่นล้มในปีค.ศ.1979 จนต้องลี้ภัยไปสิ้นพระชนม์ในสหรัฐอเมริกา โดยตลอด 47 ปีที่ผ่านมา อินทรีหัวขาวยังต้องการให้อิหร่านกลับมาเป็นสาวกของตนเหมือนยุคพระเจ้าชาห์
ดังนั้น เป้าหมายที่สหรัฐต้องการพุ่งชน คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน มีผู้นำที่ฟังคำสั่งจากวอชิงตันเหมือนชาติอาหรับอีกหลายชาติ เช่น ทายาทของพระเจ้าชาห์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในสหรัฐ หรือมิเช่นนั้นก็เป็นผู้นำที่วอชิงตันสั่งได้ เช่น ผู้นำเวเนซุเอลาคนปัจจุบัน
ด้วยประการฉะนี้ การคิดทำลายล้างจนอาณาจักรเปอร์เซียต้องล่มสลาย จึงมิใช่เป้าหมายแท้ที่ทรัมป์ต้องการ “พุ่งชน”
การวิเคราะห์ของกูรูทั้งหลายที่สหรัฐมีต่ออิหร่าน จะแม่นยำจริงหรือไม่ ก็คงต้องติดตามสงครามตะวันออกกลางต่อไปว่า
เป้าหมายที่ต้องการพุ่งชนนั้น มะริกันอยากทำลายอิหร่านให้สูญพันธุ์หรือจะเลี้ยงไว้เป็นสาวก คงต้องดูกันในยุคจักรพรรดิปากจู๋นี่แหละ
กมลศักดิ์ ตั้งธรรมนิยม

ยศชนัน-สีหศักดิ์ ผนึกกำลัง กต. - อว. รุกการทูตวิทยาศาสตร์
ไร้ปาฏิหาริย์ 3 ลูกเรือ'มยุรี นารี' ญาติใจสลาย รอกอดร่างไร้วิญญาณ
ทรัมป์ขู่โลก! สั่งเก็บภาษี 50% ทุกประเทศที่ส่งอาวุธให้อิหร่าน
มาดามรถถัง ไม่ทน! ฟ้องคนสร้างเฟกนิวส์ อ้างชื่อโจมตีรัฐ-โยกย้ายทหารชายแดน
CIB รวบผู้ต้องหาเครือข่าย กำนันนก คดีฮั้วประมูลโครงการรัฐ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี