วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
ปัญหาราคาค่าโดยสารเครื่องบินภายในประเทศแพงเกินไป
วันก่อน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เจ้าของสโลแกนพูดแล้วทำ บอกว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็เพิกถอนใบอนุญาต ผมไม่มีอย่างอื่น ผมไม่ประนีประนอม ถ้าเอาเปรียบประชาชนในยามยาก ถ้าจะวัดกับผมก็ลองดู ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว อะไรก็แล้ว ตอนนี้ถ้าเอาความเดือดร้อนของประชาชนและคนเหล่านี้ถ้าเขาไปไหนไม่ได้เขาก็ต้องอยู่ที่สนามบิน กลับบ้านก็ไม่ได้ ความเครียดก็เกิดขึ้น ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ เช่นนี้ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย”
1. ไม่พบการร้องเรียน สายการบินยังขายไม่เกินราคาเพดาน
ล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้ตรวจสอบกรณีร้องเรียนว่าสายการบินยกเลิกเที่ยวบินเดิมและให้ผู้โดยสารซื้อบัตรโดยสารใหม่ในราคาสูงกว่าเดิมนั้น CAAT ได้ตรวจสอบข้อมูลข้อร้องเรียนทั้งหมดภายในระบบในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ยังไม่มีข้อร้องเรียนในลักษณะดังกล่าว ในทุกเส้นทางบินและไม่พบพฤติกรรมเอาเปรียบผู้โดยสารจากการตรวจสอบหน้างานของสายการบิน และท่าอากาศยาน แต่ CAAT จะยังคงตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานอื่นที่รับเรื่องร้องเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการเป็นไปตามกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน
จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งขณะนี้มีทิศทางคลี่คลายดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พบว่ามีประชาชนและเจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องการเดินทางเข้าพื้นที่หาดใหญ่ผ่านทางอากาศ เนื่องจากเป็นรูปแบบการเดินทางที่ใช้เวลาเดินทางน้อยและยังเปิดให้บริการได้ตามปกติ ทั้งเพื่อไปดูแลครอบครัวและทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเดินทางของเจ้าหน้าที่เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการ CAAT สายงานพัฒนาเศรษฐกิจการบิน ระบุว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีการซื้อตั๋วโดยสารเกิดขึ้นจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้นส่งผลให้ที่นั่งราคาประหยัดและราคาปกติถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้ที่นั่งที่เหลือในระบบเป็นที่นั่งราคาสูงตามโครงสร้างค่าโดยสาร ซึ่งเป็นไปตามกลไก Dynamic Pricing ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบริหารรายได้ของสายการบินสากลทั่วโลก ทั้งนี้ CAAT ได้ประสานสายการบินทุกรายให้พิจารณาขยายมาตรการช่วยเหลือผู้โดยสาร รวมทั้งบริหารจัดการราคาตั๋วโดยสารให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อรองรับความจำเป็นในการเดินทางเข้าพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส CAAT ได้เชิญทุกสายการบินที่ให้บริการเส้นทางภาคใต้เข้าชี้แจงแนวทางปฏิบัติ ซึ่งสายการบินยืนยันว่า หากมีการยกเลิกเที่ยวบินผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองตามข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 โดยสายการบินต้องเสนอทางเลือกการคืนเงินเต็มจำนวน หรือเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินโดยไม่มี
ค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม หากเที่ยวบินไม่ได้ถูกยกเลิก แต่ผู้โดยสารไม่ประสงค์จะเดินทางในวันดังกล่าว สายการบินจะเปิดให้เปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้สามารถติดต่อสายการบินได้โดยตรง
และหากผู้โดยสารไม่ได้รับการคุ้มครองตามข้อบังคับ กบร.101 สามารถร้องเรียนได้ที่ complaint.caat.or.th
จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้ตรวจสอบกรณีร้องเรียนว่าสายการบินยกเลิกเที่ยวบินเดิมและให้ผู้โดยสารซื้อบัตรโดยสารใหม่ในราคาสูงกว่าเดิมนั้น CAAT ได้ตรวจสอบข้อมูลข้อร้องเรียนทั้งหมดภายในระบบในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ยังไม่มีข้อร้องเรียนในลักษณะดังกล่าว ในทุกเส้นทางบิน และไม่พบพฤติกรรมเอาเปรียบผู้โดยสารจากการตรวจสอบหน้างานของสายการบินและท่าอากาศยาน แต่ CAAT จะยังคงตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานอื่นที่รับเรื่องร้องเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการเป็นไปตามกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน
2. คำชี้แจงข้างต้น แทบจะเป็นสูตรสำเร็จเลยก็ว่าได้
โดยเฉพาะการอ้างว่า สายการบินขายตั๋วตามกลไก Dynamic Pricing
อ้างว่า เมื่อมีการซื้อตั๋วโดยสารเกิดขึ้นจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ที่นั่งราคาประหยัดและราคาปกติ ถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้ที่นั่งที่เหลือในระบบเป็นที่นั่งราคาสูงตามโครงสร้างค่าโดยสาร
ยังไม่พบสายการบินขายตั๋วเกินราคาเพดาน ฯลฯ
ถ้านายกฯ หรือรัฐมนตรีคมนาคม จบแค่นี้ ไม่ตรวจสอบอะไรต่อ ก็สะท้อนว่าตื้นเขินมาก
หรืออาจเกี๊ยเซียะ ยอมให้ธุรกิจสายการบินอาศัยโครงสร้างเพดานค่าโดยสารที่สูงเกินแสวงหากำไรเกินควรกับประชาชน โดยไม่เรียกตรวจสอบเพิ่มเติม
3. สิ่งที่ควรเรียกตรวจสอบเพิ่มเติม คือ
3.1 ราคาค่าโดยสารเพดานนั้น สูงเกินไปหรือไม่?
เพราะถ้าสูงเกินไป ก็เท่ากับว่า เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจสายการบินโขกสับค่าโดยสารจากประชาชนขึ้นไปปริ่มๆ เพดาน แต่เมื่อยังไม่สูงเกินเพดานก็อ้างว่ายังอยู่ในเกณฑ์
.png)
.png)
3.2 ที่สายการบินอ้างว่า ขายตั๋วตามกลไก Dynamic Pricing ภาครัฐก็ควรเรียกตรวจสอบด้วยว่า แต่ละเที่ยวบิน มีตั๋วราคาถูก และราคาแพง คิดเป็นสัดส่วนเท่าใด?
มีการเก็บข้อมูล บรรทึก รายงานใคร หรือไม่?
เพราะถ้าไม่มีการตรวจสอบกำกับดูแลเลย ก็เปิดช่องให้สายการบินใช้การตลาดมาบังหน้า เอาตั๋วราคาถูกๆ ไม่กี่ที่นั่งมากลบเกลื่อน
แต่ตั๋วส่วนใหญ่ถูกขายในราคาแพงใกล้ราคาเพดาน หรือปริ่มเพดาน หรือไม่?
เมื่อโครงสร้างราคาเพดานค่าโดยสารสูงเกินไป มันจึงเปิดช่องให้ขายตั๋วเฉลี่ยในแต่ละเที่ยวบินแพงเกินควร
สายการบิน กล้าเปิดเผยข้อมูลหรือไม่?
สำนักงานการบินพลเรือนไม่คิดจะเรียกตรวจสอบเลยหรือ?
กระทรวงคมนาคม จะปล่อยไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ?
นายกฯ อนุทิน จากพรรค “พูดแล้วทำ” จะกล้าตรวจสอบ รื้อโครงสร้าง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หรือจะมีความสุขกับกำไรของสายการบินต่อไป?
.png)
4. ปัจจุบัน ธุรกิจสายการบินส่วนใหญ่กำไรอู้ฟู่
กำไรก็มาจากราคาค่าโดยสารที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
และจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น
ผู้บริโภคสะท้อนเสียงมาโดยตลอดว่า ราคาค่าโดยสารเครื่องบินภายในประเทศโดยเฉพาะโลว์คอสต์แอร์ไลน์ มีราคาโดยทั่วไปแพงขึ้น หูดับตับไหม้
ถึงขนาดว่า หลายครั้ง แพงกว่าค่าโดยสารเดินทางไปต่างประเทศเสียอีก
“โลว์คอสต์” แต่ไม่ใช่ “Low price”แล้ว !!
ยืนยันผ่านผลประกอบการสายการบินเกือบทุกสาย กลับมามีกำไรพุ่งทะยานหมด
5. หากราคาค่าโดยสารเครื่องบินในประเทศลดลง ประชาชนก็จะเหลือเงินไปจับจ่ายใช้สอยท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่างๆ มากขึ้น
เกิดการหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
6. เข้าใจว่า สายการบินมีการบริหารรายได้ โดยบริหาร “ราคาขาย” ของแต่ละเที่ยวบินเพื่อสร้างรายได้ที่มากที่สุด
ราคาบัตรโดยสารมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงเร็ว (Dynamic)
ปัจจัยหลักๆ ที่จะส่งผลต่อราคาบัตรโดยสาร (ข้อมูลจาก Wingtips อาทิ
- เส้นทาง : เส้นทางระยะทางไกลกว่าจะมีราคาสูงกว่าจากต้นทุนการปฏิบัติการบิน รวมถึงเส้นทางที่เป็นที่นิยมกว่ามักจะมีราคาสูงกว่าเนื่องจากมีความต้องการเดินทางที่มากกว่า
- วันเดินทาง : วันสุดสัปดาห์และวันหยุด รวมถึงเทศกาล จะมีราคาสูงกว่าวันธรรมดา
- เวลาเดินทาง : เที่ยวบินที่เป็นที่ต้องการมากกว่าจะมีราคาสูงกว่า เช่น เที่ยวบินเดินทางจากกรุงเทพไปยุโรป เที่ยวบินที่ไปถึงช่วงเช้าจะมีราคาสูงกว่าเที่ยวบินอื่น
- คู่แข่ง : เส้นทางที่มีคู่แข่งน้อยจะมีราคาสูงกว่าเส้นทางที่มีคู่แข่งเยอะที่มีราคาต่ำจากสภาวะการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น เส้นทางดอนเมือง – แม่สอด ของนกแอร์ที่ไม่มีคู่แข่งจะสามารถตั้งราคาเริ่มต้นในระดับสูงได้
ระยะเวลาระหว่างการซื้อกับวันเดินทาง : เป็นอีกปัจจัยหลักเช่นกัน เพราะการซื้อใกล้วันเดินทาง ที่นั่งที่มีราคาต่ำมักถูกขายหมดไปแล้ว ที่นั่งบนเที่ยวบินเหลือน้อยและมักจะเหลือแต่ Fare Class สูงๆ ที่ราคาแพง
แต่นั่นคือธรรมชาติของธุรกิจเอกชนที่ต้องแสวงหากำไรสูงสุด
ภาครัฐมีอำนาจหน้าที่ต้องกำกับดูแล ให้มีการแข่งขันกัน คุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค
รัฐบาลไม่ต้องแทรกแซงให้เอกชนขายบัตรราคาตายตัว (ถ้าทำแบบนั้นก็โง่มาก)
แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ การกำหนดอัตราเพดานค่าโดยสารให้เหมาะสม ไม่เปิดทางให้เอกชนแสวงหากำไรพิเศษ
แล้วให้เอกชนแข่งขันกัน หรือทำการตลาด บนพื้นฐานกติกาที่เป็นธรรรมกับผู้บริโภคต่างหาก
ถ้าสายการบินอ้างว่า ราคาค่าโดยสารเฉลี่ยถูกอยู่แล้ว... ก็ลองเปิดเผยข้อมูลเลย แต่ละเที่ยวขายตั๋วราคาถูกกี่ที่นั่ง แพงกี่ที่นั่ง?
ถ้าสายการบินอ้างว่า แข่งขันกันอยู่แล้ว... ก็แสดงว่า หากลดราคาเพดาน สายการบินก็ต้องแข่งขันกันต่อ ภายใต้ราคาเพดานค่าโดยสารที่ลดลง จึงทำให้ผู้บริโภคที่จะต้องจ่ายค่าโดยสารแพงใกล้เพดานเดิม (อย่าไปหาดใหญ่ 7 พันกว่าบาท ไปเชียงใหม่ 5 พันกว่าบาท ก็จะไม่มี)
หากเพดานใหม่ กทม.-หาดใหญ่ต้องไม่เกิน 5 พันบาท ต่อไปก็จะไม่มีคนต้องจ่าย7 พันกว่าบาทอีกแล้ว
หากเพดานใหม่ กทม.-เชียงใหม่ต้องไม่เกิน 3 พันบาท ต่อไปก็จะไม่มีคนต้องจ่าย5 พันกว่าบาทอีกแล้ว
ลดภาระค่าเดินทางประชาชน มีเงินไปใช้ในท้องถิ่นมากขึ้น สายการบินยังมีกำไร
นายกฯพูดแล้วทำ กล้าจริงหรือเปล่า?
สารส้ม


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี