วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2568 ดร.เฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลปะของกัมพูชา ได้กล่าวสาปแช่งไทยในงานระดมทุนเพื่อช่วยเหลือวีรบุรุษสงครามและผู้ลี้ภัยจากการรุกรานของกองทัพไทย
ดร.เฟืองกล่าวว่า “ผู้ใดทำลายโบราณสถานซึ่งถือเป็นผลงานของเทพเจ้า จะต้องตกนรกหมกไหม้ 32 ชั้น ตราบจนถึงวันสิ้นสุริยันจันทรา เราหวังว่าคำสาปแช่งเหล่านั้น จะตกอยู่กับผู้ที่ทำลายปราสาท วัดวาอาราม ซึ่งเป็นมรดกของชาติ”
รมว.วัฒนธรรมกัมพูชายังกล่าวอีกว่า “นี่คือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่เราจะสอนลูกหลานของเรา”
1) อาจกล่าวได้ว่า ประเทศกัมพูชา รวม “ผู้มีอำนาจที่พร้อมจะตอแหลกับโลก” ไว้ได้อย่างครบครันจริงๆ เพราะความเป็นจริงนั้น เป็นที่ยุติชัดเจนว่า ทหารกัมพูชา ได้ยึดเอาปราสาทตาควายเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร จึงควรจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่ “ตกนรกหมกไหม้ 32 ชั้น ตราบจนถึงวันสิ้นสุริยันจันทรา”
2) นรุตม์ โล้กูลประกิต นักโบราณคดี ให้ความรู้และความเห็นว่า “หากโบราณสถานถูกใช้เป็นที่ตั้งทางการทหาร แล้วมีการโจมตี จะถือว่าละเมิดหรือไม่” โดยบอกว่า
อนุสัญญาเฮก ค.ศ. 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณีความขัดแย้งทางอาวุธ (1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) หรือ เฮก 1954 มาตรา 1 และ 4 บอกว่ามรดกวัฒนธรรม โบราณวัตถุ โบราณสถาน มีสภาพคุ้มครองพิเศษ โดยคู่ภาคีต้องเคารพและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม เช่น โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ และศาสนสถาน
ทีนี้ ถ้ามีการใช้งานโบราณสถานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ในเฮก 1954 มาตรา 4(1)-(2) บอกว่าห้ามใช้มรดกวัฒนธรรมเพื่อการรบหรือสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการทหาร หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ จะถือว่าเป็นการ “ละเมิดหน้าที่ของตนเอง” และ “อาจ” ทำให้โบราณสถานสูญเสียสภาพคุ้มครองพิเศษชั่วคราว ได้
การนำกองกำลังทหารหรืออาวุธเข้าไปตั้งในโบราณสถาน, ใช้เป็นที่ตั้งยิงหรือสังเกตการณ์ในสงคราม, หรือใช้เป็นที่เก็บยุทโธปกรณ์ ถือเป็นการใช้โบราณสถานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร และอาจทำให้โบราณสถานนั้นเสียสภาพคุ้มครองพิเศษได้
แสดงว่า ถ้าใครเอาโบราณสถานไปทำเป็นป้อมสู้รบ โบราณสถานนั้นจะสูญเสียสภาพคุ้มครองพิเศษตามเฮก 1954 มาตรา 4(1)-(2) หรือก็คือ จะเข้าหลักของ “การทำให้สูญเสียความคุ้มครองพิเศษ” (loss of protection)
แต่ว่า ถึงอีกฝ่ายจะโจมตีโบราณสถานที่ตกอยู่ในสภาพ loss of protection แต่การโจมตีนั้น มีเงื่อนไขด้วยว่า ต้องเป็นการโจมตีที่ครบตามเงื่อนไข 4 ข้อ ถึงจะเป็นการโจมตีที่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป จะเข้าข่ายละเมิด เฮก 1954 และ IHL (กฎการสงคราม) อยู่ดี ซึ่งจะทำให้คนโจมตีกลายเป็นอาชญากรสงครามได้
เงื่อนไข 4 ข้อ ถ้าจะโจมตีโดยไม่ละเมิด โบราณสถานนั้นต้อง
(1) ถูกใช้เป็น military objective แน่นอน
(2) เป็น last resort ไม่เหลือวิธีไหนอีกแล้ว ที่จะยุติการใช้งานทางการทหารในโบราณสถานแห่งนั้น
(3) จะต้องโจมตีโดยคำนึงถึงหลักสัดส่วน (proportionality)
(4) ต้องมีมาตรการลดผลกระทบ หรือจำกัดความเสียหายต่อโบราณสถานให้มากที่สุด (precaution)
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่จับเอาโบราณสถานมาเป็นตัวประกัน ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ก็จะมีความผิดฐานละเมิด เฮก 1954 มาตรา 1 และ 4 ที่ไม่ยอมปกป้องมรดกวัฒนธรรม
นอกจากเฮก 1954 ที่เป็นกฎแม่แล้ว ยังมี พิธีสารเพิ่มเติม I และ II แห่งเจนีวา (1977) กับ IHL ที่เน้นเข้าไปว่า โบราณสถานอาจสิ้นสภาพคุ้มครองพิเศษและกลายไปเป็นเป้าโจมตีทางการทหารได้ แต่ยังต้องได้รับความคุ้มครองตามหลักสัดส่วน และ มาตรการลดผลกระทบ ซึ่งก็คือ เงื่อนไขข้อ (3) และ (4) ในเฮก 1954
เงื่อนไขข้อ (3) คือการพิจารณาตามหลักสัดส่วน เงื่อนไขข้อ (4) คือการมีมาตรการลดผลกระทบหรือจำกัดวงความเสียหายต่อโบราณสถานในการโจมตีนั้นๆ หรือไม่ เราคิดว่าคงต้องมีการทำการบ้านเพื่ออธิบายต่อประชาคมโลกว่า การตัดสินใจของเรานั้นคำนึงถึงหลักสัดส่วนอย่างไรบ้าง และเราเองมีมาตรการลดผลกระทบและจำกัดวงความเสียหายในการตัดสินใจครั้งนี้อย่างไร
จะว่าไป ครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าฝั่งหนึ่งใช้โบราณสถานเป็นตัวประกัน และอาจกะใช้สภาพคุ้มครองพิเศษของโบราณสถานตามเฮก 1954 นี่แหละเป็นเกราะคุ้มภัยป้อมทหารในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ก็ไม่คิดกลับกันล่ะว่า ถ้าโบราณสถานถูกใช้เป็นพื้นที่ทางทหารแล้ว เฮก 1954 จะหมดสภาพ และกฎ IHL จะถือว่าการโจมตีนั้น ไม่ละเมิดได้เหมือนกัน
เช่น กรณี Buda Castle หรือ ปราสาทบูดา เป็นพระราชวังโบราณของฮังการี ปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ด้วย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปลาย (ค.ศ.1944-1945) กองทัพเยอรมันมายึดใช้เป็นฐานทัพ ตั้งป้อมปืนกลและปืนต่อสู้อากาศยาน ทำเป็นป้อมทหารชัดเจน ต่อมาถูกโซเวียตบอมบ์ ปราสาทเสียหายมากเลย แต่ผลการตัดสินคือ ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเป็นการโจมตีจุดทางการทหาร
กรณี Herat Citadel ในอัฟกานิสถาน อันนี้เคยเป็นพระราชวังของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นโบราณสถานที่ในช่วงหลังปี ค.ศ. 2001 หรือ 20 กว่าปีที่แล้วนี้เอง ถูกใช้เป็นฐานทัพทางการทหาร (สิ้นสภาพคุ้มครองพิเศษตามเฮก 1954) และถูกโจมตีจากกองกำลังฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ผิดกฎหมาย (IHL)
ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2014 เป็นต้นมา ยูเครนก็มีเคสการโจมตีโบราณสถานที่ถูกกลุ่มติดอาวุธใช้เป็นฐานยิง ซึ่ง UNESCO เองในฐานะผู้ดูแลมรดกวัฒนธรรมโลกก็แยกชัดเจนว่า การโจมตีไหนเป็นการทำลายโดยตั้งใจต่อโบราณสถาน ซึ่งผิดกฎหมาย และอันไหนเป็นการทำลายอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงจากการโจมตีฐานทหารที่ตั้งอยู่ในโบราณสถาน ซึ่งกรณีนี้อาจไม่ผิดกฎหมายได้
3) นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร แถลงกรณีปราสาทตาควาย โบราณสถานสำคัญของไทยในแนวชายแดน ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารกัมพูชากับทหารไทย โดยย้ำว่า โบราณสถานไม่ควรตกเป็นเป้าความเสียหายจากการสู้รบตามหลักสากลที่ประชาคมโลกยอมรับร่วมกัน
“เป็นที่ตระหนักกันดีว่า โบราณสถานทุกแห่งในโลก ไม่ควรถูกใช้เป็นฐานที่มั่นหรือที่ตั้งกำลังทางทหาร รวมถึงไม่ควรถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติการทางสงคราม ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการรับรองในระดับนานาชาติผ่านสนธิสัญญาและกติกาต่างๆ”
สำหรับกรณีปราสาทตาควาย นายพนมบุตรระบุว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดว่า กองกำลังทหารกัมพูชาได้ใช้โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่มั่นหรือเป็นจุดซ่องสุมกำลัง ซึ่งถือเป็นการละเลยและฝ่าฝืนกติกาสากลอย่างชัดเจน และเมื่อเกิดการใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นทางทหาร ย่อมทำให้ฝ่ายไทยมีความจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยผลจากการปะทะในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อโบราณสถาน
อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวถึงคำถามที่ได้รับบ่อยครั้งเกี่ยวกับการฟื้นฟูบูรณะปราสาทตาควาย ว่า หากกรมศิลปากรมีโอกาสเข้าดำเนินการซ่อมแซม ไม่ว่าจะเป็นปราสาทตาควายหรือโบราณสถานอื่นใดที่อยู่ในอาณาเขตประเทศไทย ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสามารถบูรณะกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน โดยมีตัวอย่างเชิงประจักษ์จากการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และปราสาทหินสด็อกก๊อกธม ซึ่งล้วนเคยอยู่ในสภาพปรักหักพังและมีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมมากกว่าปราสาทตาควาย
วิธีการบูรณะของกรมศิลปากรใช้หลัก “อานัสติโลซิส” ซึ่งเป็นการรื้อออกมา บันทึกตำแหน่งหินแต่ละก้อนอย่างละเอียด แล้วนำกลับไปประกอบใหม่บนโครงสร้างที่มั่นคง โดยวิธีนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วกับการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทหินพิมาย เมื่อราว 50 ปีก่อน ทั้งที่ในขณะนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน
อธิบดีกรมศิลปากรระบุว่า ปัจจุบันกรมศิลปากรมีองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ปราสาทตาควายซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีความซับซ้อนน้อยกว่า จึงไม่เกินขีดความสามารถในการบูรณะอย่างแน่นอน พร้อมยืนยันให้ประชาชนมั่นใจว่ากรมศิลปากรสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูให้กลับมาใกล้เคียงหรือสมบูรณ์กว่าสภาพเดิมได้
อย่างไรก็ตาม นายพนมบุตรย้ำว่า กรมศิลปากรมีอำนาจบูรณะโบราณสถานได้เฉพาะที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตประเทศไทยเท่านั้น หากพื้นที่ตั้งของโบราณสถานตกไปอยู่นอกอธิปไตยไทย กรมศิลปากรจะไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผืนแผ่นดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานเหล่านี้เอาไว้
4) น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องโบราณสถานมีการหารือร่วมกันระหว่างนายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. และนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรแล้ว ขณะนี้ความสําคัญสูงสุด คือ การรักษาดินแดนและรักษาประเทศ ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ กับโบราณสถาน ทางกรมศิลปากรมีความพร้อมและศักยภาพที่จะดําเนินการซ่อมแซมได้ทันที
“แต่หลักการสําคัญ คือ เราต้องรักษาประเทศของเราไว้ก่อน หากไม่มีประเทศ ก็ไม่สามารถรักษาโบราณสถานไว้ได้”
สรุป : เรื่องนี้จึงอยู่ที่ “ความจริง” กับ “กติกา” ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมา “ตอแหลใส่กัน” เช่นที่กัมพูชาทำอยู่
จิตกร บุษบา

ยิปซีพยากรณ์ดวงรายวัน ประจำวันพุธ 3 มีนาคม 2569
สเปนประกาศชัด ไม่ให้ สหรัฐ ใช้ฐานทัพโจมตี อิหร่าน
สงครามเปลี่ยนโฉม สมุย-พะงัน ต่างชาติไม่ได้มาเที่ยว แต่ปักหลักใช้ชีวิตยาว
ปราชญ์ สามสี ไขข้องใจยกโมเดลโจมตีผู้นำอิหร่านใช้กับเขมรได้หรือไม่!?
พุ่งพรวด! 'ปั๊มเชลล์' ปรับขึ้นราคาน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ลิตรละ 1.50 บ. ดีเซล 4.20 บ.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี