วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไปตามที่ กกต.เคาะ ก็คือ วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต้นปีหน้า พร้อมกันนี้ก็จะมีการออกเสียงลงประชามติเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าประชาชนคนไทยจะยอมให้มีการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ “ฉบับปราบโกงนักการเมือง” ฉบับปี 2560 ที่ใช้ในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนในฐานะผู้สถาปนาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ถึง 16.82 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 61.35 เปอร์เซ็นต์ของผู้ออกมาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 29.74 ล้านคน
การเลือกตั้ง สส. พร้อมการออกเสียงลงประชามติเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามวันเวลาที่ว่านั้น โดยเฉพาะการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ อันเป็นความต้องการของนักการเมืองจากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เพื่อจะฉีกทิ้งกฎกติกาต่างๆ ที่เป็น “บ่วงมัดคอ”ไม่ให้นักการเมืองสีเทาและนักการเมืองที่มีมลทินเป็นชนักติดหลังให้มีโอกาสเข้าสู่อำนาจได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่นำทั้งสองเรื่องนี้มาทำในวันเดียวกัน
น่าเป็นห่วงก็คือ ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ลำพังเรื่องเลือกตั้ง สส.ก็เป็นเรื่องที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วว่า กกต.นั้นล้มเหลว ปล่อยให้“นักการเมืองสีเทา”หลุดรอดเข้าไปเป็น สส.จำนวนไม่น้อย แม้จะมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งนอกจาก กกต.จะทำงานล่าช้าอืดอาดแล้ว การเอาผิดกับการทุจริตเลือกตั้งเพื่อให้ใบแดงหรือใบเหลืองกับ สส.สีเทาที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปก็แทบจะไม่มีเลย
ดังนั้น การพ่วงเรื่องการออกเสียงลงประชามติเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ลงคะแนนในวันเดียวกันกับการเลือก สส. ไม่เพียงแต่จะทำให้ประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกิดความสับสน ในการกาผิดกาถูกกับบัตรที่ต้องลงคะแนนพร้อมกัน 2 ใบเท่านั้น หัวใจสำคัญอันเป็นเหตุผลว่าทำไมจะต้องมีการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบันเพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะถูกลดทอนการตัดสินใจไปด้วย
เหตุผลก็เพราะ ประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในชนบท ย่อมให้ความสำคัญกับการที่จะเลือกใครเข้าไปเป็น สส.มากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะ การเลือกตั้งแต่ละครั้งไม่ว่าจะเลือก สส. เลือกสมาชิก อบต. สมาชิก อบจ. หรือแม้แต่การเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน “เงินซื้อเสียง” เป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจให้ชาวบ้านเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง
คำว่า “เงินไม่มากาไม่เป็น” ก็เพราะมีที่มาจากเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นคนไทยจำนวนหนึ่งที่แยกแยะออกว่าควรจะเลือกใครเข้าไปเป็นตัวแทนในสภาฯ คงไม่ต้องร้อง “เอ๊ะ” ด้วยความฉงนงงงวยว่า ทำไมคนอย่าง“ไอ้แป้ง” หรือ “ไอ้ฝุ่น” หรือ “ไอ้น้ำแข็ง” จึงได้รับเลือกตั้งเป็น สส. และบุคคลเหล่านี้ก็มีโอกาสได้ “ตีตั๋ว” ไปต่อ ในตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อจะถอนทุนคืนพร้อมบวกกำไรจากงบประมาณแผ่นดินในโครงการต่างๆ ที่ตนเองนั่งเป็นเจ้ากระทรวง
นอกเหนือจากนั้น ตามที่ กกต.บอกว่าการประกาศกำหนดวันลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ว่าจะเป็นวันไหน จะทำพร้อมกันหรือไม่อย่างไร เป็นอำนาจของรัฐบาล โดยที่ กกต.เป็นเพียงผู้รับไม้ต่อในการจัดการออกเสียงลงประชามติให้สำเร็จเท่านั้น แต่ทั้งสองกิจกรรมมีความสัมพันธ์กัน เพราะพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลงสมัคร สส. สามารถใช้ประเด็นการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญไปโฆษณาหาเสียงได้ โดยมีข้อแม้เฉพาะเรื่องการลงประชามติว่า หากเมื่อผู้สมัคร สส.ขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็นบนเวทีการแสดงประชามติของฝ่ายที่เห็นต่างหรือเห็นด้วยจะพูดหาเสียงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ทำกันแบบพิลึกกึกกือ เริ่มกันตั้งแต่การเลือกตั้งและการลงประชามติถ้าทำในวันเดียวกัน ซึ่งเมื่อลงไปถึงชาวบ้านผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็คงจะโกลาหลสับสนวุ่นวายไม่เป็นกระบวนกันไปหมด ทั้งผู้ที่จัดการเลือกตั้งในพื้นที่และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องการลงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่จะถูกลดทอนความสำคัญ และก็คงจะเข้าทางพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ต้องการจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนฉบับปี 2560
แต่ไม่ว่าจะออกเสียงลงประชามติพร้อมกันวันเดียวกับการเลือกตั้ง สส. หรือแยกไว้ต่างหากคนละวันกัน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมีทั้งสิ้น เพราะอย่างที่ชาวบ้านมีคำถามว่า การฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบันเพื่อยกร่างฉบับใหม่นั้น “เป็นเงินของโคตรพ่องโคตรแม่ง” นักการเมืองหรืออย่างไร เนื่องจากจะต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของชาวบ้านเป็นหมื่นล้านบาท ประกอบกับต่อให้เขียนรัฐธรรมนูญดีอย่างไร หาก “สันดานขี้โกง” ของนักการเมืองไม่เปลี่ยน รัฐธรรมนูญที่ดีก็หามีความหมายไม่
และโดยข้อเท็จจริง หากนักการเมืองและพรรคการเมืองใด เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็น สส.แล้ว เมื่อเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่พยายามจะฉีกทิ้งกันอยู่นี้มีจุดอ่อนตรงไหนที่ควรจะแก้ไขหรือปรับปรุงเพื่อให้เป็นคุณประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อตนเอง ก็ย่อมแก้ไขได้ตามอำนาจหน้าที่โดยตรงในฐานะ“ฝ่ายนิติบัญญัติ”อยู่แล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่รัฐธรรมนูญจะมีข้อบัญญัติให้กระทำได้เท่านั้น คำว่า“ฝ่ายนิติบัญญัติ”ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าหมายถึงผู้มีหน้าที่หลักในการ “ร่าง-ตรา-แก้ไข และยกเลิกกฎหมาย” เพื่อใช้บังคับในการบริหารประเทศ รวมทั้งมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบฝ่ายบริหารคือรัฐบาล
ถ้าทำตามที่ว่านั้น ก็ไม่ต้องเสียเงินเป็นหมื่นล้านบาทขณะที่ ณ เวลานี้ ประเทศชาติจำเป็นจะต้องใช้เงินอีกจำนวนมหาศาล เพื่อใช้สำหรับเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องประสบภัยพิบัติ ทั้งในปัจจุบันและในวันข้างหน้า ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้จาก“ภาวะโลกร้อน” ที่ส่งผลทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงได้ทุกขณะ
ขนาดว่าศึกสงครามรุกรานไทยที่เขมรเป็นผู้ก่อและกำลังรบกันอย่างดุเดือดอยู่ในเวลานี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อันเป็นปัญหาคอขาดบาดตายของประเทศเกี่ยวกับอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติไทยเราคณะรัฐมนตรีรักษาการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ชุดนี้ เพิ่งจะอนุมัติงบประมาณจากงบกลางของรัฐบาลให้กองทัพเพียงแค่ 2.4 พันล้านบาทเท่านั้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรองรับสถานการณ์สงครามที่ยังไม่รู้ว่าจะเผด็จศึกได้ในวันไหน
ทั้งนี้ทั้งนั้น เงินงบประมาณที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้ง สส. และการจัดทำประชามติเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ว่าไปแล้วมีความสำคัญน้อยมาก เมื่อเทียบกับการใช้เงินงบประมาณเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ ซึ่งถ้าเลือกเพียงแค่ สส.ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 6 พันล้านบาท โดยยึดตัวเลขจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 และถ้าพ่วงการลงประชามติเข้าไปด้วยในวันเดียวกันก็จะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และถ้าหากเลือกโดดๆ ต่างวันกัน อย่างน้อยรวมกันแล้วทั้งเลือก สส. และการลงประชามติ จะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
ถ้าสามารถดลบันดาลได้ ก็ไม่อยากจะให้มีการเลือกตั้ง สส. ไม่อยากให้มีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ไม่ได้เป็นปกติ ยิ่งยืดออกไปได้นานที่สุดเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีต่อประเทศชาติและประชาชน
เพราะมี สส.ที่มาจากการเลือกตั้งก็เหมือนมี “เศษสวะ” รกบ้านรกเมือง โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เท่าที่เห็นจากบางพรรคการเมืองได้มีการประกาศชื่อออกมา ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า “กูจะบ้าตาย” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ทิ้ง สหรัฐฯ ลุยเดี่ยว ณัฏฐ์ มงคลนาวิน วิเคราะห์ปม NATO วงแตกกลางดึก
นิคมปิโตรฯอิหร่านถูกถล่ม โลกสะเทือน ราคาน้ำมันพุ่งแน่
บุกรวบคลินิคเถื่อนย่านอ้อมน้อย เปิดรักษาคนไข้ไร้ใบอนุญาต
ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน
รัวยิงเปิดทางหนี แก๊งค้ายาทิ้งไอซ์ 240 กก. ซิ่งหนีริมโขงนครพนม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี