วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
กรณีตำรวจปราบปรามยาเสพติด บุกจับนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต 33 พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางกระแสข่าวเงินสีเทา เข้าทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ในบรรดาผู้สมัคร สส. ทั้ง 52 พรรค ยังมีนักเลือกตั้งอีกจำนวนมาก ที่มีเป้าหมายใช้รัฐสภาเป็นที่ฟอกตัวและใช้เอกสิทธิ์ สส.คุ้มครอง นักเลือกตั้งสีเทาจึงใช้เงินดำผ่านขาใหญ่ให้ไปซื้อเสียงจากชาวบ้านบนเงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ชาวบ้านในหลายจังหวัดเล่าว่า นักเลงขาใหญ่ในหลายตำบลออกหาสมาชิกให้พรรคการเมืองตั้งแต่วันยุบสภา
ส่วนในเมืองใหญ่นักการเมืองสีเทาทุ่มเงินมากมายมหาศาลฟอกตัวด้วยการทำปฏิบัติการข่าว (IO) ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ กูเกิ้ล เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมทวิตเตอร์ และ ไลน์ นอกจากการปั่นกระแสผ่านสื่อสังคม นักการเมืองสีเทายังเป็นเจ้าของสื่อกระแสหลักบางสำนัก จึงไม่แปลกใจที่พรรคใหญ่ ยังรักษากระแสไว้ได้ทั้งๆ ที่ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน
พิเคราะห์จากสื่อกระแสหลัก สำนักโพลต่างๆคาดว่า พรรคประชาชนหรือพรรคส้มจะมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยหัวหน้าพรรคส้มตั้งเป้าหมายได้ สส. 250 คนขึ้นไป ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะได้ สส. 150 คนบวกลบ
พรรคเพื่อไทยที่ครองความเป็นใหญ่มากว่าสองทศวรรษ เกิดวิกฤตศรัทธาเมื่อน.ส.แพทองธาร ชินวัตรนายกรัฐมนตรีที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป และผู้นำจิตวิญญาณพรรคถูกจองจำเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้และ สส.แปรพักตร์เป็นจำนวนมาก สำนักโพลต่างๆคาดการณ์ว่าพรรคเพื่อไทยอาจได้ สส. 100 คนบวกลบ
สื่อกระแสหลักนักวิเคราะห์และกูรู้ทั้งหลาย พูดถึงแค่สามพรรคใหญ่ค่ายสีส้ม สีน้ำเงิน สีแดงว่าเป็นสงครามสามเส้า บางสำนักไปไกลขนาดฟอร์มรัฐบาลล่วงหน้า ส้มบวกแดงบวกตัวแปรพรรคกล้าธรรม บางสำนักฟันธงว่าสีน้ำเงินบวกแดงโดยมีกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์เป็นตัวแปร
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเรื่องที่สื่อกระแสหลักและนักวิชาการ กรอกหูล้างสมองชาวบ้านทุกวัน โดยมองข้ามภัยอันตรายการใช้เงินสีดำ สีเทาจากการหลอกลวงออนไลน์ค้ายาเสพติดทำลายการเมืองสุจริตและประชาธิปไตยของไทยโดยใช้เงินบาปซื้อเสียง
หากสื่อสารมวลชน นักวิเคราะห์วิจารณ์หาข้อมูลในเขตเลือกตั้งต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จะพบความจริงว่าเงินสีดำ สีเทาจากสแกมเมอร์ค้ายาเสพติด และบ่อนออนไลน์ถูกนำมาใช้ซื้อเสียงมากมายมหาศาล ผู้นำชุมชนหลายคนรำพึงว่า “น่าเศร้าใจ ต่อหน้าเราบอกว่าเลือกคนดีแต่พอให้หลังไปรับเงินขาใหญ่ไว้แล้ว ไม่เลือกเบอร์ที่ขาใหญ่สั่งก็ไม่ได้” ผู้นำชุมชนบอกกับแนวหน้า
ติดตามข่าวการเมืองมานานพบว่า การซื้อเสียงในภาคใต้มีมากขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ในเวลานั้นทุนพลังงานใช้ในการซื้อเสียงมากกว่าเงินสีดำ สีเทาจากการหลอกลวงออนไลน์และซื้อเสียงในภาคใต้ พัฒนาขึ้นมาในการเลือกตั้ง 2566 เงินดำ สีเทาจากสแกมเมอร์ ถูกนำไปใช้ซื้อเสียงเข้าสภามากกว่าเงินสีขาว
สำหรับการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ มีกระแสข่าวว่า เงินสีดำ สีเทา จากสแกมเมอร์และการพนันทุ่มซื้อเสียงในภาคใต้มากกว่าทุนพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ตอนล่าง
ส่วนนักการเมืองคนไหนพรรคไหนใช้เงินสีดำสีเทาซื้อเสียงเข้าสภา ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ แต่จากพฤติกรรมในอดีต และปัจจุบัน ผู้มีสติปัญญาบอกได้ว่า นักการเมืองคนไหนพรรคใดพัวพันกับการฟอกเงินจากสแกมเมอร์ และยาเสพติด
นับว่าโชคดีของประเทศไทยที่ยอดภูเขาน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาให้เห็นระหว่างการรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับผู้สมัคร สส.พรรคส้มในข้อหาฟอกเงินจากขบวนการค้ายาเสพติดได้
หัวหน้าพรรคส้ม ผู้มั่นใจในความนิยมออกมากล่าวว่า ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปตามกฎหมาย เขายังพาดพิงไปถึงพรรคอื่นว่า “ผู้สมัคร สส.พรรคอื่นที่ถูกข้อหาเดียวกัน (ฟอกเงิน)ต้องพิจารณาด้วยว่าทำไมพรรคจึงส่งลงสมัครสส.เขต”
คำพูดของหัวหน้าพรรคส้ม บอกเป็นนัยว่าผู้สมัคร สส. ประเภทเอ็งชั่วข้าเลวมีมากมาย แต่ที่ถูกข้อหาเดียวกันกับผู้สมัคร สส.พรรคส้ม ที่ทางพรรคส่งลงสมัคร สส.เขตที่เห็นชัดเจนคือ อดีตสส. ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม
นายชนนพัฒฐ์ ถูก ปปง. อายัดทรัพย์สินมูลค่า 159 ล้านบาท ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากขบวนการค้ายาเสพติด โดยมีการอายัดทรัพย์ทั้งเงินสด รถยนต์ ที่ดิน และหลักทรัพย์
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า นายชนนพัฒฐ์ถูกกล่าวหา จากคดีเก่าพรรคกล้าธรรม จึงส่งเขาลงสมัคร สส.สงขลา เขต 2 ระหว่างสู้คดีในกระบวนยุติธรรม ร.อ.ธรรมนัส คงเอาเรื่องที่เขาเคยติดคุกในออสเตรเลียสี่ปีมาเปรียบเทียบกับนายชนนพัฒฐ์ว่าเป็นเรื่องเก่าจึงเอาผู้ต้องหามาลงสมัคร สส.ได้
หัวหน้าพรรคส้ม กับ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม มีศีลเสมอกันในการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สมัคร สส.ที่คบหากันมานาน โดยที่ไม่ระแคะระคายว่า ผู้สมัคร สส.มีภูมิหลังอย่างไร ทั้ง ปชน.และ กธ.รู้แต่เพียงว่าผู้สมัครสส.มีฐานะดีสนับสนุนกิจกรรมพรรคได้ลดภาระของพรรคที่ต้องใช้จ่ายผู้สมัคร สส.
ส่วนผู้สมัคร สส.ก็หวังอาศัยกระแสพรรคส้ม และบารมีเจ้าของพรรคกล้าธรรมเข้าสภาเพื่อฟอกตัวและหาภูมิคุ้มกันจากข้อหาร้ายแรงตั้งแต่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด หนีทหารล่วงละเมิดทางเพศ ลักทรัพย์ และข้อหาอื่นๆ อีกมากมาย โดยเห็นตัวอย่างว่า สส.ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกคดี ม.112 แล้วยังลอยหน้าลอยตาในสภาได้ และหลังยุบสภาก็มีชื่อสมัครเป็นสส.บัญชีรายชื่อเพื่อใช้เอกสิทธิ์สส.คุ้มครองได้ต่อไป
ประเทศไทยเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองปกป้องมิให้ผู้คิดร้ายต่อสถาบันสูงสุดของไทยอยู่ในอำนาจ พระสยามเทวาธิราช จึงดลจิตดลใจให้คนไทยกลับใจหันมาต่อต้าน ทำให้ผู้คิดร้ายต่อสถาบันฯมีอันเป็นไปทุกราย
เท่าที่เสียงจากชาวบ้านหลายจังหวัดในภาคใต้พบว่า พระสยามเทวาธิราชดลใจให้ชาวบ้านปฏิเสธการขายเสียงให้พรรคการเมืองเครือข่ายสแกมเมอร์มากขึ้นทุกวัน ส่วนในเมืองใหญ่พระสยามเทวาธิราชก็ดลใจให้คนในเมืองหลวงหูตาสว่างเริ่มเห็นความเลวร้ายของนักการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯลุกขึ้นมาต่อต้านนักการเมืองพวกนั้นแทนการสนับสนุน
ผู้เขียนเป็นคนโบราณ ที่เชื่อมั่นศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิทยาศาสตร์ในเวลาเดียวกันเชื่อว่าพรรคส้มไม่ใช่คู่แข่งพรรคสีน้ำเงินอีกต่อไป จากสถานการณ์และเหตุการณ์ในปัจจุบัน ความนิยมในพรรคส้มตกต่ำลงไปอย่างมีนัย
น้ำท่วม 8 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ.หาดใหญ่ ประสบอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ พรรคส้มนอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังพยายามขัดขวางการระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในข้ออ้างผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ทหารหาญของชาติพลีชีพเพื่อปกป้องประชาธิปไตยหลายสิบนาย กองทัพได้รับการสนับสนุน ชื่นชมยกย่องศรัทธาจากคนไทยส่วนใหญ่ ในขณะที่พรรคส้มด้อยค่าทหาร โดยการกล่าวหาว่า ต้องการให้สู้รบยืดเยื้อ เพื่อบางคนได้เป็นวีรบุรุษ นอกจากนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เคยตั้งคำถามในเวทีปราศรัยหาเสียงว่า “มีทหารไว้ทำไม ผมไม่เชื่อว่าถ้าเกิดสงครามทหารไทยรบชนะ” คำพูดที่กลั่นจากอุดมการณ์พรรคก้าวไกล ทำลายน้ำใจคนไทย และบาดใจทหารกล้าผู้พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
ล่าสุด ผู้สมัครสส.พรรคส้ม ถูกจับข้อหาฟอกเงินพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ ได้ทำลายสโลแกนหาเสียงที่ว่า“มีส้มไม่มีเทา มีเทาไม่มีเรา” ย่อยยับเมื่อมีคนแปลง สโลแกนเป็นมีส้มไม่มีเทา ในส้มเรามีสีดำ”
เมื่อนำเหตุการณ์ และสถานการณ์มาพิจารณาประกอบกับสถิติการเลือกตั้งในรอบ 50 ปี พบว่าไม่เคยมีพรรคไหนได้รับความนิยมจากคนไทยเกินสองสมัยเลือกตั้ง นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชากรไทย พรรคพลังธรรม พรรคกิจสังคม พรรคชาติไทย พรรคความหวังใหม่ สามัคคีธรรม พรรคไทยรักไทย และพรรคอนาคตใหม่
พิเคราะห์จากพฤติกรรมของคนในพรรคและข้อครหาอีกมากมาย รวมทั้งไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน จึงสรุปง่ายๆ ว่าโควตาความนิยมสองสมัยของพรรคส้มได้จบสิ้นลงแล้ว เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พรรคส้มได้สส.1 ใน 3 ของที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ถือว่าบุญหัวแล้ว
ส่วนพรรคกล้าธรรมที่ส่งผู้สมัคร สส.ถูกข้อหาเดียวกับพรรคส้ม ก็เชื่อว่า พระสยามเทวาธิราชดลใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหูตาสว่างเห็นแก่สีขาวมากกว่าสีเทา
สุทิน วรรณบวร

ลุ้นระทึก ‘จตุรงค์ มกจ๊ก’เฉียดตุยเหตุระเบิดลง ‘อาบูดาบี’
วันสุดท้าย! เต้ อาชีวะ ล่ารายชื่อบุกก.ศึกษาฯ ค้านให้สวัสดิการเรียนฟรีเด็กต่างชาติ
ส่งนักปั่นล่าแต้ม!สองล้อลุ้นโควตาโอลิมปิกเกมส์
ไฮโซน้ำหวาน ปล่อยโฮ แฉนักไลฟ์สาว พฤติกรรมยั่วยวนสามี นาวิน ต้าร์
ทนายตั้ม ควงเมียขึ้นศาล สู้คดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย ยันบริสุทธิ์แม้ใส่ชุดนักโทษ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี