วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ล่าสุด ศาลฎีกาพิพากษาแก้เพิ่มความผิด “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่น มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน-ลักทรัพย์เกือบ 600 กระทง
สั่งจำคุก 20 ปี(สูงสุดตามกฎหมาย)และต้องคืนเงินรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทแก่สหกรณ์คลองจั่นฯ และผู้เสียหาย
จะมีผลต่อทรัพย์สินคดีฟอกเงินในเครือข่ายธรรมกาย มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท อย่างไร?
1. สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเพิ่มข้อหาและยืนยันบทลงโทษนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับพวกรวม 11 ราย ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและลักทรัพย์สหกรณ์คลองจั่นเกือบ 600 กระทง
พิพากษาให้นายศุภชัยถูกจำคุก 20 ปี ตามกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)
และถูกสั่งให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท
โดยคำตัดสินนี้ถือเป็นคดีต้นทางสำคัญที่นำไปสู่สำนวนคดีฟอกเงินในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย
คดีนี้ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยให้เหตุผลว่าเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีที่ศาลอาญาเคยพิพากษาไปแล้ว
ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้ไข โดยเห็นว่าคดีไม่เป็นการฟ้องซ้ำ และลงโทษนายศุภชัยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมรวมถึงความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง แม้จะกำหนดโทษจำคุกหลายร้อยปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และสั่งให้คืนเงินจำนวน 10,812,663,995.29 บาทแก่โจทก์ร่วม
ล่าสุด คำพิพากษาของศาลฎีกาได้วินิจฉัยแก้ไขเพิ่มเติม โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 (นายศุภชัย) มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343รวมทั้งความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายกระทง โดยในสำนวนแรกจำคุก 5 ปี และในสำนวนหลังมีความผิดฉ้อโกงประชาชน 16 กระทง และปลอม-ใช้เอกสารสิทธิปลอมอีก 16 กระทง
แม้โทษรวมตามจำนวนกระทงจะหลายร้อยปี แต่เมื่อรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ก็ให้จำคุกสูงสุด 20 ปี
นอกจากนี้ ศาลยังได้มีคำสั่งให้นายศุภชัย จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 2,455 ราย กว่า 5,612 ล้านบาท และคืนเงินแก่โจทก์ร่วมอีกกว่า 10,726 ล้านบาท
สำนักข่าว Next News รายงานด้วยว่าสำนวนหลักของคดีคลองจั่นยังเป็นจุดตั้งต้นของคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีชื่อของพระธัมมชโยปรากฏในสำนวนสอบสวน รวมถึงคดีที่มีนายณฐพร โตประยูร เป็นจำเลยด้วย ฯลฯ
2.จะต้องติดตามว่า เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ขาดว่า นายศุภชัยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน คดีถึงที่สุดเช่นนี้ ย่อมจะมีผลต่อคดีฟอกเงินคดีอื่นๆ ที่แตกแขนงออกไปตามเส้นเงินแต่ละสาย ซึ่งไหลเข้าไปในเครือข่ายมหาอาณาจักรธรรมกาย บุคคลชื่อดัง หลายคน หลายคดี
นายสันติสุข มะโรงศรี พิธีกรข่าว Top News ได้เคยแจกแจงให้เห็นข้อมูลสำคัญที่ต้องติดตามหลังจากนี้ ระบุว่า
“...นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เคยบริจาคเงินหลายก้อน มูลค่ามหาศาล ให้แก่พระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย
ถึงขนาดเคยเป็นประธานงานระดมทุนทำบุญก่อสร้างอาคารใหญ่โตของวัด
ซึ่งตามแนวทางลัทธินี้ นายศุภชัยควรอยู่ในระดับได้ขึ้นสวรรค์ อาจจะถึงชั้นดุสิต หรือดาวดึงส์
(1)ปัจจุบัน นายศุภชัย ยังคงรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำยังมีคดีติดตัวอีกหลายคดี
(2)อดีตพระธัมมชโยยังคงหลบหนีหมายจับของศาล ในคดีร่วมกับนายศุภชัยฟอกเงิน รับของโจรยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังไม่ถูกพิพากษาความผิด แต่หลบหนีคดี หนีหมายจับ
.png)
.jpeg)
(3)คดีอาญาฐานร่วมกันฟอกเงิน รับของโจรยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลยังไม่มีคำพิพากษา
จำเลยที่สู้คดีอยู่ คือ นายศุภชัย และเจ้าหน้าที่สหกรณ์
ส่วนที่หนีคดี ได้แก่ อดีตพระธัมมชโย และลูกศิษย์อีกคน
(4)นายศุภชัย อดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น อดีตไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.1739/2558 (คนละคดีกับคดีร่วมกันฟอกเงินกับธัมมชโย) ฐานยักยอกทรัพย์ สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการเบิกจ่ายเงินของสหกรณ์ฯหลายครั้ง เป็นเงินยี่สิบกว่าล้านบาท เข้าบัญชีของนายศุภชัยหรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลย 7 ปี คดีถึงที่สุดแล้วถึงวันนี้ นายศุภชัยรับโทษคดีนี้ครบแล้ว (แต่ยังอยู่ในคุกเพราะคดีอื่น)
(5) นายอนันต์ อัศวโภคิน ผู้เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการก่อสร้างทั้งหลายในมหาอาณาจักรธรรมกาย การระดมเงินบริจาคเข้าธรรมกาย และเคยต้องคดีฟอกเงินที่ดีเอสไอสอบสวน
ปัจจุบัน ทราบว่า คดีที่เคยถูกสอบสวนไปไม่ถึงศาล ถูกสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว โดยไม่มีการอธิบายชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณชน
ทั้งๆ ที่ คดีที่ ปปง.ตามยึดอายัดทรัพย์สินทั้งที่ดินที่เกี่ยวกับลูกสาว และอาคารโรงพยาบาล ศาลแพ่งล้วนพิพากษาตามที่ฝ่าย ปปง.ร้องขอ
(6)นายศุภชัย เป็นอดีตไวยาวัจกร วัดพระธรรมกาย สนิทกับอดีตพระธัมมชโย
การโกงสหกรณ์คลองจั่น มีทรัพย์สินถูกผ่องถ่ายออกไป ทำให้ ปปง.เข้ามาสอบสวนเส้นทางเงิน และอายัดทรัพย์ไว้หลายรายการ ก่อนจะนำไปฟ้องศาลแพ่ง เพื่อให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดิน หรือคืนแก่สหกรณ์คลองจั่นแล้วแต่กรณี ปรากฏว่า เมื่อไปถึงชั้นศาลแพ่ง ศาลพิพากษาให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้เงินแก่สหกรณ์คลองจั่นฯ ทุกคดี
พูดง่ายๆ เป็นไปตามที่ฝ่าย ปปง.ตามยึดอายัดไว้
ไม่ว่าจะเป็น กรณีเงินในบัญชีเงินฝากชื่อวัดและมูลนิธิเครือธรรมกาย 58 ล้าน, กรณีอาคารที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ เขาใหญ่,กรณีที่ดินและอาคารบุญรักษา (พันกับลูกสาวเจ้าสัวธรรมกาย) ฯลฯ รวมมูลค่าที่ศาลแพ่งพิพากษาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ ปปง.ยึดไว้ ให้คืนแก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 1,411 ล้านบาท(คดียังไม่ถึงที่สุด)
และยังมีทรัพย์สินอีกหลายรายการ เช่น อาคารลูกโลก, อาคารมหารัตนวิหารคด,ที่ดินใกล้ๆ วัดพระธรรมกายอีกหลายแปลง ฯลฯ ที่ให้รอผลการพิจารณาคดีหลัก
ซึ่งคดีหลัก ก็คือคดีที่ศาลฎีกาเพิ่งจะมีคำพิพากษาว่านายศุภชัยมีความผิดริงในข้อหาฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินด้วยนั่นเอง !!!
(7)คดีหลักของกรณีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ปรากฏว่ามีการผ่องถ่ายเงินออกไปจากสหกรณ์นับหมื่นล้านบาท กระทั่งสหกรณ์ขาดทุนล่มจม ประสบปัญหาทางการเงินสมาชิกหลายหมื่นคนเดือดร้อนแสนสาหัส กระทบต่อเนื่องไปยังสหกรณ์เจ้าหนี้อีกนับร้อยแห่ง ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ มีหนี้สินเงินฝาก 17,000 ล้าน(ล่าสุด ชำระคืนไปบางส่วนแล้ว)
คดีหลัก คือ คดีที่ดีเอสไอสอบสวนดำเนินคดีมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ คดีอ.3339/2559 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน (ดีเอสไอ 63/2557) มูลค่าความเสียหายหลายพันล้าน และคดีอ.3056/2560 ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง (ดีเอสไอ 146/2556) มูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้านบาท
คดีเหล่านี้ ดีเอสไอสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมากมาย ตั้งแต่ช่วงสมัยที่มีพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นรัฐมนตรียุติธรรม (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี)
คดีหลักถูกยื่นฟ้องเข้าไปในชั้นศาล มีพยานหลักฐานมากมาย จึงใช้เวลาพิจารณายาวนาน
แต่มาเป็นที่ฮือฮาก่อนหน้านี้ เมื่อวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 ศาลอาญา (ศาลชั้นต้น) พิพากษายกฟ้อง เหตุเพราะ “ฟ้องซ้ำ”
โดยระบุว่า ฟ้องซ้ำกับคดีที่ศาลอาญาพิพากษาไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ได้แก่ คดีที่มี น.ส.นวลฉวี กับพวกรวม 410 ราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง และคดีที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ซึ่งคดีเหล่านั้น ศาลเคยพิพากษาชี้ว่า โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงเรื่องการขาดทุน และไม่นำผู้ตรวจบัญชีมาเบิกความถึงข้อบกพร่อง ฯลฯ พิพากษายกฟ้อง (ฝ่ายโจทก์นำสอบปากคำพยานเพียงไม่กี่ปาก ก่อนมีคำพิพากษาเมื่อปี’63)
ลำดับให้เห็นภาพง่ายๆ คือ“คดีหลัก” ยังอยู่ในศาลแต่มี “คดีหลวม”ฟ้องตามเข้ามา สอบปากคำพยานไม่กี่ปาก ปี’63 มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะฝ่ายโจทก์สอบพยานไม่กี่ปาก
“คดีหลัก” สอบปากคำพยานหลักฐานมากมาย ปี’64 ศาลอาญาชั้นต้นชี้ว่าแพ้ฟาวล์ ฟ้องซ้ำกับ “คดีหลวม”
ปี’66 ศาลอุทธรณ์พิพากษา “คดีหลัก” ว่าไม่เป็นการฟ้องซ้ำ และลงโทษจำคุกจำเลย
ล่าสุด ปี 69 ศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่เป็นการฟ้องซ้ำ และพิพากษาว่านายศุภชัยมีความผิดเพิ่มในฐานฉ้อโกงประชาชนด้วย
(8)ผลของ “คดีหลัก” มีความสำคัญมาก เพราะคดีแพ่งฟอกเงินหลายๆ คดี รอผลคดีหลัก
ยังไม่นับคดีอาญาฐานฟอกเงินอีกหลายคดี ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ คดีที่อดีตพระธัมมชโยตกเป็นผู้ต้องหาแล้วหลบหนีอยู่ในขณะนี้ด้วย
เมื่อศาลฎีกาพิพากษา คดีถึงที่สุดว่านายศุภชัยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แล้วก็มีการผ่องถ่ายเงินออกไปตามเส้นเงินสายต่างๆ ย่อมสะเทือนสวรรค์ชั้นดุสิตของใครต่อใคร”
สรุป หลังจากนี้ ต้องติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินฟอกเงิน โดยเฉพาะที่ไหลเข้าไปในเครือข่ายมหาอาณาจักรธรรมกาย มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท
สารส้ม

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล
คลิปนาทีระทึก! ไฟไหม้คลังกระสุน ตชด.21 สุรินทร์ เสียงระเบิดดังสนั่น
(คลิป) ชำแหละแค้นนี้ต้องชำระ! สูตรตั้งรัฐบาล แดง-ส้ม-เขียว
(คลิป) เจ๊ปอง ชำแหละระบบการเมืองไทย
ทบ.ลุยระงับเพลิงไหม้ คลังกระสุน ตชด.21 สุรินทร์ วอนปชช.อย่าตื่นตระหนก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี