วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ล่าสุด กองทุนน้ำมันฯ ติดลบเกือบ 6 หมื่นล้านบาทแล้ว
เพราะเข้าไปช่วยอุ้มในราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยกว่า 20 บาทต่อลิตร
ทุกวันนี้ ราคาน้ำมันดีเซลในไทยถูกกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก (ณ 9 เมษายน 2569 ในอาเซียนที่ดีเซลถูกกว่าไทย มีแค่อินโดนีเซีย กับบรูไน)
ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯ ก็ยังช่วยอุ้มดีเซลอยู่ลิตรละ 15 บาท
1. เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง จึงเป็นช่วงเวลาที่กองทุนน้ำมันฯ จะต้องลดการอุ้มลงบ้าง เพื่อลดจำนวนเงินไหลออก (แต่ยังอุ้มอยู่)
อย่างล่าสุด ที่ปรับลดเงินอุ้มน้ำมันดีเซล จากเดิมช่วยอุ้มลิตรละ 18.54 บาท เหลืออุ้มลิตรละ 15 บาท
หรือประหยัดเงินกองทุนฯ ลง 3.54 บาทต่อลิตร
ก็เลยทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มดูเหมือนไม่ได้ลดลงมากอย่างที่ผู้ใช้น้ำมันต้องการเห็น
นั่นเพราะต้องทยอยลดเงินที่กองทุนน้ำมันฯ อุ้มอยู่ก่อน (ยังไม่ได้ใช้หนี้กองทุนน้ำมันฯ เลยด้วยซ้ำ)
นี่คือราคาที่ต้องจ่าย
เพราะตอนที่ราคาน้ำมันดีเซลทั่วโลกพุ่งพรวดขึ้นไปหมด 3 มีนาคม 2569 ในประเทศไทยยังตรึงดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน พร้อมลดการเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มพุ่งขึ้นทันทีตามราคาตลาดโลก เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าสงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน อย่างไร (ตอนนี้ จริงๆ ก็ยังไม่มีใครรู้)
ทั่วโลก ราคาดีเซลในแต่ละประเทศ ปรับราคาขึ้นเร็ว แรง แพงกว่าไทยไปหมดแล้ว
แม้แต่มาเลเซียในปัจจุบัน ราคาขายดีเซลก็แพงกว่าในไทย
แต่ทั้งหมดนั้น มีราคาที่ต้องจ่าย เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี
ถ้าจะเอาตามคำพูดนักการเมืองที่มาพูดเอาหล่อ เอาเท่ เพื่อกล่าวโทษคนทำงานในวันวิกฤต อย่างพรรคส้มที่ว่า “จะไม่ตรึงราคาดีเซลเลย”
ก็ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีการอุ้มราคาดีเซลเลยจริงๆ ตั้งแต่วันที่เริ่มสงคราม ป่านนี้ ประชาชนจะเดือดร้อนสาหัสกว่าปัจจุบันขนาดไหน
ถ้าไม่อุ้มเลย วันนี้ ราคาดีเซลจะตกลิตรละ 63.40 บาท
ผลกระทบของการปล่อยลอยตัว ค่าขนส่งจะแพงขึ้น ราคาสินค้า ค่าวัตถุดิบค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าครองชีพ ฯลฯ จะพุ่งทะยานไปก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว
2. หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มตามกฎหมาย จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที
มีรายงานว่า วันที่ 11 เม.ย. ครม.จะอนุมัติงบกลางก้อนแรก 2,900 ล้านบาท เพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน บรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
งบประมาณดังกล่าวจะใช้ช่วยเหลือ
“1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,300 ล้านบาท คาดว่าจะโอนเงินเข้าบัตรได้เร็วที่สุดภายในวันที่ 13 เม.ย.2569
2. ภาคขนส่ง 1,600 ล้านบาท
ครอบคลุม รถบรรทุก 360,000 ราย รถโดยสารสาธารณะเกือบ 30,000 ราย รถตู้แท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง”
นอกจากนี้ จะออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 150,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง
.jpeg)
.png)
3. นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
“#คิดให้ดี วิกฤติพลังงานกู้เงิน 1.5 แสนล้าน ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกับกู้มาสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งชาติ กำลังผลิต1.5-2 แสนบาร์เรลต่อวัน #ดีกว่ามั้ย #ปรับโครงสร้างพลังงาน”
ปรากฏความเห็นอีกด้านหนึ่ง
.png)
.png)
นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน โพสต์ข้อความ ระบุว่า
“กระแสข้อเสนอให้รัฐบาลกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท มาสร้าง “โรงกลั่นน้ำมันแห่งชาติ” เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพง กำลังกลายเป็นประเด็นที่คนไทยตั้งคำถามกันมากครับ
ในฐานะนักวิเคราะห์ เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่ตัวเลข แต่ต้องดูไปถึง “โครงสร้าง” และ “อนาคต” ของโลกปี 2026 ด้วย
เงินแสนล้านไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ และนี่คือความจริงที่เราต้องพิจารณาให้รอบด้านก่อนจะกระโดดลงไปในเดิมพันครั้งนี้
1.5 แสนล้านซื้ออะไรได้บ้าง? และ “ค่าเลี้ยงดู” ที่ซ่อนอยู่
เงินแสนกว่าล้านบาทในวันนี้ สามารถสร้างโรงกลั่นขนาดกลางที่มีกำลังผลิตประมาณ 1 แสนบาร์เรล/วันได้ครับ แต่สิ่งที่หลายคนไม่ได้พูดถึงคือ “ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง”
งบประมาณบานปลาย: ธุรกิจโรงกลั่นปี 2026 ต้องเผชิญกับราคาวัสดุก่อสร้างและค่าเทคโนโลยีที่สูงขึ้นตลอดเวลา
ค่าใช้จ่ายรายปี (OPEX): การเดินเครื่องโรงกลั่นมีค่าใช้จ่ายคงที่มหาศาล ทั้งค่าจ้างบุคลากร ค่าบำรุงรักษา และค่าจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจต้องใช้เงินอีกปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นภาระที่รัฐต้องแบกรับไปตลอดอายุการใช้งาน
ยังไม่รวม Variable Cost หรือค่าน้ำมันดิบ (Feedstock) นะครับ ถ้ารวมค่าน้ำมันดิบที่ต้องซื้อเข้ามากลั่นในราคาตลาดโลก (ซึ่งเดือนนี้พุ่งไปถึง $118 ต่อบาร์เรล) กระแสเงินสดที่โรงกลั่นต้องใช้จะสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยครับ
ข้อดี vs ข้อเสีย: มองผ่านเลนส์ความจริง
ในมุมของข้อดี: การมีโรงกลั่นที่รัฐควบคุมได้ 100% จะช่วยเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ในยามวิกฤตสงครามโลกหรือความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง รัฐสามารถสั่ง “หยุดส่งออก” เพื่อเก็บน้ำมันไว้ใช้ในประเทศได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านบอร์ดบริหารที่มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น และยังสามารถเลือกสัดส่วนการผลิต (Yield) ให้ตรงกับความต้องการของคนไทยในขณะนั้นได้ เช่น เน้นผลิตดีเซลให้มากขึ้นในช่วงที่ภาคขนส่งวิกฤต
ในมุมของข้อเสีย: เรากำลังลงทุนใน “ธุรกิจขาลง” (Sunset Industry) โลกยุค 2026 กำลังหนีจากฟอสซิลไปหาพลังงานสะอาดและ EV อย่างรวดเร็ว การสร้างโรงกลั่นที่ต้องใช้เวลาคืนทุน 20-30 ปี อาจกลายเป็น “อนุสาวรีย์แสนล้าน” ที่ด้อยค่า (Stranded Asset) ก่อนจะได้ทุนคืนเสียอีก
นอกจากนี้ การบริหารงานสไตล์รัฐวิสาหกิจมักมีประสิทธิภาพต่ำกว่ามืออาชีพในตลาดโลก หากบริหารพลาด ขาดทุนจะกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทันที
สร้างโรงกลั่นเอง น้ำมันจะถูกลงจริงหรือ? (The Infrastructure Myth)
ถึงเราจะมีโรงกลั่นของรัฐ 100% แต่น้ำมันที่ไหลเข้าเครื่องยนต์เราไม่ได้มาจากต้นทุนการกลั่นเพียงอย่างเดียวครับ โครงสร้างราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ประกอบด้วย:
1.ราคา ณ โรงกลั่น: ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดโลก (สิงคโปร์) + ค่าความเสี่ยงขนส่ง
2.ภาษีต่างๆ: ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเทศบาล และ VAT (ซึ่งเป็นรายได้หลักของรัฐ)
กองทุนน้ำมัน: ที่ต้องเก็บเงินไปใช้หนี้แสนล้านที่เรากู้มาอุ้มราคาในอดีต
3.ค่าการตลาด: กำไรของปั๊มน้ำมัน
ความจริงที่เจ็บปวด: ต่อให้รัฐกลั่นเอง แต่ถ้าภาษีและภาระหนี้กองทุนน้ำมันยังเท่าเดิมราคาหน้าปั๊มก็แทบไม่ขยับลงครับ สิ่งที่รัฐทำได้อาจมีเพียงการลด “ค่าการกลั่น” (GRM) การมีโรงกลั่นเองอาจช่วยคุมจุดนี้ได้บ้าง แต่ราคาตลาดโลกก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่คุมไม่ได้อยู่ดี
โรงกลั่นใหม่นี้จะช่วยครอบคลุมการใช้ได้เพียง 15% เมื่อเทียบกับความต้องการใช้คนทั้งประเทศ (ประมาณ 1 ล้านบาร์เรล/วัน)
15% ที่ได้จากโรงกลั่นใหม่ ไม่ได้ออกมาเป็น “น้ำมันเบนซิน” หรือ “ดีเซล” ทั้งหมดนะครับ แต่มันจะถูกแบ่งตามสูตรการกลั่น (เช่น ก๊าซหุงต้ม 5%, น้ำมันเครื่องบิน10%, ดีเซล 40% เป็นต้น) ดังนั้นในความเป็นจริง โรงกลั่นใหม่นี้จะช่วยบรรเทาภาระน้ำมันแต่ละชนิดได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ที่น่าตกใจกว่าคือ ปัจจุบันโรงกลั่นเดิม 6 แห่งในไทย (ที่รัฐถือหุ้นใหญ่เกือบทั้งหมด) มีกำลังผลิตรวมกัน เกิน 100% ของความต้องการใช้อยู่แล้ว เราผลิตจนเหลือส่งออกด้วยซ้ำ!
คำถาม คือ... ในเมื่อเรามีของล้นมืออยู่แล้ว การกู้แสนล้านมาเพิ่มกำลังผลิตอีกแค่ 15% เพื่อหวังลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เป็นการแก้ปัญหาที่ “เกาถูกที่คัน” จริงหรือ?
หรือเรากำลังลงทุนมหาศาลเพื่อสิ่งที่ “มีอยู่แล้ว” แต่แค่บริหารจัดการไม่เป็น?
เทรนด์โลกปี 2026: เขาทำอะไรกัน?
ในขณะที่เราคุยเรื่องสร้างโรงกลั่นฟอสซิลเพิ่ม เพื่อนบ้านและมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนทิศครับ:
จีน และ อินเดีย: เลิกเน้นกลั่นน้ำมันเติมรถ แต่เปลี่ยนโรงกลั่นเป็น “ปิโตรเคมีครบวงจร” เพื่อผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรมแทน
ยุโรป และ อเมริกา: ทยอย “ปิดโรงกลั่น” หรือเปลี่ยนโรงกลั่นเดิมให้กลายเป็น Bio-Refinery เพื่อผลิตเชื้อเพลิงสะอาดจากพืชและขยะ
มาเลเซีย และอินโดนีเซีย: เน้นการสร้าง “คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์”เพื่อสู้กับราคาผันผวน มากกว่าการทุ่มเงินสร้างโรงงานใหม่ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างถึง 5-7 ปีซึ่ง “ช้าเกินไป” สำหรับวิกฤตปัจจุบัน
มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน:
ปัญหาพลังงานคือปัญหาระดับโลกครับ (Global Issue) การแก้ปัญหาหน้างานด้วยวิธีคิดแบบยุค 70 อาจไม่ใช่คำตอบของโลกยุค 2026
สิ่งที่เราต้องตั้งคำถาม คือ การสร้างโรงกลั่นใหม่คือการแก้ปัญหาที่ตรงจุดจริงหรือ?
ในเมื่อปัจจุบัน รัฐไทยผ่านทางกระทรวงการคลังและ ปตท. ก็ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่นแทบจะทั้งประเทศอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นไทยออยล์, GC, IRPC หรือบางจาก อำนาจในการบริหารจัดการผ่านบอร์ดบริหารมีอยู่ในมือรัฐเกือบทั้งหมดครับ
หากเรามี “หุ้นใหญ่” อยู่แล้วแต่ยังคุมราคาให้เป็นธรรมไม่ได้ การกู้เงินแสนล้านไปสร้างโรงงานเพิ่มอีกแห่งจะช่วยอะไรได้จริง?
เงินแสนล้านกู้มาสร้างโรงกลั่นน้ำมันในวันที่โลกจะเลิกใช้น้ำมัน... นี่คือการวางรากฐาน หรือคือการทิ้งภาระให้ลูกหลานไทยกันแน่ครับ?
“ในเมื่อรัฐคือ “เจ้าของ” โรงกลั่นส่วนใหญ่อยู่แล้ว คุณคิดว่าเงิน 1.5 แสนล้าน ควรถูกใช้เพื่อสร้างโรงงานเพิ่ม
หรือควรนำไปรื้อระบบบริหารจัดการพลังงานให้โปร่งใสเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ?” - ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
สารส้ม

เอ็นดูไม่ไหว ลิซ่า แชะภาพคู่ ลาบูบู้ ทำรันเวย์วงการอาร์ตทอยสะเทือนอีกรอบ
ไทยร่วมประชุมกีฬา DCA ที่รัสเซีย มุ่งขยายความร่วมมือยั่งยืน
พังงาสุดคึกคัก! ปชช.แห่ต่อคิวยืนยันสิทธิ์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แน่นธนาคาร
จากนี้คนกรุงต้องรู้จัก 'มัลลิกา' ยันทีมงานพร้อม - เชื่อมั่นคนกรุงสนับสนุน
‘ส่งออก’เดือนเม.ย.พุ่ง 23.1% จับตา‘ขาดดุลการค้า’ทุบสถิติทะลุ 3.4 แสนล้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี