วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
การโกงติดคุกในกรณีชั้น 14 นักโทษเทวดา เป็นเรื่องร้ายแรง
เหยียบย่ำระบบกฎหมาย ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชทัณฑ์
ผู้เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดอย่างสาสม มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง
ขณะเดียวกัน ระบบระเบียบการส่งตัวนักโทษไปรักษาตัว หรือไปคุมขังนอกเรือนจำ ก็จะต้องไม่มีช่องโหว่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก
1. สถานที่คุมขังอื่นที่มิใช่เรือนจำ หรือจำคุกนอกเรือนจำ
กรณีที่กรมราชทัณฑ์ออกกฎกระทรวงกำหนดสถานที่คุมขัง พ.ศ.2563 เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2563 และต่อมา ออกประกาศระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสาหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2566 (ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย)
สาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดสถานที่คุมขังอื่นที่มิใช่เรือนจำ หรือจำคุกนอกเรือนจำ
การดำเนินการเรื่องนี้ อาจมีความเสี่ยงต่อ “การใช้ดุลพินิจเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้แก่บุคคล” อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ในทางที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องขังที่ร่ำรวยหรือมีอิทธิพลส่วนตัว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2566 กรมราชทัณฑ์ได้ประกาศใช้ “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566” ที่มีบทบัญญัติสำคัญ คือ ให้คณะทำงานพิจารณาการคุมขังในสถานที่คุมขัง มีอำนาจในการกลั่นกรองให้ผู้ต้องขังรายใดไปคุมขังในสถานที่คุมขัง โดยที่อำนาจในการอนุมัติจะอยู่ที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์
2. ล้อมคอก
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกฯ อนุทิน เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2568 ครม. รับทราบ “ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการคุมขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง” ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ
พร้อมทั้งมอบหมายให้ กระทรวงยุติธรรม โดย กรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ข้อยุติ
โดยให้กระทรวงยุติธรรมสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อนำเสนอ ครม. ต่อไป
รายงานข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. มีรายละเอียดน่าสนใจมาก กล่าวโดยสรุป ดังนี้
2.1 ปัญหา ช่องโหว่
จากการศึกษาระเบียบที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการคุมขังในสถานที่คุมขังนอกเรือนจำ ตามที่กรมราชทัณฑ์มีประกาศกำหนด ปรากฏปัญหาที่อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อการทุจริต และปัญหา ในการปฏิบัติราชการ ดังนี้
ประเด็นปัญหาที่ 1 การขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2 และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ใน 2 ประเด็น
ได้แก่ 1) ผู้มีอำนาจอนุมัติให้ไปคุมขังในสถานที่คุมขัง และ 2) คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการคุมขังในสถานที่คุมขัง
ประเด็นปัญหาที่ 2 ไม่กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการถูกคุมขัง สำหรับผู้ต้องขังบางประเภท สืบเนื่องมาจากประเด็นที่ 1 ที่คุณสมบัติของผู้จะได้รับการคุมขังในสถานที่คุมขัง ไม่มีกำหนดว่าต้องผ่านการจำคุกมาแล้วนานเท่าใด นอกจากจะเป็นคุณสมบัติที่ต่างกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว การไม่กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการถูกคุมขัง จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการลงโทษตามวัตถุประสงค์ของการคุมขัง
ประเด็นปัญหาที่ 3 กระบวนการออกระเบียบฯ ดังกล่าว มิได้เป็นอำนาจเด็ดขาดของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ แต่จะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการราชทัณฑ์ มิได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อระเบียบดังกล่าว แต่เป็นการอาศัยอำนาจของอธิบดีออกระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ อาจส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของระเบียบฯ
ประเด็นปัญหาที่ 4 ความไม่ชัดเจนของนิยามคำว่า “สถานที่คุมขัง” โดยเกิดการตีความว่า หมายความรวมถึง บ้านหรือที่อยู่อาศัยส่วนตัวของผู้ถูกคุมขัง
ซึ่งนัยของสถานที่คุมขังตามระเบียบฯ ไม่ควรหมายความรวมถึงบ้านหรือที่อยู่อาศัยส่วนตัวของผู้ถูกคุมขัง
ประเด็นปัญหาที่ 5 ความเสี่ยงจากการใช้อำนาจดุลพินิจ โดยที่วิธีการ ขั้นตอนการดำเนินการของคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง ตามระเบียบเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้ดุลพินิจ ซึ่งอาจเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์หรือเรียกค่าตอบแทนจากการใช้อำนาจดังกล่าว จนนำมาสู่การใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสมหรือผิดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน
เป็นความเสี่ยงต่อการใช้ดุลพินิจเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้แก่บุคคล เช่น ผู้ต้องขังที่มีฐานะทางการเงินดีหรือมีการใช้อิทธิพลส่วนตัว
2.2 การไม่กำหนดเวลา‘ขั้นต่ำ’ถูกคุมขัง ส่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางราย
ข้อสังเกตว่า ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566ไม่มีการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการถูกคุมขัง ที่ผู้ถูกคุมขังจะต้องได้รับโทษมาแล้วนานเท่าใด จึงจะได้รับการพิจารณาให้ไปคุมขังในสถานที่คุมขังนอกเรือนจำ
ประกอบกับประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่อง กำหนดคุณสมบัติเฉพาะ ลักษณะต้องห้าม และวิธีการคุมขังผู้ต้องขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 ไม่มีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่ผู้ถูกคุมขังจะต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วนานเท่าใด จึงจะได้รับการพิจารณาให้ไปคุมขังในสถานที่คุมขังนอกเรือนจำ
กรณีการปฏิบัติตามระบบการจำแนกลักษณะและการแยกคุมขังและการพัฒนาพฤตินิสัย และการรักษาพยาบาล นำมาสู่ข้อพิจารณา 2 ประเด็น คือ
1.คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาให้ไปคุมขัง ตามที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 89/2 นั้น มีความแตกต่างจากคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่ได้รับการพิจารณาให้ออกไปคุมขังยังสถานที่คุมขัง ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566
2.ในการบริหารโทษ มีความจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการสร้างสังคมที่ปลอดภัย การพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังและการแก้ปัญหาคนล้นคุก ดังนั้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดในต่างประเทศ (สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นต้นแบบการพักการลงโทษในประเทศไทยด้วย) ว่า จะไม่มีการพักการลงโทษหรือปล่อยตัวออกจากเรือนจำในช่วงแรกของการคุมขัง คือ ระยะเวลา 1/3 ของโทษจำคุก ซึ่งระยะเวลาขั้นต่ำนั้นมีความสำคัญ เช่น
(1) เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้ชดเชยการกระทำของตนในเรือนจำ
(2) เพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อันเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม โดยแยกผู้กระทำผิดออกจากสังคม
(3) เพื่อให้ผู้ถูกคุมขังได้รับการพัฒนาพฤตินิสัยในเรือนจำอย่างมีประสิทธิภาพ
(4) เพื่อให้การกำหนดโทษของศาลยังมีความหมายอยู่
อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า การสั่งให้คุมขังนอกเรือนจำ (ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสาหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566) กรณีการปฏิบัติตามระบบการจำแนก และแยกการคุมขังและการพัฒนาพฤตินิสัยและการรักษาพยาบาล ไม่มีการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำของการที่ผู้ต้องขังจะต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้ว
ดังนั้น จึงนำมาสู่ประเด็นปัญหาว่า การไม่กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการถูกคุมขัง สำหรับผู้ต้องขังบางประเภท ว่าจะต้องรับโทษจำคุกมาแล้วเท่าใด ทำให้สังคมเกิดความไม่มั่นใจว่าผู้ต้องขังรายต่างๆ ได้รับการปฏิบัติจนบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการลงโทษในเรือนจำได้มากน้อยเพียงใด และอาจเป็นช่องทางเอื้อผลประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องขังรายใดรายหนึ่งได้
2.3 หากคุมขังที่ “บ้านของผู้ต้องขัง” ก็ไม่ได้ติดคุกจริง
ประเด็นเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของนิยามคำว่า “สถานที่คุมขัง”
สำหรับความไม่ชัดเจนของการดำเนินการปรากฏ เมื่อเป็นการคุมขังตามวัตถุประสงค์ที่ 1 กรณีการปฏิบัติตามระบบจำแนกและแยกคุมขัง ที่กำหนดให้ “สถานที่สำหรับอยู่อาศัย” เป็นสถานที่คุมขัง
ทำให้เกิดการตีความว่า สถานที่อยู่อาศัย มีความหมายครอบคลุมถึง บ้านหรือเคหะสถานของผู้ถูกคุมขังด้วย
อย่างไรก็ตาม อ้างอิงความคิดเห็นจากนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ประกอบการพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา และแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการคุมขัง พบเหตุผลว่า สถานที่สำหรับอยู่อาศัย ไม่ได้หมายความรวมถึง บ้านหรือเคหะสถานของผู้ถูกคุมขัง โดยมีเหตุผลประกอบ ดังนี้
1.เมื่อเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 24 ที่ให้อำนาจศาลสั่งให้กักขังผู้ต้องโทษไว้ที่ที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือ “บ้านของตนเอง”
ถ้าให้กลับบ้านได้ กฎหมายต้องบัญญัติโดยชัดแจ้งว่า ให้กลับไปบ้านหรือที่อาศัยของผู้นั้นเอง
“สถานที่คุมขัง” หมายความว่า สถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำซึ่งเป็นสถานที่ของทางราชการหรือเอกชนที่เจ้าของหรือผู้ปกครองดูแลรักษาสถานที่อนุญาตหรือยินยอมเป็นหนังสือให้ใช้ประโยชน์ในการควบคุมผู้ต้องขัง
ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่สถานที่ตามมาตรา 89/2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดว่า จะสามารถใช้ที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือ “บ้านของตนเอง” เป็นสถานที่คุมขังแต่อย่างใด
แสดงว่าการดำเนินการตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 จะไม่สามารถสั่งให้คุมขังที่บ้านของตนเอง
2.เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการคุมขัง คือ โดยที่การลงโทษ จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น ต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ผู้กระทำความผิดให้สมสัดส่วนกับความน่าตำหนิของการกระทำผิดที่ได้กระทำลง เพื่อป้องปรามอาชญากรรมแยกบุคคลที่กระทำความผิดออกจากสังคม เพื่อตัดโอกาสในการกระทำความผิดนั้นอีก เพื่อทำให้ผู้กระทำผิดได้รับการแก้ไขฟื้นฟู เป็นต้น
ทั้งนี้ การสั่งให้คุมขังที่บ้านไม่สามารถทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การคุมขังได้ โดยเฉพาะเพื่อสร้างความเจ็บปวดได้ตามเหตุผลการลงโทษ
ดังนั้น จึงนำมาสู่ประเด็นปัญหาว่า ความไม่ชัดเจนของนิยาม “สถานที่คุมขัง” ทำให้เกิดการตีความว่าหมายความรวมถึงบ้านหรือที่อยู่อาศัยส่วนตัวของผู้ถูกคุมขังหรือไม่ ซึ่งนัยของสถานที่คุมขังตาม ระเบียบฯ ไม่ควรหมายความรวมถึง บ้านหรือที่อยู่อาศัยส่วนตัวของผู้ถูกคุมขัง
2.4 เสี่ยงใช้อำนาจ‘ดุลพินิจ’เอื้อประโยชน์คนร่ำรวย ผู้มีอิทธิพลส่วนตัว
พบข้อสังเกตว่า ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 มีแนวการปฏิบัติที่ทำให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องใช้อำนาจดุลพินิจ คือ เจ้าพนักงานสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระที่จะเลือกกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ระเบียบกำหนด
ทั้งนี้ การที่ระเบียบฯ ให้อำนาจในการใช้ดุลพินิจ ก็อาจส่งผลให้เจ้าพนักงานของรัฐใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์หรือเรียกรับค่าตอบแทนจากการใช้อำนาจดังกล่าว จนนำมาสู่การใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสมหรือผิดเจตนารมณ์ของระเบียบฯ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ต้องขังรายอื่นๆ
แนวทางปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ยังขาดความชัดเจนว่า มีกระบวนการคัดกรองหรือกำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่จะได้รับการอนุมัติให้ไปคุมขังในสถานที่คุมขังอย่างไร ซึ่งต่างจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ส่วนที่ 3 ประโยชน์ของผู้ต้องขังมาตรา 52 (5) ที่บัญญัติว่า นักโทษเด็ดขาดอาจได้รับประโยชน์ลดวันต้องโทษจาคุกให้เดือนละไม่เกิน 5 วันฯ หรือในมาตรา 52(7) บัญญัติว่านักโทษเด็ดขาดอาจได้รับประโยชน์ พักการลงโทษ เมื่อได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือ 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่า 10 ปีในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกที่กำหนดเวลาฯ โดยให้คณะกรรมการราชทัณฑ์แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเพื่อวินิจฉัยการพักการลงโทษ
ระเบียบฯเปิดให้เจ้าพนักงานใช้อำนาจดุลพินิจ ในการดำเนินการในขั้นตอนการพิจารณา โดยคณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังประจำเรือนจำ
คณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังประจำเรือนจำ เป็นกลไกสำคัญลำดับแรกที่จะกลั่นกรองให้ผู้ต้องขังรายใดได้ออกไปคุมขังยังสถานที่คุมขัง
ซึ่งกระบวนการให้มีการคุมขังในสถานที่คุมขัง ต้องเริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น
กล่าวคือ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่เสนอชื่อนักโทษที่สมควรได้รับการพิจารณา และยังมีอำนาจทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และไม่ปรากฏคุณสมบัติต้องห้าม และรวบรวมข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา เช่น พฤติกรรมขณะต้องโทษ และรายละเอียดอื่นเท่าที่จะรวบรวมได้ เป็นต้น โดยที่ระเบียบฯ ไม่ได้เปิดช่องทางให้ผู้ต้องขังร้องขอให้ มีการคุมขังในสถานที่คุมขังด้วยตนเอง
ความเสี่ยงสำคัญ คือ หากเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจในทางให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางราย เช่น อาจจะเป็นผู้ต้องขังที่ร่ำรวย หรือมีอิทธิพล หรือเป็นผู้ต้องขังที่สามารถเสนอผลประโยชน์หรือทรัพย์สินให้แก่เจ้าหน้าที่ได้
อาจทำให้ผู้ต้องขังรายอื่นๆ ที่แม้จะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ก็ไม่อาจได้รับการคัดเลือกกลั่นกรองให้ออกไปคุมขังยังสถานที่คุมขัง และต้องจำคุกตามคำพิพากษาในเรือนจำต่อไป
ในขั้นตอนการพิจารณา คณะทำงานพิจารณาการคุมขังในสถานที่คุมขัง อาจใช้อำนาจดุลพินิจกลั่นกรองการให้ผู้ต้องขังรายใดคุมขังในสถานที่คุมขัง และการเพิกถอนการคุมขังเสนอต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่งระเบียบฯ เปิดช่องให้คณะทำงานในชั้นนี้พิจารณาด้วยการใช้ดุลพินิจในประเด็นต่างๆ เช่น ให้พิจารณาความเหมาะสม พิจารณาพฤติการณ์ก่อนต้องโทษและขณะต้องโทษ ประเมินความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ ให้คะแนนความเสี่ยงในการหลบหนี ประเมินผลกระทบต่อสังคมหรือชุมชน เป็นต้น
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของคณะทำงาน ทั้ง 2 คณะ แล้ว พบว่า องค์ประกอบของคณะทำงาน จะเป็นเจ้าพนักงานของกรมราชทัณฑ์ มากกว่าผู้แทนส่วนราชการอื่นๆ และบุคคลภายนอก ในอัตราส่วน 9 : 3 ซึ่งอาจจะเป็นข้อจำกัดในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ดุลพินิจในระดับคณะทำงาน และนำไปสู่การใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
การดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบดังกล่าว อาจมีความเสี่ยงต่อ “การใช้ดุลพินิจเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้แก่บุคคล” นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ ต่อผู้ต้องขังในทางที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องขังที่ร่ำรวยหรือมีอิทธิพลส่วนตัว
สุดท้าย.. นับเป็นการถูกต้อง สมควรอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลอนุทิน ให้กรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ได้ข้อยุติ
ต้องล้อมคอกให้ถูกต้อง ไม่ต้องกลัวใครจะหาว่า “หมูเขาจะหาม แต่หนูเอาคานเข้ามาสอด”
สารส้ม

'สส.ภัณฑิล' พรรคส้มดิ้นพล่าน! อัดคลิปขอโทษกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อภิปรายพาดพิงปมยาเสพติด
ท้าชนมหาอำนาจ จีนกางปีกป้อง 5 บริษัทโรงกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ หลังมะกันสั่งคว่ำบาตร
เอาจริง! นราธิวาส เพิ่มรางวัลนำจับ 50,000 คนลักลอบเผาป่า
เปิดสปาแมวบังหน้า! บุกรวบ 3 ทรชนค้ากามเด็กสาว บังคับรับแขกวันละ 7 คน พบเงินหมุน 20 ล้านบาท
เกิดอะไรขึ้น?! ก้อย อรัชพร เจอสาวปริศนาโพสต์ป่วน ให้ติดต่อกลับด่วน-อย่าทำร้ายลับหลัง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี