วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
หลังเกิดเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ตัวละครหน้าเดิมโผล่ออกมาอีก
1. นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เสนอหน้าบอกให้ไทยและกัมพูชาใช้ความอดทนอดกลั้น พร้อมเตือนว่าการสู้รบอาจทำลายความพยายามอย่างรอบคอบในการยุติการหยุดยิงที่เขาช่วยเป็นตัวกลาง
“เราขอเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุด รักษาช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้าง และใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” – อันวาร์กล่าว
ขณะที่สมเด็จ ฮุนเซน อดีตผู้นำกัมพูชา ก็กล่าวหาแผ่นเสียงตกร่องว่า กองทัพไทยเป็น “ผู้รุกราน” พยายามยั่วยุให้เกิดการตอบโต้
กัมพูชาและพวกพยายามป้ายสีไทยว่าเป็นฝ่ายฉีกปฏิญญาสันติภาพ ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นฝ่ายละเมิด ไม่ดำเนินการตามข้อตกลงอย่างจริงใจ
2. ช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาถูกกระชากหน้ากากบนเวทีโลกต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ และการใช้ทุนระเบิดใหม่
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่า สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาระอุอีกครั้ง เมื่อฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่แนวชายแดนไทยว่า เหตุปะทะบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่สะท้อน มุกเก่าในขวดเก่า ที่รัฐบาลกัมพูชามักใช้เป็นประจำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาที่ตนเองกำลังเผชิญสถานการณ์เสียเปรียบ ทั้งในเวทีระหว่างประเทศ เศรษฐกิจภายในประเทศ และแรงกดดันด้านภาพลักษณ์จากนานาชาติ
“ประการแรก ชี้ว่า เหตุปะทะชายแดนอาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงประเด็นจากกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นำคลิปหลักฐานการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาในเขตประเทศไทยไปยืนยันต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การเปิดโปงดังกล่าวกระทบภาพลักษณ์ของกัมพูชาอย่างหนัก ทั้งต่อสายตานานาชาติและโครงการช่วยเหลือจากต่างประเทศ กัมพูชาจึงมีแรงจูงใจในการสร้างสถานการณ์ใหม่ เพื่อเบนความสนใจและพยายามสร้างภาพว่าตนเองเป็น ฝ่ายถูกรังแก
ประการที่สอง ดร.เชษฐา วิเคราะห์ว่า ความนิยมทางการเมืองในประเทศกัมพูชายังผันผวน รัฐบาลจึงต้องใช้ ภัยคุกคามจากภายนอก เป็นเครื่องมือระดมความรู้สึกรักชาติของประชาชน การสร้างประเด็นปะทะชายแดนกับไทยช่วยให้รัฐบาลมีเวทีแสดงบทผู้พิทักษ์ชาติและใช้ความขัดแย้งมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
ประการที่สาม ดร.เชษฐา ได้ชี้ถึงมิติทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่า กัมพูชากำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซา แรงงานจำนวนมากที่เคยทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทย ต้องกลับบ้าน ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถจัดหางานรองรับได้เต็มที่ การปิดด่านชายแดนต่อเนื่องส่งผลให้การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนชะลอตัว แรงงานถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นรายได้ภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นตามเป้า ภายใต้แรงกดดันเรื่องปากท้อง รัฐบาลจึงมีแรงจูงใจใช้ประเด็นความมั่นคงมาช่วยกลบเสียงวิจารณ์ด้านเศรษฐกิจ
ประการที่สี่ ดร.เชษฐา กล่าวถึงปัจจัยด้านภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่ากัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ จนถูกขนานนามว่า “Scambodia” พร้อมทั้งถูกกดดันจากหลายประเทศ ภายหลังมีการทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และอายัดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลในภูมิภาค รวมทั้งในไทย การสร้างประเด็นปะทะชายแดนจึงอาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงความสนใจของทั้งประชาชนในประเทศและสื่อต่างชาติ จากเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ มาสู่เรื่อง ศักดิ์ศรีแห่งชาติแทน
ประการที่ห้า นักวิชาการ ได้โยงไปถึงมิติภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับเวียดนาม กรณีการพัฒนาเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามไปยังเกาะฟูก๊วก ซึ่งกัมพูชาอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวภายในกัมพูชา และอาจถูกตีความว่า รัฐบาลกัมพูชา สกัดเวียดนามไม่อยู่จนเสี่ยงถูกโจมตีว่าอ่อนแอเกินไปต่อประเทศเพื่อนบ้าน การทำให้สถานการณ์ชายแดนกับไทยร้อนแรงขึ้น จึงอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อลดแรงกดดันจากกรณีเวียดนาม และเปลี่ยนเป้าความไม่พอใจของประชาชนไปยังอีกทิศทางหนึ่ง”
ดร.เชษฐา ชี้ว่า ใครที่ติดตามการเมืองกัมพูชามาตลอด ย่อมมองออกว่า นี่คือรูปแบบการเมืองซ้ำๆ ของรัฐบาลกัมพูชา นักเบี่ยงประเด็นทางการเมืองตัวยงของอาเซียน
3. เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
.png)
.png)
ระบุว่า รัฐบาลติดตามเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.อย่างใกล้ชิด และสั่งการหน่วยงานด้านความมั่นคงบูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเคร่งครัด
การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ จะมีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นๆ ที่มีความจำเป็น
“รัฐบาลยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน
แต่จะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผล รอบคอบ
และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ
ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาลและกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจ สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้”
4. ถ้าย้อนดูจังหวะก้าวของรัฐบาลอนุทินและกองทัพไทย จะเห็นว่า มีการทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ
แม้ฝ่ายการเมืองฝ่ายค้านที่สนิทกับอังเคิลจะพยายามปั่นกระแสยั่วยุทำนองว่ารัฐบาลไม่มีคำสั่งชัดเจน แตกแยกกันกับกองทัพ แต่นั่นคือการเมืองน้ำเน่าหวังผลก่อนเลือกตั้ง
ไทย-กัมพูชา เกิดปะทะ 5 วัน ในเดือน ก.ค.
ต.ค. มีข้อตกลงหยุดยิงที่ อันวาร์ และทรัมป์ ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
แต่เมื่อไทยพบว่า กัมพูชาลอบกัด ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงใจ
นายกฯ อนุทินก็แสดงความกล้าหาญ ประกาศกร้าว ยุติการปฏิบัติตามปฏิญญา ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลง และได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไปยัง ปธน.ทรัมป์
ตอนนั้น คงจำได้ ฝ่ายค้านปั่นกระแสถล่มนายกฯอนุทิน
ฝ่ายปธน.ทรัมป์ติดต่อมาระหว่าวที่นายกฯเยือนจีน นายกฯไทย พูดตรงๆกับประธานาธิบดีทรัมป์ ยืนยันพร้อมปกป้องอธิปไตยไทย ผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีประเทศชาติ
นายกฯ อนุทิน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า
“ผมได้แจ้งให้พยานทั้งสองท่านทราบว่า ผู้ร่วมสังเกตการณ์จากหลายประเทศได้เข้าไปทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้ยืนยันว่า ทุ่นระเบิดทั้งสี่ทุ่นเป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่มีการลักลอบเข้ามาวางในเขตพื้นที่ของไทย หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในปฏิญญาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 แล้ว
ผมได้ยืนยันว่า รัฐบาลไทยจะระงับการดำเนินการภายใต้เนื้อหาที่ระบุไว้ในปฏิญญา จนกว่ากัมพูชาจะยอมรับว่าตนมิได้ปฏิบัติตามและได้ละเมิดเงื่อนไขดังกล่าว และต้องมีคำแถลงขอโทษต่อประชาชนชาวไทยในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภูมะเขือ ซึ่งได้ทำให้ทหารของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียอวัยวะ
ผมได้ย้ำว่า รัฐบาลไทยทรงไว้ซึ่งสิทธิและมีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่พึงจะกระทำเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนให้พ้นจากภัยคุกคามของต่างชาติ...
...ผมได้ยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกชาติ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อไปกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีความจริงใจและคอยคุกคามอธิปไตยของไทยอยู่ตลอดเวลา...
...ผมได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยไม่เคยมีเจตนารุกรานกัมพูชา แต่มีความพร้อมที่จะดำเนินการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติ และเพื่อสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยในทุกวิถีทาง...”
หลังจากนั้น ปรากฏเสียงชื่นชมในการยืนหยัดของนายกฯ อนุทิน สนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ
ไทยมีเอกราช ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
ท่าทีและแนวทางของนายกฯ อนุทิน ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นความหนักแน่น กล้าหาญ และแม่นยำในการประเมินอำนาจต่อรองในการเจรจา
ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของ สส.ฝ่ายค้านบางส่วนที่ออกมาตำหนิก่อนหน้านี้
หลังจากนั้น ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.มีมติเห็นชอบโดยสรุป ดังนี้ -ระงับ Joint Declation-ยุติการส่งเชลยศึก -กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษร-การเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อธิปไตยไทยดำเนินการต่อฝ่ายเดียว เพราะเป็นความปลอดภัยของประชาชนไทย-ส่งหนังสือชี้แจงไปยังสหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย -ถ้าจะให้การปฏิบัติตาม Joint Declaration กลับไปสู่แนวทางที่ควรจะเป็น กัมพูชาต้องแสดงความรับผิดชอบ-ไฟเขียวการปฏิบัติทางทหาร ตามกฎการใช้กำลัง
ย้ำ ไฟเขียวการปฏิบัติทางทหาร
พูดง่ายๆ คือ พร้อมรบ พร้อมปะทะ พร้อมลุย ตามแผนยุทธการว่าจะเริ่มตรงไหน เมื่อไหร่ วัน ว เวลา น
พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนของกองทัพบกว่า “ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”
กระทั่งล่าสุด เกิดเหตุปะทะเมื่อ 7 ธ.ค.
ถือว่า กัมพูชาเปิดก่อน แล้วเข้าทางตีนประเทศไทยพอดี
ครั้งนี้ ฝ่ายกองทัพยืนยันจัดหนัก ทำลายศักยภาพทางทหารของกัมพูชาเพื่อมิให้คุกคามประเทศไทยได้อีก
จะได้จำฝังใจว่า ป่วนไทยเมื่อไหร่ มึงจะต้องโดนสาหัสแบบนี้ !
สารส้ม

สงครามเปลี่ยนโฉม สมุย-พะงัน ต่างชาติไม่ได้มาเที่ยว แต่ปักหลักใช้ชีวิตยาว
รัฐบาลเตือนทำบุญ วันมาฆบูชา อย่างมีสติ ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ย้ำระวังมุขหลอกทำบุญออนไลน์
อิหร่านจะจบอย่างไร? อดีตบิ๊กข่าวกรองชี้จับตาคำสั่งสู้ตายจากผู้นำศาสนา-ท่าที 2 มหาอำนาจ
หัวอกแม่ ส่งใจข้ามโลกถึงดูไบ วอนลูกหลานแคล้วคลาด หลังอิหร่านถล่มหนักใกล้ฐานทัพสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เตือนพลเมืองออกจาก 14 ประเทศตะวันออกกลาง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี