วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2568 ดร.เฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลปะของกัมพูชา ได้กล่าวสาปแช่งไทยในงานระดมทุนเพื่อช่วยเหลือวีรบุรุษสงครามและผู้ลี้ภัยจากการรุกรานของกองทัพไทย
ดร.เฟืองกล่าวว่า “ผู้ใดทำลายโบราณสถานซึ่งถือเป็นผลงานของเทพเจ้า จะต้องตกนรกหมกไหม้ 32 ชั้น ตราบจนถึงวันสิ้นสุริยันจันทรา เราหวังว่าคำสาปแช่งเหล่านั้น จะตกอยู่กับผู้ที่ทำลายปราสาท วัดวาอาราม ซึ่งเป็นมรดกของชาติ”
รมว.วัฒนธรรมกัมพูชายังกล่าวอีกว่า “นี่คือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่เราจะสอนลูกหลานของเรา”
1) อาจกล่าวได้ว่า ประเทศกัมพูชา รวม “ผู้มีอำนาจที่พร้อมจะตอแหลกับโลก” ไว้ได้อย่างครบครันจริงๆ เพราะความเป็นจริงนั้น เป็นที่ยุติชัดเจนว่า ทหารกัมพูชา ได้ยึดเอาปราสาทตาควายเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร จึงควรจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ “ตกนรกหมกไหม้ 32 ชั้น ตราบจนถึงวันสิ้นสุริยันจันทรา”
2) นรุตม์ โล้กูลประกิต นักโบราณคดี ให้ความรู้และความเห็นว่า “หากโบราณสถานถูกใช้เป็นที่ตั้งทางการทหาร แล้วมีการโจมตี จะถือว่าละเมิดหรือไม่” โดยบอกว่า
อนุสัญญาเฮก ค.ศ. 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณีความขัดแย้งทางอาวุธ (1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) หรือ เฮก 1954 มาตรา 1 และ 4 บอกว่ามรดกวัฒนธรรม โบราณวัตถุ โบราณสถาน มีสภาพคุ้มครองพิเศษ โดยคู่ภาคีต้องเคารพและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม เช่น โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ และศาสนสถาน
ทีนี้ ถ้ามีการใช้งานโบราณสถานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ในเฮก 1954 มาตรา 4(1)-(2) บอกว่าห้ามใช้มรดกวัฒนธรรมเพื่อการรบหรือสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการทหาร หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ จะถือว่าเป็นการ “ละเมิดหน้าที่ของตนเอง” และ “อาจ” ทำให้โบราณสถานสูญเสียสภาพคุ้มครองพิเศษชั่วคราว ได้
การนำกองกำลังทหารหรืออาวุธเข้าไปตั้งในโบราณสถาน, ใช้เป็นที่ตั้งยิงหรือสังเกตการณ์ในสงคราม, หรือใช้เป็นที่เก็บยุทโธปกรณ์ ถือเป็นการใช้โบราณสถานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร และอาจทำให้โบราณสถานนั้นเสียสภาพคุ้มครองพิเศษได้
แสดงว่า ถ้าใครเอาโบราณสถานไปทำเป็นป้อมสู้รบ โบราณสถานนั้นจะสูญเสียสภาพคุ้มครองพิเศษตามเฮก 1954 มาตรา 4(1)-(2) หรือก็คือ จะเข้าหลักของ “การทำให้สูญเสียความคุ้มครองพิเศษ” (loss of protection)
แต่ว่า ถึงอีกฝ่ายจะโจมตีโบราณสถานที่ตกอยู่ในสภาพ loss of protection แต่การโจมตีนั้น มีเงื่อนไขด้วยว่า ต้องเป็นการโจมตีที่ครบตามเงื่อนไข 4 ข้อ ถึงจะเป็นการโจมตีที่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป จะเข้าข่ายละเมิด เฮก 1954 และ IHL (กฎการสงคราม) อยู่ดี ซึ่งจะทำให้คนโจมตีกลายเป็นอาชญากรสงครามได้
เงื่อนไข 4 ข้อ ถ้าจะโจมตีโดยไม่ละเมิด โบราณสถานนั้นต้อง
(1) ถูกใช้เป็น military objective แน่นอน
(2) เป็น last resort ไม่เหลือวิธีไหนอีกแล้ว ที่จะยุติการใช้งานทางการทหารในโบราณสถานแห่งนั้น
(3) จะต้องโจมตีโดยคำนึงถึงหลักสัดส่วน (proportionality)
(4) ต้องมีมาตรการลดผลกระทบ หรือจำกัดความเสียหายต่อโบราณสถานให้มากที่สุด (precaution)
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่จับเอาโบราณสถานมาเป็นตัวประกัน ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ก็จะมีความผิดฐานละเมิด เฮก 1954 มาตรา 1 และ 4 ที่ไม่ยอมปกป้องมรดกวัฒนธรรม
นอกจากเฮก 1954 ที่เป็นกฎแม่แล้ว ยังมี พิธีสารเพิ่มเติม I และ II แห่งเจนีวา (1977) กับ IHL ที่เน้นเข้าไปว่า โบราณสถานอาจสิ้นสภาพคุ้มครองพิเศษและกลายไปเป็นเป้าโจมตีทางการทหารได้ แต่ยังต้องได้รับความคุ้มครองตามหลักสัดส่วน และ มาตรการลดผลกระทบ ซึ่งก็คือ เงื่อนไขข้อ (3) และ (4) ในเฮก 1954
เงื่อนไขข้อ (3) คือการพิจารณาตามหลักสัดส่วน เงื่อนไขข้อ (4) คือการมีมาตรการลดผลกระทบหรือจำกัดวงความเสียหายต่อโบราณสถานในการโจมตีนั้นๆ หรือไม่ เราคิดว่าคงต้องมีการทำการบ้านเพื่ออธิบายต่อประชาคมโลกว่า การตัดสินใจของเรานั้นคำนึงถึงหลักสัดส่วนอย่างไรบ้าง และเราเองมีมาตรการลดผลกระทบและจำกัดวงความเสียหายในการตัดสินใจครั้งนี้อย่างไร
จะว่าไป ครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าฝั่งหนึ่งใช้โบราณสถานเป็นตัวประกัน และอาจกะใช้สภาพคุ้มครองพิเศษของโบราณสถานตามเฮก 1954 นี่แหละเป็นเกราะคุ้มภัยป้อมทหารในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ก็ไม่คิดกลับกันล่ะว่า ถ้าโบราณสถานถูกใช้เป็นพื้นที่ทางทหารแล้ว เฮก 1954 จะหมดสภาพ และกฎ IHL จะถือว่าการโจมตีนั้น ไม่ละเมิดได้เหมือนกัน
เช่น กรณี Buda Castle หรือ ปราสาทบูดา เป็นพระราชวังโบราณของฮังการี ปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ด้วย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปลาย (ค.ศ.1944-1945) กองทัพเยอรมันมายึดใช้เป็นฐานทัพ ตั้งป้อมปืนกลและปืนต่อสู้อากาศยาน ทำเป็นป้อมทหารชัดเจน ต่อมาถูกโซเวียตบอมบ์ ปราสาทเสียหายมากเลย แต่ผลการตัดสินคือ ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเป็นการโจมตีจุดทางการทหาร
กรณี Herat Citadel ในอัฟกานิสถาน อันนี้เคยเป็นพระราชวังของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นโบราณสถานที่ในช่วงหลังปี ค.ศ. 2001 หรือ 20 กว่าปีที่แล้วนี้เอง ถูกใช้เป็นฐานทัพทางการทหาร (สิ้นสภาพคุ้มครองพิเศษตามเฮก 1954) และถูกโจมตีจากกองกำลังฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ผิดกฎหมาย (IHL)
ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2014 เป็นต้นมา ยูเครนก็มีเคสการโจมตีโบราณสถานที่ถูกกลุ่มติดอาวุธใช้เป็นฐานยิง ซึ่ง UNESCO เองในฐานะผู้ดูแลมรดกวัฒนธรรมโลกก็แยกชัดเจนว่า การโจมตีไหนเป็นการทำลายโดยตั้งใจต่อโบราณสถาน ซึ่งผิดกฎหมาย และอันไหนเป็นการทำลายอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงจากการโจมตีฐานทหารที่ตั้งอยู่ในโบราณสถาน ซึ่งกรณีนี้อาจไม่ผิดกฎหมายได้
3) นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร แถลงกรณีปราสาทตาควาย โบราณสถานสำคัญของไทยในแนวชายแดน ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารกัมพูชากับทหารไทย โดยย้ำว่า โบราณสถานไม่ควรตกเป็นเป้าความเสียหายจากการสู้รบตามหลักสากลที่ประชาคมโลกยอมรับร่วมกัน
“เป็นที่ตระหนักกันดีว่า โบราณสถานทุกแห่งในโลก ไม่ควรถูกใช้เป็นฐานที่มั่นหรือที่ตั้งกำลังทางทหาร รวมถึงไม่ควรถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติการทางสงคราม ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติผ่านสนธิสัญญาและกติกาต่างๆ”
สำหรับกรณีปราสาทตาควาย นายพนมบุตรระบุว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดว่า กองกำลังทหารกัมพูชาได้ใช้โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่มั่นหรือเป็นจุดซ่องสุมกำลัง ซึ่งถือเป็นการละเลยและฝ่าฝืนกติกาสากลอย่างชัดเจน และเมื่อเกิดการใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทางทหาร ย่อมทำให้ฝ่ายไทยมีความจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยผลจากการปะทะในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อโบราณสถาน
อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวถึงคำถามที่ได้รับบ่อยครั้งเกี่ยวกับการฟื้นฟูบูรณะปราสาทตาควาย ว่า หากกรมศิลปากรมีโอกาสเข้าดำเนินการซ่อมแซม ไม่ว่าจะเป็นปราสาทตาควายหรือโบราณสถานอื่นใดที่อยู่ในอาณาเขตประเทศไทย ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสามารถบูรณะกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน โดยมีตัวอย่างเชิงประจักษ์จากการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และปราสาทหินสด็อกก๊อกธม ซึ่งล้วนเคยอยู่ในสภาพปรักหักพังและมีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมมากกว่าปราสาทตาควาย
วิธีการบูรณะของกรมศิลปากรใช้หลัก “อานัสติโลซิส” ซึ่งเป็นการรื้อออกมา บันทึกตำแหน่งหินแต่ละก้อนอย่างละเอียด แล้วนำกลับไปประกอบใหม่บนโครงสร้างที่มั่นคง โดยวิธีนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วกับการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทหินพิมาย เมื่อราว 50 ปีก่อน ทั้งที่ในขณะนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน
อธิบดีกรมศิลปากรระบุว่า ปัจจุบันกรมศิลปากรมีองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ปราสาทตาควายซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีความซับซ้อนน้อยกว่า จึงไม่เกินขีดความสามารถในการบูรณะอย่างแน่นอน พร้อมยืนยันให้ประชาชนมั่นใจว่ากรมศิลปากรสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูให้กลับมาใกล้เคียงหรือสมบูรณ์กว่าสภาพเดิมได้
อย่างไรก็ตาม นายพนมบุตรย้ำว่า กรมศิลปากรมีอำนาจบูรณะโบราณสถานได้เฉพาะที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตประเทศไทยเท่านั้น หากพื้นที่ตั้งของโบราณสถานตกไปอยู่นอกอธิปไตยไทย กรมศิลปากรจะไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผืนแผ่นดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานเหล่านี้เอาไว้
4) น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องโบราณสถานมีการหารือร่วมกันระหว่างนายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. และนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรแล้ว ขณะนี้ความสําคัญสูงสุด คือ การรักษาดินแดนและรักษาประเทศ ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ กับโบราณสถาน ทางกรมศิลปากรมีความพร้อมและศักยภาพที่จะดําเนินการซ่อมแซมได้ทันที
“แต่หลักการสําคัญ คือ เราต้องรักษาประเทศของเราไว้ก่อน หากไม่มีประเทศ ก็ไม่สามารถรักษาโบราณสถานไว้ได้”
สรุป : เรื่องนี้จึงอยู่ที่ “ความจริง” กับ “กติกา” ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมา “ตอแหลใส่กัน” เช่นที่กัมพูชาทำอยู่
จิตกร บุษบา

ทวี ลั่นความจริงชนะทุกสิ่ง! ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญให้ความยุติธรรม
หนุ่ม คงกระพัน เดือดสุดๆ โดนมิจฉาชีพนำรูปครอบครัวไปกุข่าวปลอม ลั่นแม้แต่เด็กยังไม่เว้น
อนุทิน เดินตลาดศรีสงคราม แฟนคลับมอบพวงมาลัย กล้วยฉาบ บอก ทำอะไรจะได้กล้วยๆ
บก.ลายจุดเสียงอ่อย ยอมรับโพสต์เท็จคดีซื้อเสียงปี38โยงญาติเนวิน
ด่วน! ตูน Bodyslam เตรียมผ่าตัดใหญ่ หลังพบกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี