วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิดเผยตัวเองว่าเป็น “ด้อมส้ม”
ขณะเดียวกัน ก็โพสต์ข้อมูลและความคิดเห็นชำแหละการเมืองของพรรคส้มอย่างต่อเนื่อง
เรียกว่า ปอกเปลือกส้มอย่างล่อนจ้อน
ถึงขนาดว่า รังสิมันต์ โรม และไอซ์ รักชนก ขอกับชูวิทย์ว่า “ว่าพรรคส้มน้อยๆ หน่อย”
น่าสังเกตว่า จนบัดนี้ ยังไม่มีส้มคนไหนออกมาหักล้างในประเด็นที่ชูวิทย์ชำแหละส้มเลย
ต่อไปนี้ เป็นการสรุปรวบยอดความคิด เมื่อชูวิทย์ชำแหละส้ม ประมวลประเด็นสำคัญๆ ในมุมมองของชูวิทย์แบบชัดๆ
..................
1.ชูวิทย์ยืนยันว่า ตนเลือกพรรคส้มมาถึง 2 ครั้ง ย่อมมีสิทธิ์จะตำหนิ
ย้ำว่า มิได้โกรธแค้น เพียงแต่ผิดหวัง
2.ชูวิทย์ยืนยันว่า ตนมีหลักฐานยืนยันคำพูดทุกประการ
ชูวิทย์ไม่พอใจที่ส้มสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
ทั้งๆ ที่ ตอนนั้น ก็ไม่ได้มีเสียง สว.มาขัดขวางอะไรแล้ว
เป็น “ก้าวที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของพรรคส้ม”
3.ยากที่พรรคส้มจะกู้ศรัทธาคืน
ชูวิทย์ชี้ว่า พรรคส้มใช้วิธีการที่อันตรายเกินไป โดยใช้ทุกสถาบันหลักเป็น “เครื่องมือหาเสียง”
พยายามชี้แจง แก้ตัว กลบเกลื่อน
ตอนนี้ กระแสย้อนตีกลับพรรคส้ม เดินไปที่ไหนถูกชาวบ้านปัดมือไล่หลัง ทั้งที่ไม่มีคู่แข่งทางการเมืองพรรคใดไปโจมตี
ทั้งหมด เป็นเพราะพรรคส้มทำตัวเองแท้ๆ
แปรสภาพจาก “พระเอก” กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในพริบตา
กระแสพรรคส้มพลิกกลับจาก “ความเอ็นดู” เป็น “ความเกลียดชัง”
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่พรรคส้มจะต้องได้รับในการเลือกตั้งครั้งนี้
ยากที่จะ “กู้ศรัทธา” คืนจากประชาชน เพราะรู้เช่นเห็นชาติ
4.พรรคส้มหาเสียงในสิ่งที่ทำไม่ได้จริง และสร้างความแตกแยก
ชูวิทย์เห็นว่า “นโยบายหาเสียงของพรรคส้มเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ”
มักยกเอา “การเมืองใหม่” นำเสนอเป็น “เมนู Signature” ชวนให้ประชาชนชิม
นอกจากไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับสร้าง “บาดแผลความแตกแยก” ทุกครั้ง
เริ่มจาก “สถาบัน” ในครั้งพรรคอนาคตใหม่
มาถึง “ทหาร” ในครั้งพรรคก้าวไกล
จนมาถึง “รัฐธรรมนูญ” ในคราวนี้
สร้าง “ฝันร้ายบนความแตกแยกของคนในสังคมไทย”
เอา “ความศรัทธา” ของผู้คน สร้างความแตกแยก แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงของพรรค
การหยุดหาเสียงด้วยการโจมตีสถาบัน ไม่ได้เกิดจากเจตนารมณ์ของพรรคส้มเอง แต่มาจากคำสั่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ”
ย้อนดู “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เคยหาเสียงเมื่อปี 2566
ออกมาขอโทษจากการชี้นำประชาชนที่เบื่อ “ลุงตู่” ที่อยู่ปกครองประเทศมาถึง 8 ปี โดยปราศรัยหาเสียงด้วยวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม?” “ถึงรบก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ” “ไม่มีการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”
จนเมื่อเกิด “สงครามชายแดน ไทย-กัมพูชา” บาดแผลนี้จึงเริ่มปรากฏผลเสียออกมาให้เห็น
แม้ธนาธร และแกนนำจะแถไถว่า “หมายถึงให้ทหารทำหน้าที่รบปกป้องประเทศ ไม่ใช่ไปทำสนามกอลฟ์ หรือหมายถึงการปกป้องสิทธิของทหารชั้นผู้น้อย”
แต่ใครๆ ก็รู้ว่าความหมายของพิธาในการหาเสียงคือจับกระแสเบื่อลุง โดยเอา “สถาบันทหาร” มาถล่มเพียงเพื่อแลกกับ “คะแนนเสียง”
ทว่าเมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ “แผลของการเล่นกับศรัทธาของคน” กลับกลายเป็น“แผลเน่า” จนยากเกินที่พรรคส้มจะเยียวยาได้ทันในระยะเวลา 30 วันก่อนเลือกตั้ง
พรรคส้มพยายามนำเรื่องราวใหม่มากลบ หรือพยายามชี้แจง แต่ไม่เป็นผล
การปราศรัยที่ชัดเจนทั้งคำพูด ประโยค ข้อความบนเวทีที่มุ่งทำลาย “สถาบันทหาร”
เมื่อผลของสงคราม ไทย-กัมพูชา โหมพัดกระแสเปลี่ยน
จากวันนี้จนถึงวันที่ประชาชนกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง คำปราศรัยของพิธา อดีตหัวหน้าพรรคส้ม ที่รับโพยมาจากแกนนำพรรคในการโจมตี “สถาบันทหาร” ด้วยแผนการตลาดหาเสียง
ที่เสี่ยงทุกครั้งต่อความมั่นคงของชาติ มันจะเป็นหมุดที่ตอกลงกลางหัวใจคนไทย
พรรคส้มไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ แต่กลับสร้างความแตกแยกบาดลึกให้สังคมไทยในยุคสมัยปัจจุบัน
.png)
5. ส้มแจงปม “ทหารมีไว้ทำไม”ฟังไม่ขึ้นเลย
ชูวิทย์ชี้ว่า เมื่อไอซ์ชี้แจงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม?” ในโซเชียลเพื่อให้เข้าใจว่า พรรคส้มหมายถึง “ทหารมีไว้รบ ปกป้องอธิปไตย” ไม่ใช่“เอาทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้าล้างห้องน้ำ ซักกางเกงในให้เมียนายพลปรนนิบัติลูกเมียทหารผู้ใหญ่ หรือนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินเดือนมาใช้”
ที่พรรคส้มบอกว่า “หากมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะ” ตรงนี้มากกว่าที่บาดใจทหาร และคนไทย
มากกว่า ใช้ทหารชั้นผู้น้อยไปตัดหญ้า
มากกว่า ใช้ไปล้างห้องน้ำ
มากกว่า แม้กระทั่งไปซักกางเกงในให้เมียนายพล
จากสงครามชายแดนที่มีทหารบาดเจ็บล้มตาย เพราะการต่อสู้ปกป้องอธิปไตยของไทย
ประโยคที่ว่า “ถึงมีสงคราม ก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะไปรบชนะใคร”
มันไม่สามารถลบล้างประโยคเหล่านี้ ที่บาดลึกสังคมไทยเกินไป
ยิ่งไอซ์ โรม เท้ง ไปถึงธนาธร พูดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลเสียทั้งๆ
ชาวบ้านไม่ใช่ “นักการเมือง” และ “ตลาด” ไม่ใช่ “สภา” ที่จะไปตอบโต้ได้ทุกดอก
ประชาชนเห็นแล้วว่า หาก “ให้โอกาสพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยวแล้วจะทำให้ดู”มันเสี่ยงแค่ไหน
คนไม่มีประสบการณ์เลยจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่พรรคส้มบอกว่า “ทหารมีไว้ทำไม และหากมีสงครามก็ไม่เชื่อว่าทหารไทยจะรบชนะด้วย”
มันน่ากลัวนะครับ ที่คนไทยจะให้โอกาสเอาประเทศไปลองเสี่ยงทำให้ดู แบบที่ธนาธรหาเสียงหรือเดินสายสัมภาษณ์สื่อ
พวกเราแค่กลัวว่า “จะไม่เหลืออะไรในโอกาสหน้าอีก”
6.สนิมส้ม เกิดจากเนื้อในส้ม
ชูวิทย์ชี้ว่า ไม่ใช่พรรคส้มจะเปลี่ยนการเมืองไทย แต่การเมืองไทยได้เปลี่ยนพรรคส้มไปแล้ว
“หมอนิว” (กัลยพัชร รจิตโรจน์) ที่ทุ่มเทให้พรรคทั้งแรงกายและแรงใจ พูดว่า
“คุณมองตัวเองในกระจกบ้างไหมว่าคุณเปลี่ยนไปแค่ไหน คุณลืมไปแล้วใช่ไหมว่าคุณเข้ามาการเมืองเพื่ออะไร ที่สำคัญ คุณเปลี่ยนมิตรให้เป็นศัตรู ทำให้เราเสียแนวร่วมเรื่อยมา เพราะมีแกนนำท่านหนึ่งพูดว่า ยังไงประชาชนก็ต้องเลือกเรา เพราะเขาไม่มีทางอื่นแล้ว ประชาชนไม่ใช่ของตายค่ะ ดิฉันขอยืนยันตรงนี้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งในวันนี้ ผลการตัดสินอยู่ที่ประชาชนค่ะ”
สิ่งที่หมอนิวสะท้อนความรู้สึกถึงพรรคส้ม ในฐานะอดีต สส. ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค
แท้จริงแล้ว สนิมที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากใครที่ไหน กลับกลายเป็นสนิมเนื้อในของพรรคส้มเสียเอง
7.พรรคส้มไม่ได้เป็น “ของใหม่” ในสายตาของคนไทยที่จะลองให้โอกาส
ชูวิทย์มองว่า กลายเป็น “ของแสลง” ที่สังคมเคลือบแคลงใจไปเสียแล้ว
ปัจจุบัน พรรคส้มบีบเส้นทางตัวเองเพื่อเข้าสู่วงจรอำนาจ ด้วยการ กีดกัน แย่งชิง ผูกขาดตัดตอน ลิดรอนสิทธิของพรรคอื่นๆ เหมาว่าเป็นเทา เป็นพรรคการเมืองแบบเก่า
วลีของธนาธรที่ชี้ว่า “พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรรคส้ม”
อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป
การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม
เคยได้คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน สส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง
ประชาชนเคยให้โอกาสแล้ว
8.เลือกพรรคส้มแล้ว ทำไม่ได้ซ้ำๆ ซากๆ
ชูวิทย์บอกว่า ที่โรมโพสต์ว่า “ที่ต้องใส่ร้ายพรรคส้ม อ้าง 112 อ้างด้อยค่าทหาร เพราะพวกคุณรู้ว่าถ้าพวกส้มเป็นรัฐบาลจะทุจริตเหมือนเดิมไม่ได้ จะมีตั๋วช้างเหมือนเดิมไม่ได้ ทุนเทาจะอยู่ไม่ได้ จึงต้องทำลายพรรคประชาชนทุกทาง เพราะกลัวเสียผลประโยชน์”
อย่าไปเหมาผลักไสคนเห็นต่างกันแบบนั้นเลย
การไม่เห็นด้วยกับพรรคส้มมีสาเหตุอื่น ไม่ใช่เพราะอยากได้เทา อยากให้ประเทศมีทุจริต หรือไปเสียประโยชน์หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล
การผลักไสให้คนเห็นต่างกับพรรคส้มกลายเป็น “คนต่อต้านความดี สนับสนุนความเลว”มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ
มันยังมีเหตุผลอย่างอื่นที่ “ไม่เห็นด้วย” กับพรรคส้ม อันเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่มีความเห็นหลากหลาย
และที่สำคัญ พรรคส้มทำพลาดด้วยตัวเองหลายครั้ง ทั้งที่ประชาชนให้โอกาสไปแล้ว
เปรียบเสมือนมีโอกาสสอบได้ แต่ทำคะแนนไม่ถึงเอง จะขอโทษแล้วขอโอกาสอีก คนที่เลือกย่อมต้องชั่งใจ
ที่สำคัญ เมื่อพรรคส้มมาเพราะกระแส ก็ต้องไปเพราะกระแส
อย่าไปว่าใครไม่เลือกพรรคส้ม ต้องถือเป็นเป็นคนชอบเทา ชอบทุจริตเลย
ที่ประชาชนกลัวมากกว่า คือ เลือกพรรคส้มแล้วทำไม่ได้ซ้ำๆ ซากๆ อีก ต่างหาก
9.มีเทา ไม่เหลือใคร
ชูวิทย์บอกว่า หากจะนับเทากับนักการเมืองจริงๆ คงไม่เหลือพรรคให้เลือก เพราะมีเทาผสมทุกพรรค
ข่าวล่าสุด ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย ของพรรคส้ม ที่ชูนโยบาย“มีเรา ไม่มีเทา”
ถูกตำรวจจับข้อหาฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเป็นกรรมการบริษัทที่มีเงินหมุนเวียนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดถึง 20,000 ล้าน
พรรคประชาชนรีบประกาศตัดออก เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สภาพแบบนี้ไม่ตัดคงไม่ได้ ยิ่งมีนโยบายเน้นปราบเทาชัดเจน
วันนี้จะไปชี้พรรคไหนว่ามีคนเทาไม่ได้เสียแล้ว เพราะเราก็มีเทา
ไปว่าเขาเทา แต่เราเทาเสียเอง ผมเคยบอกไว้แต่พลพรรคส้มไม่เชื่อผม
10.เท “ส้ม”
ชูวิทย์มองว่า “พรรคส้มถูกเท” ทั้งจากพรรคการเมืองด้วยกัน และประชาชน
พยากรณ์ไว้ว่า “พรรคประชาชนจะได้จำนวน สส. ต่ำกว่า 100”
ด้วยการเดินหมากผิดพลาด
จากผลโพล ยังมีคนไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนอีกเป็นจำนวนมาก ผลการเลือกตั้งจะบอกคุณธนาธรและพลพรรคประชาชนเอง
“กระแสได้เปลี่ยนทิศ” แล้ว
หากพรรคการเมือง คือ สินค้าชนิดหนึ่งที่ให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ดู เมื่อทดลองแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่โฆษณา จะให้ไปลองใหม่คงไม่มีแล้ว
ตอนนี้พรรคประชาชนไม่ใช่ “ของใหม่” อีกต่อไป
จะให้ประชาชนไปลองเลือกใช้อีกทั้งๆ ที่เห็นอยู่ทนโท่ว่าที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ ทำอะไรสำคัญๆ ผิดพลาดหมด
ท้ายสุด เมื่อพลาดแล้ว ก็ยังทำท่าทีว่าตัวเองไม่ผิด
แค่นี้ก็รู้แล้วว่า หากเลือกอีก ประชาชนเรียกว่า “เสียของ”
.........
ข้างต้น คือ สรุปยอดความคิดของชูวิทย์ ที่ออกมาชำแหละส้ม
จนแกนนำส้มต้องร้องขอ อย่าว่าพรรคส้มมากนัก แต่ไม่สามารถตอบโต้ชี้แจงหักล้างชูวิทย์ได้เลย
ราวกับส้มกำลังๆ คิดว่า ถึงอย่างไรประชาชนที่เคยเลือกก็จะเลือกเหมือนเดิม !?!
สุดท้าย ผลการเลือกตั้งจะให้คำตอบและบทเรียนสำคัญ
สารส้ม

บุกทลายยานรก จับชาวยิวอัพยา ภายในวิลล่าหรู กลางเกาะพะงัน
เปิดศักราชกับซีรีส์จีนฟอร์มล้ำ ! ‘Love Between Lines – เกมรักข้ามบทบาท’
‘ยูโร’ เปิดใจขอบคุณแฟนละครที่ติดตาม บทสรุป ‘ลวง’ปิดม่านสุดตราตรึงหัวใจ
สอบสินบนทองคำ ตร.ยันเดินหน้าคดีตามก.ม. ทนาย‘บิ๊กโจ๊ก’บุกร้องปปช.
เมื่อความหน้าเด็กทำคนเข้าใจผิด… ‘เจี๊ยบ พิจิตตรา’เจอคอมเมนต์ฮา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี