วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยนำเสนอบทความวิเคราะห์ซีรีส์ “สาธุ” ภาคแรก โดยเสนอแนวทางการตรวจสอบเงินบริจาคและการบริหารจัดการวัดตามหลักธรรมาภิบาล 9 ข้อ เพื่อป้องกันปัญหา “เกาะศาสนา...กิน”แบบที่น้าแต๋งและพระเอกชัยสร้างความเสียหายให้กับวัดภุมรามในภาคแรกมาแล้ว และในซีรีส์ “สาธุ 2” ที่เพิ่งกลับมาฉายบน Netflix ก็ได้ตอบโจทย์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอระบบธรรมาภิบาลวัดที่ทันสมัยในวัดหนองขาล ทั้งระบบติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาคแบบ Real-time การใช้ต้นโพธิ์ใหญ่เป็นรูปเคารพสร้างศรัทธาให้ประชาชน และการใช้“โพธิ์เคน” 3 ระดับตามระดับการบริจาคเหมือนโทเคนในเกมออนไลน์ที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริจาคเห็นคุณค่า และติดตามผลได้
แต่ซีรีส์ไม่ได้หยุดแค่การแสดงให้เห็นระบบธรรมาภิบาลที่ดีเท่านั้นแต่ยังเปิดประเด็นที่ลึกและหนักกว่าเดิมมาก เพราะเมื่อมีระบบธรรมาภิบาลที่ดีแล้ว แต่ยังมีอำนาจนอกระบบและเครือข่ายผลประโยชน์ที่คุกคามผู้กล้าตั้งคำถาม สังคมจะปกป้องผู้พูดความจริงได้อย่างไร?
ระหว่าง “มีเซนส์” กับ “อคติ”เส้นบางๆ ของการตั้งคำถาม
หนึ่งในฉากที่เริ่มต้นปัญหาของซีรีส์ คือ บทสนทนาระหว่างเจ้าอาวาส กับรองเจ้าอาวาส เมื่อรองเจ้าอาวาสเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของโยมที่มาช่วยงานวัด “แต่โยมเอ๋หักเงินทอนเท่าไรท่านก็ทราบ ทำไมเราต้องไปเกรงใจเขาด้วยครับ”
เจ้าอาวาส: “วัดกับชุมชนมันต้องพึ่งพากัน อะไรที่เรายอมได้ เราก็ยอมไป”
บทสนทนาสั้นๆ นี้สะท้อนสภาวะที่สำคัญของการบริหารองค์กร การตั้งคำถามเพื่อความระมัดระวัง และการปกป้ององค์กร อาจถูกมองว่าเป็น “อคติ” หรือ “ไม่ให้ความร่วมมือ”ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเมื่อคำถามนั้นกระทบกับความสัมพันธ์ในชุมชนหรือผู้มีอิทธิพล
ในทฤษฎีธรรมาภิบาลองค์กร การตั้งคำถาม และการตรวจสอบถ่วงดุล คือหัวใจสำคัญแต่ในความเป็นจริง ผู้กล้าตั้งคำถามมักถูกตีตราว่า เป็นการทำลายความสามัคคี ขัดขวางการทำงาน หรือมีวาระซ่อนเร้น จนในที่สุด คนก็เลิกตั้งคำถาม เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์คือการที่พระรองเจ้าอาวาส และไวยาวัจกรถูกผลักไสออกจากกระบวนการตัดสินใจ เพราะความระมัดระวังของเขาถูกตีความว่าเป็น “อคติ” และเมื่อเขายังคงตั้งคำถาม มันก็นำไปสู่ความอันตรายต่อชีวิตในที่สุด
เมื่อธรรมาภิบาลไม่ใช่คำตอบเดียว
วัดหนองขาลในสาธุ 2 มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ 9 ข้อที่ผู้เขียนเคยนำเสนอในบทความเดิมก็จริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในซีรีส์ไม่ได้อยู่ที่การบริหารเงินบริจาค แต่อยู่ที่ การจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์กับเครือข่ายอำนาจนอกระบบ ระหว่างนายทุน นักการเมืองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สอดแทรกเข้ามาในโครงการก่อสร้างของวัด ถึงแม้จะมีการทักท้วงเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชน แต่คำทักท้วงกลับถูกมองข้าม เพราะความปลอดภัยของประชาชนถูกเอาชนะด้วยผลประโยชน์และอำนาจ
จากจอซีรีส์สู่ชีวิตจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์ไม่ใช่เพียงเรื่องแต่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่เรามักเห็นจากข่าวในปีนี้ ทั้งกรณีตึก สตง. ถล่ม ที่สะท้อนเรื่องของมาตรฐานการก่อสร้างที่ถูกมองข้าม หรือกรณีวัดพระบาทน้ำพุ กับการยักยอกเงินบริจาคจำนวนมหาศาล มีเครือข่ายผลประโยชน์แทรกซึมเข้ามาสิ่งที่น่ากลัวคือทั้งสองกรณีมี “ระบบธรรมาภิบาล” อยู่ในกระดาษ มีกฎหมายกำกับดูแล มีหน่วยงานรับผิดชอบ แต่ระบบเหล่านั้นไร้อำนาจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอำนาจที่ฝังลึก
เมื่อวัดต้องมีมากกว่า “บุญ” เพื่อปกป้องตัวเอง
สิ่งที่ซีรีส์สาธุ 2 ต้องการสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริตในวัด แต่เป็นคำถามที่ท้าทายกว่านั้น สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะปกป้องผู้กล้าตั้งคำถามเพื่อความถูกต้อง เราสร้างระบบธรรมาภิบาล สร้างกฎหมาย สร้างกลไกตรวจสอบมากมาย แต่ถ้าผู้กล้าใช้กลไกเหล่านั้นกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ถูกคุกคาม ถูกกำจัด แล้วระบบเหล่านั้นจะมีความหมายอะไร?
จากบทเรียนของซีรีส์ และความเป็นจริงในสังคมไทย ผู้เขียนขอเสนอแนวทางเพิ่มเติมจากธรรมาภิบาล 9 ข้อ ที่เคยนำเสนอไว้ ดังนี้
1. ระบบปกป้องผู้เปิดเผย (Whistleblower Protection)
วัดต้องมีระบบที่ให้พระสงฆ์ กรรมการ และฆราวาสที่ทำงานในวัด สามารถรายงานความเสี่ยงหรือความผิดปกติได้โดยไม่ถูกตีตราหรือถูกทำร้าย ต้องมีช่องทางรายงานที่เป็นอิสระจากเจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัด อาจผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่รับเรื่องและคุ้มครอง
2. แยก “การตั้งคำถาม” ออกจาก “อคติ”
ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เห็นคุณค่าของคำถาม โดยเข้าใจว่า “อคติ” คือการตัดสินโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อมูล ในขณะที่ “มีเซนส์” หรือ “ความระมัดระวัง” คือการตั้งคำถามโดยอิงจากข้อมูล และพฤติกรรมที่สังเกตได้ การตั้งคำถามไม่ได้หมายความว่าไม่ไว้วางใจ แต่เป็นหน้าที่ของกรรมการและผู้มีส่วนร่วมในการบริหารวัดและองค์กร
3. กลไกตรวจสอบภายนอกที่เข้มแข็ง สำหรับโครงการก่อสร้างและการจัดซื้อจัดจ้าง
ระบบธรรมาภิบาลภายในวัดอาจไม่เพียงพอเมื่อเผชิญกับเครือข่ายอำนาจจากภายนอก ดังนั้น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่มีมูลค่าสูง ควรมีผู้เชี่ยวชาญอิสระ เช่น วิศวกร สถาปนิก หรือผู้ตรวจสอบที่ไม่มีส่วนได้เสียกับผู้รับเหมา เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัย ก่อนที่จะอนุมัติโครงการและระหว่างการก่อสร้าง
4. ความโปร่งใสในการเลือกผู้รับเหมา
ต้องมีระบบการประกวดราคาที่โปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลผู้เสนอราคา เกณฑ์การพิจารณา และเหตุผลในการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา รวมถึงการตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาก่อนการจ้างงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายผลประโยชน์แทรกซึมเข้ามาได้ง่าย
5. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการติดตามโครงการ
นอกจากระบบที่ให้ผู้บริจาคติดตามการใช้จ่ายได้แล้ว ควรมีกลไกให้ชุมชนรอบวัด และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามความคืบหน้าของโครงการก่อสร้าง สามารถตั้งคำถาม และรับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา สร้างแรงกดดันเชิงบวกจากสาธารณะได้
สาธุ...สำหรับผู้กล้าตั้งคำถาม
แม้วัดจะมีธรรมาภิบาล 9 ข้อ แต่ถ้าคนกลัวตั้งคำถามเพราะกลัวถูกมองว่า “อคติ” ถ้าเครือข่ายอำนาจแทรกซึมเข้ามาครอบงำการตัดสินใจ ถ้าผู้กล้าพูดความจริงต้องแลกด้วยชีวิต ระบบธรรมาภิบาลที่สวยงามก็จะกลายเป็นเพียงป้ายที่ไร้ประสิทธิภาพ ผู้เขียนขออุทิศ “สาธุ” ให้ทุกคนที่กล้าตั้งคำถามเพื่อความถูกต้อง ที่กล้ายืนหยัดปกป้องผู้อื่น แม้เผชิญความเสี่ยง
และขอให้สังคมไทยเรียนรู้แยกแยะระหว่าง “ผู้ทำลายความสามัคคี” กับ “ผู้พยายามปกป้ององค์กร” เพราะถ้าเรายังกำจัดคนที่กล้าตั้งคำถาม วันหนึ่งเราจะไม่มีใครเหลือเพื่อเตือนเรา
ก่อนโศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น
สาธุ...สำหรับทุกคนที่มี “เซนส์” ไม่ใช่ “อคติ”
นันท์วดี แดงอรุณ

พ่อร้านสูทตัดพ้อ หลังถูกดรามานักตบทรัพย์ ยันไม่เคยรับเงินแม้บาทเดียว
เจี๊ยบ งานเข้า เรืองไกร ร้อง กกต. สอบปมปราศรัยถูกปล้นชัยชนะ
เข็ม ตีสิบ เดือด ฟาดสังคมบิดเบี้ยว ป้อง ทนายแก้ว โยนความผิดให้เหยื่อ
กระติ๊บ ประกาศเลิกแฟนหนุ่ม ปิดฉากรัก 15 ปี ทั้งที่วันนี้ต้องเข้าพิธีวิวาห์
ทองคำปี 69 แรงทะลุปรอท! เปิดตลาดเช้านี้บวกอีก 500 บาท

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี