วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ ได้ถูกนำมาผูกโยงเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองต่อจากนี้ไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ ประเด็นประสิทธิภาพการบริหารสั่งการของรัฐบาลตกเป็นกระแสโจมตีที่ไหลบ่าอย่างรุนแรง และกลายเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญเพียงพอที่จะทำให้เกิดจุดพลิกผันช่วงชิงความได้เปรียบ และเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้
ถึงแม้ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาขอโทษต่อประชาชน และยอมรับในข้อบกพร่องที่รัฐบาลไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยได้ ส่วนหนึ่งอาจสามารถช่วยลดทอนความรู้สึกโกรธของประชาชนลงได้บ้าง แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะเรียกคืนศรัทธาให้กลับมาเชื่อมั่นในภาวะผู้นำรัฐบาลได้แค่ไหน
ทั้งนี้ เนื่องจากภาพความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินที่กองสุมอยู่ตรงหน้าวันนี้ เป็นสิ่งสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการรับมือภัยพิบัติของบ้านเราล่มสลายขนาดไหน และมันเกิดอะไรขึ้นกับประสิทธิภาพของฝ่ายผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตั้งแต่ระดับผู้นำท้องถิ่น ไล่ขึ้นไปจนถึงภาครัฐส่วนกลาง และรัฐบาล
จริงอยู่ แม้ว่าเรื่องน้ำท่วมเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจสู้ได้ และเกิดขึ้นทั่วโลกเล็กบ้างใหญ่บ้างตามสภาพภูมิประเทศ และสภาวะภูมิอากาศ แต่ในหลายๆ ประเทศ พวกเขาสามารถเรียนรู้เพื่ออยู่กับมัน และนำมาออกแบบระบบเพื่อใช้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างปลอดภัยในระดับหนึ่ง หรือสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
แต่กับบ้านเรา กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ คืออีกหนึ่งตัวอย่างภาพจำหนึ่งที่เราเคยเห็นกันมาจนชินตาในทุกๆ ปีจากทั่วประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือ ลงมาภาคกลาง ซึ่งปัจจุบันนี้ชาวอยุธยาก็ยังจมต้องทนรับสภาพกินอยู่กับน้ำมานานกว่า 4 เดือนแล้ว และไปจนถึงภาคใต้ วนเวียนซ้ำซากกันอยู่แบบนี้ เพียงแต่ครั้งนี้ที่หาดใหญ่รุนแรงและความสูญเสียหนักกว่าที่ผ่านๆ มา
ความจริงอันโหดร้ายก็คือ ประเทศไทยเจอภัยพิบัติเช่นนี้มานานหลายสิบปีดีดัก และนับวันจะยิ่งรุนแรงรับมือยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่ผ่านมาเรากลับแก้ไขปัญหากันแบบผักชีโรยหน้า ทำราวกับว่าไม่เคยมีบทเรียนในอดีต หรือคำว่า ถอดบทเรียน กลายเป็นคำใช้เป็นข้ออ้างในทุกยุคทุกสมัย เพื่อซื้อเวลาให้ปัญหาเจือจางไปในอากาศ ใช้กันบ่อยจนแทบจะสำรอกออกมา แต่ก็ยังเหมือนเดิม
มหันตภัยน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ สมควรแก่เวลาจริงๆ ที่จะต้องปฏิรูปการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ ไปจนระดับถึงรัฐบาล คำว่า เอาอยู่
ควรจะเลิกใช้ในการรับมือภัยพิบัติ เพราะคำคำนี้สร้างหายนะมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และทำลายโอกาสของประเทศไปไม่รู้เท่าไหร่
นี่คือโจทย์ใหญ่ และโอกาสสำคัญของรัฐบาลหลังน้ำลด เพราะมีเวลาเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ทุกนาทีมีค่าในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องรีบทำให้เห็นควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเยียวยาอย่างเร่งด่วน ควรระดมสมองทุกภาคส่วนเพื่อจัดทำแผนรับมืออย่างเป็นระบบใช้กับทั่วประเทศ เราเชื่อว่าประเทศไทยยังมีคนมีความรู้ความสามารถพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเสนอแนะได้เป็นอย่างดี
วันนี้แม้น้ำจะลดลงแล้ว แต่ภัยพิบัติยังไม่ได้หายไปไหน มันยังเฝ้ารอที่จะสำแดงพลังอีกในวันหนึ่งข้างหน้า ถึงเราจะไม่สามารถคาดเดาได้ทั้งหมด แต่หากมีระบบและแบบแผนที่สมบูรณ์
ก็สามารถจะลดความสูญเสียได้ จึงขึ้นอยู่กับความกล้า ความเด็ดขาดและความจริงใจ ของรัฐบาล เพราะนี่คือบททดสอบภาวะผู้นำว่าจะเรียกศรัทธากลับคืนมาได้ หรือจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

แม่ฮ่องสอนคนทะลักปั๊ม แห่เติมน้ำมันหลังสะพัดข่าวลือของขาด
เปิดความลับแผนชัตดาวน์ คาเมเนอี อิสราเอลแฮ็กกล้องทั้งเตหะราน เจาะระบบสัญญาณมือถือ
‘กองทุนน้ำมัน’ถกด่วน 4 มี.ค. ชี้‘ปั๊มต่างชาติ’สบช่องสงคราม ขึ้นราคาจากสต็อกเก่า-ไม่เป็นธรรม
‘จุดตรวจปากแซง’ ตม.อุบลราชธานี ร่วม‘นรข.’ยึดยาบ้า 1,600,000 เม็ด
น้าเดช ประณามสหรัฐ เหมือนหมาบ้า อาละวาดเอาแต่ใจ กรรโชกอิหร่าน-ปล้นเวเนฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี