วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
เขมรยิงปืน ค. มาตกฝั่งไทยที่เนิน 469 ในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเช้าวันที่ 6 มกราคมวานนี้ ทำให้ จ.ส.อ.ปรัชญา พิลาชัย ตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า“เชกูว่าแล้ว”
คือให้หลังเพียงแค่ 10 วันจากการลงนามหยุดยิงในวันที่ 27 ธันวาคมปลายปีที่แล้วที่จังหวัดจันทบุรี อันเป็นผลมาจากการประชุม“GBC”หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป“ไทย-กัมพูชา” ระหว่าง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย กับ พล.อ.เตีย เซยฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นไปตามที่ประชาชนคนไทยเชื่อว่า เขมรนั้นเชื่อใจไม่ได้ คงต้องเบี้ยวข้อตกลงเหมือนที่เคยเบี้ยวมาแล้วอย่างซ้ำซาก แล้วก็เป็นจริงตามนั้น
และถ้านับกันจริงๆ ก็ต้องถือว่ายังไม่เกิน 7 วันเสียด้วยซ้ำ คือต้องเริ่มนับตั้งแต่เที่ยงวัน วันที่ 30 ธันวาคม 2568 หลังจากรอ“วัดใจ”กัน 72 ชั่วโมงนับแต่วินาทีแรกที่ลงนามกัน ว่าใครจะเบี้ยวใครก่อน ซึ่งหากเปรียบเป็นงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมผู้ล่วงลับ ก็ต้องถือว่ายังไม่ทันฌาปนกิจ โลงก็แตกกลางศาลาวัดเสียแล้ว
ทั้งนี้ เขมรหรือกัมพูชาอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งฟังแล้วก็เป็นข้ออ้างที่ง่ายดี แต่ข้ออ้างนี้ก็ดูจะมีพิรุธ เพราะเป็นอุบัติเหตุที่ตกลงมากลางฐานที่ตั้งกองกำลังทหารไทยอย่างตรงเป้าตรงพิกัดพอดิบพอดี
ดีว่าเรามีนายกรัฐมนตรีรักษาการที่ชื่อ“อนุทิน ชาญวีรกูล” ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีหลานอังเคิล หรือนายกรัฐมนตรีที่เป็นดองกับผู้นำเขมร และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อ“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” เราคนไทยจึงไว้วางใจได้ว่า รัฐบาลไทยชุดนี้จะไม่ยอมเออออกับเขมรกันแบบง่ายๆ ซึ่งเขมรอ้างอย่างไรก็เชื่อไปตามนั้น
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 มกราคมวานนี้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการแถลงข่าวของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล ว่า ถ้าหากการกระทําดังกล่าวของกัมพูชามีผลกระทบต่ออธิปไตยของไทย ทางฝ่ายไทยก็จะดําเนินการด้วยความเหมาะสมตามหลักการโต้ตอบอย่างสากล และแม้ว่ากัมพูชาจะอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่รัฐบาลไทยก็ได้เรียกร้องให้แสดงความจริงใจ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือประท้วงไปแล้ว
นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังอ้างคำยืนยันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีต่อประชาชนคนไทยว่า ผลการดําเนินการต่อไปจะทําอย่างไรนั้น รัฐบาลจะแจ้งให้ทราบ แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า รัฐบาลจะโต้ตอบกัมพูชาและรักษาอธิปไตยของประเทศไทยไว้สูงสุด เหมือนที่เคยดําเนินมา
ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาแล้ว เพื่อให้กัมพูชาชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยเฉพาะการขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จะต้องดูว่าเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า“กัมพูชาอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุ” นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ตอบว่า “กัมพูชาบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องดูในคำชี้แจง เพราะหากไม่ตั้งใจแต่ก็มีทหารไทยบาดเจ็บ ฉะนั้น ก็ต้องไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก อย่างที่เคยบอกก่อนหน้านี้ในช่วงหยุดยิงเป็นช่วงเวลาที่เปราะบาง ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวัง ทั้งนี้ แม้จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องดูว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องอย่าให้เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะจะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบโดยการขอโทษ”
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งเวลานี้มีสถานภาพเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยลำดับที่สองคู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้ตอบคำถามเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า “หากเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก ทางการทหารสามารถดำเนินการตอบโต้ได้ตามหลักการหรือไม่”นายสีหศักดิ์กล่าวว่า “การตอบโต้สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ซึ่งต้องได้สัดส่วนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเขาชี้แจงได้ว่ามันไม่ใช่ แล้วจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก การตอบโต้ก็คือการประท้วง แต่หากเป็นการจงใจก็จะอีกเรื่องหนึ่ง โดยจะต้องพิจารณาตามสัดส่วนสถานการณ์”
อย่างไรก็ดี ปัญหาข้อพิพาทระหว่าง“ไทย-เขมร”นั้น ไม่น่าจะจบกันง่ายๆ ดังนั้นเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า ประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะต้องคิดกันให้จงหนัก ว่าจะเลือกพรรคไหนเป็นรัฐบาล และเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อรับมือและต่อกรกับเขมรได้อย่างแข็งขัน โดยที่เราไม่เพลี่ยงพล้ำหรือพ่ายแพ้ต่อเขมรผู้มีสันดานเยี่ยง“สุนัขลอบกัด”
ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็ได้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ“อนุทิน ชาญวีรกูล” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อ“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ซึ่งสามารถสานงานต่อได้ทันที อีกทั้งยังมีความเป็นเอกภาพกับกองทัพ ที่จะทำให้การเดินเกมเชิงรุกทางการทูตในเวทีโลก กับการปฏิบัติการทางทหารในสมรภูมิรบ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน และมีชัยชนะเหนือศัตรูอย่างเขมร
ในที่สุด
หรือถ้าเลือกพรรคเพื่อไทย ก็ได้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” หลาน“ทักษิณ ชินวัตร”และ“ดองเก่าเขมร” ที่ไม่ต่างจาก“หลานอังเคิล”ตามที่ปรากฏเสียงใน“คลิปอัปยศ”จนต้องกระเด็นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคำพูดที่ว่า “อยากให้ท่านฮุนเซน เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนที่ประเทศไทย เขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว และถ้าท่านอยากได้อะไร ก็ให้บอกมาได้เลย เดี๋ยวจะจัดการให้”
สุดท้ายถ้าไม่เลือกทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ก็เลือกพรรคประชาชน แล้วได้“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่พรรคประชาชนเพิ่งจะประกาศตัว คือ นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตนักการทูตที่โอนเอียงไปทางสหรัฐอเมริกา และมีแนวคิด“การทูตที่กินได้” คือนักการทูตจะต้องทำหน้าที่ทางด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการทำหน้าที่ด้านการทูตพร้อมกันไปด้วย
หนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิ์ครับ ว่าจะเลือกตีตั๋วขึ้นรถเมล์สีไหนสายอะไร ระหว่าง 3 พรรคซึ่งมีโอกาสไปถึงป้ายสุดท้ายที่ทำเนียบรัฐบาล คือ“สีน้ำเงินสาย 37”, “สีแดงสาย 9” และ“สีส้มสาย 46” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน
มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 4-10 มี.ค.69
รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ สั่งคุมเข้มผู้ค้าไม่ขึ้นราคา
ร้อนตับแตก! เปิด 10 อันดับอุณหภูมิสูงสุดวันนี้ เมืองลพบุรียืนหนึ่ง แตะ 39.7 องศา
4 ยอดพธูสะท้านแผ่นดิน ส่องรายชื่อนางเอกจีนเจนใหม่ ใครคือตัวจริง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี