วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ทรราชฮุน เซนพูดเมื่อครั้งพบกับผู้แทนรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ไปประสานงานความร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ อุตสาหกรรมการหลอกลวงทางไซเบอร์ในประเทศกัมพูชาว่า "กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์แต่มันเป็นนรกของสแกมเมอร์"
คำพูดของฮุน เซน วันนั้นกำลังกลายเป็นความจริงในปัจจุบัน เมื่อสื่อมวลชนและองค์กรช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์พบว่า แรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์ ที่ถูกจีนแผ่นดินใหญ่ เกาหลีใต้และ ฟิลิปปินส์ รวมกันปราบปราม ทำให้แรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์นับหมื่นคน ต้องเร่ร่อนดิ้นรนหลับนอนข้างถนน และใต้สุมทุมพุ่มไม้ ขาดอาหาร ขาดน้ำไม่มีที่ไป
เอมแนชตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ถึงกับออกแถลงการณ์"วิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศกัมพูชา" เอมแนสตี้ฯให้รายละเอียดว่าแรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์ จำนวนหลายหมื่นคนขาดแคลนอาหาร น้ำ ที่พักพิงและการรักษาพยาบาลอย่างหนัก
เวปไซด์ The Conversation เสนอรายงานเชิงสืบสวนสอบสวน เรื่องแรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์ในกัมพูชาร่วมกับองค์กรนิรโทษกรรมสากล เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า แรงงานทาสที่หนีหรือถูกปล่อยจากแหล่งสแกมเมอร์หลายหมื่นคนกำลังจะอดตายไม่มีที่ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานทาสจากแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีผู้แทนทางการทูตในประเทศกัมพูชา
The Conversation ยกเรื่องราวของ "อีริค" นามสมมุติ ชายวัย 27 ปี จากประเทศกาน่า ที่กินนอนริมถนนในจังหวัดโพธิสัตว์ กับเพื่อนร่วมชาติสองคน เล่าถึงชะตากรรมเลวร้ายว่า "พวกเราหลุดพ้นมาจากนรกแหล่งสแกมเมอร์มาเผชิญกับสงครามใหม่คือทำอย่างไรให้อยู่รอดได้ไม่อดตายข้างถนน"
เรื่องราวของอีริค เหมือนกับนิทานของแรงงานทาส จากแหล่งสแกมเมอร์ทั่วไป คือ เมื่อต้นปีกลายพวกเขาอ่านพบโฆษณารับสมัครคนงานของบริษัทหนึ่งในกัมพูชาเสนอเงินเดือน 2,800 ดอลลาร์สหรัฐ อีริคกับเพื่อนตัดสินใจหนีความยากจนแร้นแค้นในกาน่า มาแสวงหาชีวิตใหม่ในกัมพูชา
เขาเล่าว่า ทันทีที่ออกจากสนามบินในกรุงพนมเปญ อีคริค ถูกนำตัวไปแหล่งสแกมเมอร์ใกล้ชายแดนไทย กล่าวโดยสรุป คือ เหมือนนิทานสแกมเมอร์ทั่วไป ถูกทุบตี ทรมานปางตาย ถูกบังคับให้ทำงานตามคำสั่งเจ้านายคนจีน และจำใจทำงานให้ศูนย์สแกมเมอร์ใกล้ชายแดนไทย จนกระทั่งได้ยินเสียงเครื่องบินรบไทยทิ้งระเบิดดังไม่ไกล จากอาคารที่ทหารกัมพูชาวางกำลังคุ้มกันแน่นหนา (เข้าใจว่าเป็นการปะทะรอบแรกไทย-กัมพูชา 24 ถึง 28 ก.ค. 2568) ในแหล่งสแกมเมอร์เกิดชุลมุนวุ่นวาย อีริคหนีออกมาได้
แต่อิสรภาพของเขาได้รับไม่นาน ก็ถูกจับตัวไปบังคับใช้เป็นแรงงานทาสแหล่งสแกมแห่งใหม่ จนอีริคคิดว่าต้องตายในแหล่งสแกมแห่งใดแห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชา แต่จู่ๆในกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการปราบปรามอย่างจริงจังกว้างขวาง และแตกต่างจากการปราบปรามแบบผักชีโรยหน้าเหมือนที่แล้วมา
แหล่งสแกมที่อีริคถูกบังคับใช้ให้เป็นแรงงานทาส ถูกบุกทลายอีริคกับเพื่อนร่วมชาติหนีออกมาได้ และประหลาดใจที่ไม่มีเจ้านายจีนส่งคนมาตามล่ากลับไปเหมือนที่แล้วมา อีริคกับเพื่อนเร่ร่อนตามถนนอยู่สามวันก่อนได้ยินข่าวลือว่า รัฐบาลจีนส่งกองกำลังมาปราบปราม แก๊ง14k. ในกัมพูชา
จากรายงานของสื่อต่างประเทศพบว่า การปราบปรามอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่หลิว จงอี้ มาถึงพนมเปญเมื่อวันที่ 15 มกราคม หลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีความมั่นคงภายในของจีน มือปราบมหากาฬ นำกำลังผสมจีน-กัมพูชาบุกทลายเป้าหมายด้วยตัวเอง และ ขีดเส้นตายให้ผู้ต้องหาคนสำคัญๆมอบตัวภาย 17 กุมภาพันธ์ 2569
หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปราม สแกมเมอร์ กัมพูชาเปิดเผยว่าตั้งแต่ 1 มกราคม2569 ถึง 10 กุมภาพันธ์ กัมพูชานิรเทศคนต่างชาติที่จับจากแหล่งสแกมเมอร์แล้ว 16,000 กว่าคน แหล่งสแกมถูกทลาย 193 แห่ง และจับผู้ต้องหาสำคัญได้ 73 คนรวมทั้ง นายลี่ กวง ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจตั้งเป้าหมายกำจัด สแกมเมอร์ให้หมดไปภายในเดือน เมษายน นี้
อย่างไรก็ตามสื่อต่างประเทศ และองค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุว่าการนิรเทศของกัมพูชาจำกัดวงอยู่ที่ประเทศต้นทางของผู้ต้องหา หรือ เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ส่งเครื่องบินเหมาลำมารับตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีน เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ ชาวต่างชาติจากทวีปอื่นๆเช่นแอฟริกาและเอเชียกลางประเทศต้นทางไม่สนใจรับตัวกลับ จึงต้องกลายคนเร่ร่อนดิ้นรนให้รอดตายไปวันๆ
เอมแนสตี้ฯ ระบุด้วยว่า มีคนงานต่างชาติเร่ร่อนไม่มีที่พักพิงหลายหมื่นคน เฉพาะชาวแอฟริกันที่ขอความช่วยเหลือเป็นทางการ เป็นชาวอูกันดากับเคนย่าชาติละ 300 คน และกาน่า 200 คน แอมเนสตี้ฯ ประมาณการณ์ว่า คนแอฟริกันที่เร่ร่อนอาศัยหลับนอนตามริมถนนและสุมทุมพุ่มไม้ มีมากกว่าตัวเลขที่ขอความช่วยเหลือมาหลายสิบเท่า และพวกเขาเหล่านั้นขาดน้ำ ขาดอาหารและการเข้าถึงยารักษาโรคย่างรุนแรง
ที่เลวร้ายคือแรงงานทาสเหล่านั้น ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใดๆ ระบุตัวตนว่าเป็นคนสัญชาติไหน ซึ่งระบอบราชการกัมพูชาเป็นกำแพงหินขวางกั้น มิให้ช่วยเหลือแรงงานทาสเหล่านั้นได้ และเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องกลับเข้าสู่แหล่งสแกมเมอร์แห่งใหม่เพื่อไม่ให้อดตายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
สื่อต่างประเทศรายงานงานว่ามีต่างชาตินับหมื่นๆคนถูกปล่อยให้ดิ้นรนรอดตายอยู่ตามพุ่มไม้และข้างถนนทั่วประเทศกัมพูชา #ส่วนคนจีนหลายพันคน และชาวอินโดนีเซีย 3,424 คน ที่ถูกจับมาแหล่งสแกมเมอร์ผู้ต้องหาคนจีนถูกนำไปกักกันรวมกันในท่าเรือเรียม รอส่งกลับประเทศจีนทางเรือ ส่วนผู้ต้องหาสัญชาติอินโดนีเซีย ทางการอินโดนีเซีย ขอให้กัมพูชาหาที่กักกันในสถานที่เดียวกันชั่วคราว จนกว่าเที่ยวบินเหมาลำมารับตัวกลับประเทศ
ผลของการปราบปรามแหล่งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เข้มข้น ของทางการจีน เกาหลีใต้ และ ฟิลิปปินส์ เป็นเหตุให้แหล่งสแกมเมอร์ ต้องปิดตายเกือบ 200 แห่ง และคนต่างชาติที่ถูกหลอกหรือบางส่วนเต็มใจเป็นสแกมเมอร์หลายหมื่นคน รวมทั้งคนไทยต้องเร่ร่อนรอความตายอยู่ในกัมพูชา
ซึ่งตรงกับคำพูดของฮุน เซนที่ว่า "กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์มันเป็นนรกของสแกมเมอร์" แต่ฮุน เซน พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากว่า ผู้ที่ทำให้กัมพูชาเป็นนรกของสแกมเมอร์ คือรัฐบาลจีน เกาหลีใต้ และ ฟิลิปปินส์ ส่วนทรราชฮุน เซน คือ คนที่ทำให้กัมพูชาเป็นสวรรค์ของขบวนการค้ามนุษย์ หลอกลวงทางออนไลน์และฟอกเงิน
ดังนั้นเมื่อจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้กัมพูชาเป็นนรกของสแกมเมอร์ ฮุน เซน จึงตกนรกทั้งเป็นในบ้านของตัวเองร่วมกับคนหลายสัญชาตินับหมื่น นับแสนคน
สุทิน วรรณบวร

สรุปดรามา ภาพวาดราคา 1.6 แสน ไม่ตรงปกเพราะศิลปินหวังดี ปรับสีให้ละมุนขึ้น
รวบคาด่าน จับผู้ต้องหาบัญชีม้าพกปืนเถื่อน เช็คประวัติพบหมายจับอื้อ
ไอซ์ รักชนก ฟาดงวงฟาดงา! เสียใจชวดเก้าอี้ รมต. เล็งประธาน กมธ. แรงงาน
สภาฟลอริดาไฟเขียว ผ่านร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อ สนามบินปาล์มบีช เป็นชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์
นาทีชีวิต คลิปกล้องหน้ารถจับภาพ จยย. แทรกเลนล้มคว่ำ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี