วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569
ทรราชฮุน เซนพูดเมื่อครั้งพบกับผู้แทนรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ไปประสานงานความร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ อุตสาหกรรมการหลอกลวงทางไซเบอร์ในประเทศกัมพูชาว่า "กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์แต่มันเป็นนรกของสแกมเมอร์"
คำพูดของฮุน เซน วันนั้นกำลังกลายเป็นความจริงในปัจจุบัน เมื่อสื่อมวลชนและองค์กรช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์พบว่า แรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์ ที่ถูกจีนแผ่นดินใหญ่ เกาหลีใต้และ ฟิลิปปินส์ รวมกันปราบปราม ทำให้แรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์นับหมื่นคน ต้องเร่ร่อนดิ้นรนหลับนอนข้างถนน และใต้สุมทุมพุ่มไม้ ขาดอาหาร ขาดน้ำไม่มีที่ไป
เอมแนชตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ถึงกับออกแถลงการณ์"วิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศกัมพูชา" เอมแนสตี้ฯให้รายละเอียดว่าแรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์ จำนวนหลายหมื่นคนขาดแคลนอาหาร น้ำ ที่พักพิงและการรักษาพยาบาลอย่างหนัก
เวปไซด์ The Conversation เสนอรายงานเชิงสืบสวนสอบสวน เรื่องแรงงานทาสจากแหล่งสแกมเมอร์ในกัมพูชาร่วมกับองค์กรนิรโทษกรรมสากล เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า แรงงานทาสที่หนีหรือถูกปล่อยจากแหล่งสแกมเมอร์หลายหมื่นคนกำลังจะอดตายไม่มีที่ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานทาสจากแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีผู้แทนทางการทูตในประเทศกัมพูชา
The Conversation ยกเรื่องราวของ "อีริค" นามสมมุติ ชายวัย 27 ปี จากประเทศกาน่า ที่กินนอนริมถนนในจังหวัดโพธิสัตว์ กับเพื่อนร่วมชาติสองคน เล่าถึงชะตากรรมเลวร้ายว่า "พวกเราหลุดพ้นมาจากนรกแหล่งสแกมเมอร์มาเผชิญกับสงครามใหม่คือทำอย่างไรให้อยู่รอดได้ไม่อดตายข้างถนน"
เรื่องราวของอีริค เหมือนกับนิทานของแรงงานทาส จากแหล่งสแกมเมอร์ทั่วไป คือ เมื่อต้นปีกลายพวกเขาอ่านพบโฆษณารับสมัครคนงานของบริษัทหนึ่งในกัมพูชาเสนอเงินเดือน 2,800 ดอลลาร์สหรัฐ อีริคกับเพื่อนตัดสินใจหนีความยากจนแร้นแค้นในกาน่า มาแสวงหาชีวิตใหม่ในกัมพูชา
เขาเล่าว่า ทันทีที่ออกจากสนามบินในกรุงพนมเปญ อีคริค ถูกนำตัวไปแหล่งสแกมเมอร์ใกล้ชายแดนไทย กล่าวโดยสรุป คือ เหมือนนิทานสแกมเมอร์ทั่วไป ถูกทุบตี ทรมานปางตาย ถูกบังคับให้ทำงานตามคำสั่งเจ้านายคนจีน และจำใจทำงานให้ศูนย์สแกมเมอร์ใกล้ชายแดนไทย จนกระทั่งได้ยินเสียงเครื่องบินรบไทยทิ้งระเบิดดังไม่ไกล จากอาคารที่ทหารกัมพูชาวางกำลังคุ้มกันแน่นหนา (เข้าใจว่าเป็นการปะทะรอบแรกไทย-กัมพูชา 24 ถึง 28 ก.ค. 2568) ในแหล่งสแกมเมอร์เกิดชุลมุนวุ่นวาย อีริคหนีออกมาได้
แต่อิสรภาพของเขาได้รับไม่นาน ก็ถูกจับตัวไปบังคับใช้เป็นแรงงานทาสแหล่งสแกมแห่งใหม่ จนอีริคคิดว่าต้องตายในแหล่งสแกมแห่งใดแห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชา แต่จู่ๆในกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการปราบปรามอย่างจริงจังกว้างขวาง และแตกต่างจากการปราบปรามแบบผักชีโรยหน้าเหมือนที่แล้วมา
แหล่งสแกมที่อีริคถูกบังคับใช้ให้เป็นแรงงานทาส ถูกบุกทลายอีริคกับเพื่อนร่วมชาติหนีออกมาได้ และประหลาดใจที่ไม่มีเจ้านายจีนส่งคนมาตามล่ากลับไปเหมือนที่แล้วมา อีริคกับเพื่อนเร่ร่อนตามถนนอยู่สามวันก่อนได้ยินข่าวลือว่า รัฐบาลจีนส่งกองกำลังมาปราบปราม แก๊ง14k. ในกัมพูชา
จากรายงานของสื่อต่างประเทศพบว่า การปราบปรามอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่หลิว จงอี้ มาถึงพนมเปญเมื่อวันที่ 15 มกราคม หลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีความมั่นคงภายในของจีน มือปราบมหากาฬ นำกำลังผสมจีน-กัมพูชาบุกทลายเป้าหมายด้วยตัวเอง และ ขีดเส้นตายให้ผู้ต้องหาคนสำคัญๆมอบตัวภาย 17 กุมภาพันธ์ 2569
หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปราม สแกมเมอร์ กัมพูชาเปิดเผยว่าตั้งแต่ 1 มกราคม2569 ถึง 10 กุมภาพันธ์ กัมพูชานิรเทศคนต่างชาติที่จับจากแหล่งสแกมเมอร์แล้ว 16,000 กว่าคน แหล่งสแกมถูกทลาย 193 แห่ง และจับผู้ต้องหาสำคัญได้ 73 คนรวมทั้ง นายลี่ กวง ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจตั้งเป้าหมายกำจัด สแกมเมอร์ให้หมดไปภายในเดือน เมษายน นี้
อย่างไรก็ตามสื่อต่างประเทศ และองค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุว่าการนิรเทศของกัมพูชาจำกัดวงอยู่ที่ประเทศต้นทางของผู้ต้องหา หรือ เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ส่งเครื่องบินเหมาลำมารับตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีน เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ ชาวต่างชาติจากทวีปอื่นๆเช่นแอฟริกาและเอเชียกลางประเทศต้นทางไม่สนใจรับตัวกลับ จึงต้องกลายคนเร่ร่อนดิ้นรนให้รอดตายไปวันๆ
เอมแนสตี้ฯ ระบุด้วยว่า มีคนงานต่างชาติเร่ร่อนไม่มีที่พักพิงหลายหมื่นคน เฉพาะชาวแอฟริกันที่ขอความช่วยเหลือเป็นทางการ เป็นชาวอูกันดากับเคนย่าชาติละ 300 คน และกาน่า 200 คน แอมเนสตี้ฯ ประมาณการณ์ว่า คนแอฟริกันที่เร่ร่อนอาศัยหลับนอนตามริมถนนและสุมทุมพุ่มไม้ มีมากกว่าตัวเลขที่ขอความช่วยเหลือมาหลายสิบเท่า และพวกเขาเหล่านั้นขาดน้ำ ขาดอาหารและการเข้าถึงยารักษาโรคย่างรุนแรง
ที่เลวร้ายคือแรงงานทาสเหล่านั้น ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใดๆ ระบุตัวตนว่าเป็นคนสัญชาติไหน ซึ่งระบอบราชการกัมพูชาเป็นกำแพงหินขวางกั้น มิให้ช่วยเหลือแรงงานทาสเหล่านั้นได้ และเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องกลับเข้าสู่แหล่งสแกมเมอร์แห่งใหม่เพื่อไม่ให้อดตายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
สื่อต่างประเทศรายงานงานว่ามีต่างชาตินับหมื่นๆคนถูกปล่อยให้ดิ้นรนรอดตายอยู่ตามพุ่มไม้และข้างถนนทั่วประเทศกัมพูชา #ส่วนคนจีนหลายพันคน และชาวอินโดนีเซีย 3,424 คน ที่ถูกจับมาแหล่งสแกมเมอร์ผู้ต้องหาคนจีนถูกนำไปกักกันรวมกันในท่าเรือเรียม รอส่งกลับประเทศจีนทางเรือ ส่วนผู้ต้องหาสัญชาติอินโดนีเซีย ทางการอินโดนีเซีย ขอให้กัมพูชาหาที่กักกันในสถานที่เดียวกันชั่วคราว จนกว่าเที่ยวบินเหมาลำมารับตัวกลับประเทศ
ผลของการปราบปรามแหล่งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เข้มข้น ของทางการจีน เกาหลีใต้ และ ฟิลิปปินส์ เป็นเหตุให้แหล่งสแกมเมอร์ ต้องปิดตายเกือบ 200 แห่ง และคนต่างชาติที่ถูกหลอกหรือบางส่วนเต็มใจเป็นสแกมเมอร์หลายหมื่นคน รวมทั้งคนไทยต้องเร่ร่อนรอความตายอยู่ในกัมพูชา
ซึ่งตรงกับคำพูดของฮุน เซนที่ว่า "กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์มันเป็นนรกของสแกมเมอร์" แต่ฮุน เซน พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากว่า ผู้ที่ทำให้กัมพูชาเป็นนรกของสแกมเมอร์ คือรัฐบาลจีน เกาหลีใต้ และ ฟิลิปปินส์ ส่วนทรราชฮุน เซน คือ คนที่ทำให้กัมพูชาเป็นสวรรค์ของขบวนการค้ามนุษย์ หลอกลวงทางออนไลน์และฟอกเงิน
ดังนั้นเมื่อจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้กัมพูชาเป็นนรกของสแกมเมอร์ ฮุน เซน จึงตกนรกทั้งเป็นในบ้านของตัวเองร่วมกับคนหลายสัญชาตินับหมื่น นับแสนคน
สุทิน วรรณบวร

สมเด็จครู :นายช่างใหญ่กรุงสยาม
'THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026'เฟ้นหาสุดยอดไอดอลเลือดใหม่เตรียมโกอินเตอร์สู่เวทีระดับโลก
INK - JEFF SATURE - 4EVE ชวนสัมผัสประสบการณ์เล่นน้ำสุดเดือด! 'พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026'
ไฟไหม้อาคารจอดรถ BYD ในเซินเจิ้น โชคดีไร้ผู้บาดเจ็บ
กองทัพเรือยืนยัน 'ข่าวปลอม' กรณีอ้างไทยเปิดทางส่งของไปกัมพูชา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี