วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568
เรื่องของเงินเทา ประโยชน์สีเทา การเมืองสีเทา กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม ถึงขั้นพูดกันว่า ถ้า “กัมพูชา” คือ ดินแดนแห่งสแกมเมอร์ “ประเทศไทย” ก็เป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน เปลี่ยนเงินเทา เป็นเงินขาวได้
1) สำนักข่าวอิศรา อ้างแหล่งข่าวจาก ปปง. ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบเงินไหลเข้าประเทศไทยมาจาก 3 ช่องทางหลักๆ คือ
หนึ่ง เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาเพื่อซื้อตราสารหนี้ในประเทศไทย ซึ่งให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าหลายประเทศ จึงมีเงินไหลเข้ามาลงทุนเพิ่ม โดยเงินไหลเข้าส่วนนี้ไม่น่ามีปัญหา
สอง “กองทัพมด” ขนเงินสดเป็นดอลลาร์สหรัฐเข้ามาไทยผ่านทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งชัดเจนว่าเป็นเงินผิดกฎหมายหรือเงินสีเทา นำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเพื่อฟอกเงิน โดยช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานชายแดน ไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้
สาม มีการนำเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี เข้ามาซื้อทองคำในประเทศไทยจากร้านทองที่รับเป็นคริปโตฯ โดยอาจซื้อผ่านแอปพลิเคชั่น จากนั้นมีการนำทองคำที่ซื้อส่งออกนอกประเทศ
ปปง. ชี้เป้าไปยังการนำเงินเข้าประเทศผ่านช่องทางที่สองและสาม น่าจะต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะค่อนข้างชัดเจนว่าอาจเป็นเงินสีเทาและการฟอกเงิน
สอดรับกับการให้ข้อมูลผ่านสื่อของกูรูด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ชี้ว่า มีกระบวนการฟอกเงินในต่างประเทศที่ใช้คริปโตเคอเรนซีมาแลกเป็นเงินบาท ทำให้สภาพคล่องหายไปและเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยมูลค่าการฟอกเงินผ่านช่องทางนี้สูงถึง 5 แสนล้านบาท โดยจะนำเงินบาทไปซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่น ทั้งทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นกู้ ซึ่งเป็นการอาศัยช่องโหว่ที่ไม่มีกฎหมายควบคุม
2) ในวันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปพบปะกับสมาคมธนาคารไทย อย่างเป็นทางการในรอบ 58 ปี ได้สั่งการให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดการตั้ง “วอร์รูม” เพื่อตามเส้นเงิน หาที่มาของเงินปริศนาที่ไหลเข้ามา เชื่อมโยงให้เห็นว่าเงินมาจากแหล่งไหนจะได้ลงมือดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดในทันที เพราะตอนนี้มีข้อสงสัยกันว่าการไหลเข้ามาของ “เงินสีเทา” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมหรือไม่
“ต้องเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องนี้เร่งด่วน” นายเอกนิติ กล่าวถึงนโยบายของนายกฯ ที่มอบหมายให้สะสางความกังวลเรื่อง “เงินสีเทา” และการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเป็นท่าทีของรัฐบาลหลังจากนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี โดยกระตุ้นให้ภาครัฐต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่กระทำผ่านหลายช่องทาง เพื่อตามรอยเงินไม่รู้ที่มา และสกัดกั้นเงินสีเทา
2) ในเวลาต่อมา นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง รับลูกเรียกประชุมคณะทำงานเพื่อติดตามเงินทุนที่ไหลเข้าไทยจำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับเงินสีเทาหรือไม่ ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อหาข้อสรุปโดยเร็ว เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างยิ่ง
“วันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าเงินที่เข้ามาตรงนี้คืออะไร ทั้งในส่วนของเงินเข้า เงินออก ต้องรู้ตรงนี้ให้ชัดเจนก่อน และมั่นใจว่าน่าจะหาต้นตอ หรือแหล่งที่มาของเงินนี้เจอแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นของใครสักคน” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันอย่างมั่นใจ
3) เม็ดเงินที่กังขากันอย่างยิ่งว่าเป็น “เงินสีเทา” หรือไม่ เป็นเงินก้อนใหญ่มาก ตามตัวเลข NEO (Net Errors and Omissions) หรือ “ค่าความคลาดเคลื่อนสุทธิในดุลการชำระเงิน” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ตัวเลขนี้พุ่งทะลุ 5.3 แสนล้านบาท ซึ่ง “เงินที่ไม่รู้ที่มา” ในทางทฤษฎีแล้วมีได้จากการบันทึกตกหล่น แต่ไม่ควรมีมากขนาดนี้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเงินสีเทาทะลักเข้ามาเพื่อฟอกให้ขาวสะอาดใช่หรือไม่
4) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทยคือเสถียรภาพทางการเงินและค่าเงินบาทที่มั่นคง ซึ่งทำให้ต่างชาติให้ความเชื่อมั่น แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรทางการเงินที่อาศัยช่องโหว่ของระบบและพรมแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในการลักลอบฟอกเงินและทำธุรกรรมผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ เพื่อรับมือปัญหานี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้ตั้งคณะกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายอุดช่องโหว่เชิงระบบ พร้อมกำชับว่าหากพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินให้ดำเนินการได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลหรือเกรงใจผู้ใด
“นายกฯ ได้สั่งการให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีการช่วยเหลือใครอย่างแน่นอน นี่คือโจทย์ชัดเจน ทุกกรณีที่พบความผิดสามารถลุยได้อย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าไม่ต้องเป็นกังวล ตรงนี้เป็นประโยคที่ทำให้คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด มีความฮึกเหิมอย่างมาก” นายเอกนิติ กล่าว
“รัฐบาลตั้งคณะทำงานขึ้นมา 4 คณะ เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมีทั้งการปราบปราม ตรงนั้นเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่คณะทำงานของผม คือ ผลระยะยาว เราไม่ทำเพียงแค่การแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เท่านั้น เพราะสุดท้ายโจรก็จะกลับมา โดยคณะทำงานของผม จะเป็นการปิดช่องโหว่ของกฎหมายทางการเงินทั้งหมด ซึ่งต้องยอมรับว่าเรามีกฎหมายเยอะ มีหลายหน่วยงาน แต่ข้อมูลไม่เชื่อมกัน ตรงนี้เป็นช่องโหว่สำคัญของการจะตามจับโจร เปรียบเหมือนคนตาบอดคลำช้าง รู้ว่านี่คือหัว นี่คือขา แต่ไม่รู้ว่าคือช้าง ดังนั้น การจะเห็นหน้าตาของช้างได้ ก็ต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดก่อน ซึ่งผมตั้งเป้าหมายยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นมาตรฐานสากล หากไม่ดีกว่า ก็ต้องดีเท่า”
นายเอกนิติกล่าวว่า ปัญหาหลักที่ผ่านมาคือข้อมูลทางการเงินของแต่ละหน่วยงานอยู่แบบเดี่ยวๆ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ครบถ้วน ทำให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างระหว่างกฎหมายและระบบตรวจสอบหลบหนีได้ เวลาจะตามจับคนร้ายต้องไปหลายหน่วย ทั้งตำรวจ DSI ปปง. ธปท. แต่กฎหมายแต่ละหน่วยไม่เชื่อมกัน มันเลยมีช่องโหว่ โดยคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยได้เริ่มประชุมแล้ว และมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม 3 ด้าน
1.ได้เห็นตัวช้างของระบบ ทุกหน่วยงานเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล เปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง ทำให้เข้าใจภาพรวมของระบบการเงินไทยทั้งระบบ
2.จัดตั้งดาต้าบูโร (Data Bureau) ศูนย์กลางข้อมูลทางการเงิน เพื่อเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามธุรกรรมต้องสงสัยและสนับสนุนการสืบสวนคดี
3.ผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล โดยเฉพาะด้านการติดตามธุรกรรมคริปโต การซื้อขายทองคำ รถหรู หรือทรัพย์สินมีค่าที่อาจใช้ฟอกเงิน ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์ “ระบุตัวตนทางการเงิน” ที่ชัดเจน
“ตอนนี้เราเริ่มเห็นภาพมากขึ้น 80-90% รู้แล้วว่าช่องทางไหนคือประตูโหว่ของบ้านเรา และจะต้องปิดให้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่จับโจรเป็นรายๆ แต่ต้องแก้ที่ระบบให้เห็นทั้งตัวช้าง โดยภายใน 4 เดือน และจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยคาดว่าจะสรุปผลดำเนินงานชัดเจนภายในเดือน ธ.ค. 2568 โดยชุดเชื่อมโยงทางการเงินจะเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มทดลองใช้ Data Bureau กับคดีจริงร่วมกับหน่วยงานปราบปรามทันที รัฐบาลจะไม่ช่วยเหลือหรือปกป้องใคร ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด” นายเอกนิติกล่าว
เขาให้สัมภาษณ์หลังจากประชุมครั้งที่ 1/2568 เรื่องการเตรียมตั้ง Data Bureau เพื่อตรวจสอบและสกัดเงินเทา หรือธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยอย่างละเอียดขึ้น ว่า จะมุ่งตรวจสอบ 3 ช่องทางการเงินต้องสงสัย โดยเบื้องต้นที่ประชุมได้มีการหารือถึงกรอบและแนวทางการทำงานของ Data Bureau พร้อมกำหนดช่องทางการเงินที่อาจเป็นพฤติกรรมที่ต้องสงสัยที่ต้องเร่งตรวจสอบ ซึ่งครอบคลุม 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
1.สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่นอกประเทศไทย
2.Money Changer ซึ่งเป็นส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล
3.ตลาดทองคำ โดยรวมถึงทองคำที่เป็นกายภาพ (Physical) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivative) ที่เป็นกระดาษ ซึ่งปัจจุบันตลาดทองคำยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง
“จะเห็นได้ว่าช่องทางการเงินทั้ง 3 ช่องทาง มีผู้กำกับดูแลที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลกระจัดกระจายและต่างคนต่างทำ คณะอนุกรรมการจึงมีมติให้ดำเนินการทำ Data Bureau” ดร. เอกนิติกล่าว
Data Bureau นี้ จะเน้น 3 หัวใจหลัก นายเอกนิติกล่าวต่อว่า โดยเบื้องต้นเน้นที่การทำงานร่วมกันของ ธปท., ก.ล.ต. และ สมาคมธนาคารไทย โดยการดำเนินการใน Data Bureau จะเน้นตรวจสอบใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่
1.การพิสูจน์ตัวตน (Know Your Customer – KYC) โดยตรวจสอบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นเป็นตัวจริงหรือเป็นนอมินีหรือไม่ เนื่องจากบางตลาด เช่น ตลาดทองคำ อาจยังไม่มีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนที่เข้มข้นเท่ากันในภาคการเงิน เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร
2.พฤติกรรม (Behavior) โดยตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น แจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจ แต่มีเงินไหลเข้า-ออกที่ผิดปกติหรือ
3.ธุรกรรม (Transaction) โดยตรวจสอบการไหลเข้าและไหลออกของเงินผ่านช่องทางต่างๆ ที่ต้องผ่านธปท.
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมการจะใช้เคสจริงจากข้อมูลกระทรวงยุติธรรมมาเป็นตัวอย่างในการทดสอบระบบและเส้นทางการเงิน เพื่อดูว่าข้อมูลอยู่กับหน่วยงานใด พฤติกรรมน่าสงสัยหรือไม่ และเงินไหลเข้า-ออกอย่างไร เนื่องจาก คณะอนุกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจตรวจสอบเป็นรายกรณี แต่มีภารกิจหลักในการแก้ปัญหาระบบโดยรวม โดยจะนำผลการทดสอบมาตรวจสอบว่ากฎหมายปัจจุบันที่กระจัดกระจายอยู่สามารถจัดการพฤติกรรมต้องสงสัยทั้งหมดหรือไม่
ขณะที่ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการจัดทำกฎหมายใหม่เพื่อปิดช่องโหว่และจะนำข้อมูลจากคณะอนุกรรมการชุดนี้ไปเติมเต็มเพื่อให้กฎหมายฉบับใหม่ครอบคลุม
โดยที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่าภายในพฤศจิกายน 2568 จะได้รูปแบบของ Data Bureau และ ภายในเดือนธันวาคม 2568 ระบบทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จ
“ไทยต้องมีระบบที่สามารถกำกับดูแลและป้องกันธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้ตามมาตรฐานสากลหรือดีกว่ามาตรฐานสากล” ดร.เอกนิติ กล่าว
ตามลุ้นกันนะครับ ว่า รัฐบาลนี้ กับเวลาบริหารราชการแผ่นดินในช่วงสั้นๆ จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ดีเพียงใด!!

(คลิป) อนุทิน รอดหรือร่วง! เจ๊ปอง ปะทะ ดร.มัลลิกา
ซูนดาปาร์คลุกเป็นไฟ KNUชี้กองทัพเผด็จการจงใจถล่มไม่เลือก คนไทย-พม่าบาดเจ็บทั้งสองฝั่ง
(คลิป) เจ๊ปอง-ดร.มัลลิกา ฟันธง! นานา ไรบีนา ซวยแน่! ถ้าเจอทนายคนนี้
รวบแท็กซี่หวังรวยทางลัด รับจ้างขนยาบ้ากว่า 6 ล้านเม็ด มูลค่า200ล้านบาท
โอซา แวงฟาดจุก โพสต์คำคมพ่อแม่ที่ดีควรปกป้องลูก ชาวเน็ตแห่โยงคลิปนานา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี