วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
1. การออกเสียงประชามติพร้อมวันเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการทำประชามติรอบแรกใน 3 ครั้ง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568
กำหนดว่า
รอบที่ 1ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
รอบที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร?
รอบที่ 3 ภายหลังรัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
โดยการลงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
2. เมื่อครั้งนี้ จัดทำประชามติถามแค่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?” โดยที่ยังไม่มีกรอบเนื้อหาที่แน่ชัด (เพราะร่างแนวทางเดิมที่ยังตกลงกันไม่จบนั้น ตกไปพร้อมยุบสภาแล้ว)
ก็เท่ากับว่า การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หากผ่านเห็นชอบครั้งแรกนี้ไปแล้วก็จะยังต้องทำอีก 2 ครั้ง (รวมเป็น 3 ครั้ง)
ซึ่งประชามติอีก 2 ครั้งนั้น จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเต็มๆ จะมาฝากไว้กับการจัดเลือกตั้งใหญ่เหมือนรอบแรกนี้ไม่ได้อีกแล้ว
งบประมาณดำเนินการประชามติต่ำสุดต่อครั้ง น่าจะราวๆ 3,200 ล้านบาท
จัดอีกสองครั้ง เท่ากับ 6,400 ล้านบาท
แล้วอาจยังต้องมีการจัดการเลือก ส.ส.ร. หรือรับฟังความเห็นในการยกร่าง รวมถึงการประชุมยกร่าง ก็จะมีค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยประชุม ค่าคณะทำงาน ฯลฯ ประมาณ 1,000 ล้าน
รวมแล้วประชามติอีก 2 ครั้ง คาดว่า ค่าใช้จ่ายที่ต้องล้วงเอาเงินแผ่นดินมาถลุงอีกประมาณ 7,400 ล้านบาท
สรุป รวมราคาค่าฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 นับหมื่นล้านบาท !!!
ยังไม่นับความเสียหายต่อระบบยุติธรรมและระบบตรวจสอบที่จะตามมา อาทิ หลายคดีศาลตัดสินแล้ว ผู้ถูกลงโทษนักการเมือง อาจได้รับการยกเว้น ไม่ต้องห้ามดำรงตำแหน่งอีกแล้ว ฯลฯ
3. การทำประชามติครั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจาก กฎหมายเดิม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564
ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority)
คือ ประชามติจะมีข้อยุติตามเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็น “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”
แต่คะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ
จากเดิมที่ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) หรือเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ
พูดง่ายๆ คือ วัดกันไปเลย ระหว่างเห็นชอบ กับไม่เห็นชอบ
4. ย้อนไปเมื่อครั้งประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 60 วันที่ 7 สิงหาคม 2559
ประชามติครั้งนั้น มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 29,740,677 คน (40% ของจำนวนผู้มีสิทธิ50 ล้านคน)
คำถามที่ 1 “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช … ทั้งฉบับ”
ผลปรากฏว่า เห็นชอบ 16,820,402 เสียง (61.35%)
ไม่เห็นชอบ 10,598,037 เสียง (38.65%)
คำถามที่ 2 เป็นคำถามที่อนุญาตให้มีบทเฉพาะกาล ที่ สว. มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีคำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
ผลปรากฏว่า เห็นชอบ 15,132,050 เสียง (58.07%)
ไม่เห็นชอบ 10,926,648 เสียง (41.93%)
5. ประชามติครั้งนี้ ให้เหตุผลว่า ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (แทนรัฐธรรมนูญ 60 เดิม)
อ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ผ่านการทำประชามติภายใต้อำนาจ คสช.ในบรรยากาศปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
อ้างว่า เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ได้พรากสิทธิที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่ผ่านมาเช่น สิทธิผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองในการรับข้อมูลที่เป็นความจริง, สิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย, สิทธิการมีทนายความที่รัฐจัดให้เมื่อถูกฟ้องคดี, สิทธิการได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง, สิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ รัฐมนตรี สส. สว. กกต. ป.ป.ช. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
แต่ในความเป็นจริง สิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุข การศึกษา ผู้บริโภคทั้งหลาย ถ้ารัฐบาลไหน พรรคการเมืองไหนจะทำ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้ามเลย
แทนที่จะไปกดดันให้นักการเมืองทำประโยชน์ให้ประชาชนตามที่อ้าง แต่กลับร่วมกับนักการเมืองต้องคดีตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ 60 ทั้งหลาย ที่กระสันจะได้ผลประโยชน์ทางการเมืองจากการล้มรัฐธรรมนูญ 60
นักการเมืองที่เคยถูกลงโทษจะได้อานิสงส์ทันที หากรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเหมือนรัฐธรรมนูญ 60 หรือไม่รับรองการลงโทษอันเป็นผลจากการกลไกตรวสอบตามรัฐธรรมนูญ 60
การเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิเสรีภาพหรือปากท้องอย่างที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อ
6. THE STATES TIMES ให้ข้อสังเกตน่าสนใจ ระบุว่า
“การเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิเสรีภาพหรือปากท้องอย่างที่พยายามโฆษณา
แต่คือการพยายาม “สอดไส้” วาระการเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันฯ โดยใช้ประเด็นทางสังคมเป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมาย
ท่ามกลางกระแสการรณรงค์ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งที่สังคมต้องรู้เท่าทัน คือ “ยุทธวิธีเบี่ยงเบน” ที่หยิบยกประเด็นทางสังคมขึ้นมาบังหน้า เพื่อกรุยทางไปสู่การแก้ไขโครงสร้างสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงของสถาบันหลัก
1. มาตรา 112 (กฎหมายอาญา) กับ รัฐธรรมนูญ: ความเชื่อมโยงที่ไม่อาจแยกขาด
แม้มาตรา 112 จะบรรจุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา แต่ในทางพฤตินัยนั้น กฎหมายฉบับนี้คือ “ปราการด่านแรก” ที่รองรับหลักการใน รัฐธรรมนูญ หมวด 2มาตรา 6 ที่ว่าด้วยสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์ซึ่งผู้ใดจะละเมิดมิได้
หากสามารถระบุเรื่อง “เสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์” ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้สำเร็จ กฎหมายลูกอย่างมาตรา 112 ก็จะสิ้นสภาพหรือต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยายตามหลักกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้
ก่อนหน้านี้ การเสนอแก้ไข 112 (หรือเลิก) โดยตรง ถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” จนนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ยุทธศาสตร์จึงถูกเปลี่ยนจากการปะทะตรงๆ ไปสู่การ “รื้อโครงสร้างใหญ่” แทน
2. ยุทธศาสตร์ “เบี่ยงประเด็น” และการใช้ตัวแทน (Proxy)
เมื่อไม่สามารถชูนโยบายแก้ไข 112 ได้อย่างเปิดเผย กลุ่มเคลื่อนไหวจึงปรับกระบวนยุทธ์ใหม่ผ่าน 3 ช่องทางหลัก:
การนิรโทษกรรม: เปลี่ยนจากการแก้กฎหมาย มาเป็นการล้างผิดให้ผู้ต้องหาคดี 112ในนามของความปรองดอง
การใช้เครือข่ายภาคประชาชน: ใช้กลุ่มนักวิชาการและองค์กรอย่าง iLaw เป็นตัวหน้าในการรณรงค์ “เขียนใหม่ทั้งฉบับ” เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมือง
การขยายฐานแนวร่วม (Moral High Ground): นำประเด็นเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศ การทำแท้งเสรี หรือการยกเลิกกฎหมายที่กระทบต่ออาชีพSex Worker มาเป็น “ตัวล่อ” เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่และกลุ่มหลากหลายทางสังคมให้มาร่วมลงชื่อ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันล้าหลังและขัดขวางจริยธรรมสมัยใหม่
3. เป้าหมายสูงสุด คือ ทุบโครงสร้าง หมวด 1 และ หมวด 2
สิ่งที่กลุ่มรณรงค์พยายามปกปิด คือ ความต้องการที่จะเข้าไปจัดการกับ หมวด 1(บททั่วไป) และ หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปกครอง
แยกสถาบันออกจากความมั่นคง: หากเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้สถาบันกษัตริย์แยกขาดจากความมั่นคงของรัฐ จะทำให้การจำกัดพระราชอำนาจทำได้ง่ายขึ้น
การอ้างว่ารัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทั้งฉบับ คือความพยายามเปิดช่องให้มีการแตะต้องหมวดที่เดิมที่เป็นข้อตกลงร่วมกันของสังคมว่า “จะไม่ยุ่งเกี่ยว” เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการปกครองในเชิงโครงสร้างอย่างถาวร
และเอาจริงๆ แล้ว เราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้รายมาตรา โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาท...”
7. คุณ Withawatt Cozy Tansuhaj ให้ความเห็นน่าสนใจ ระบุว่า
“เห็นแฟนคลับบางพรรคฝั่งอนุรักษ์นิยมกำลังพยายามบิดว่าให้เลือกพรรคที่ไม่เอายกเลิกรัฐธรรมนูญ ๖๐
อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ
เพราะวันเลือกตั้งมันแยกอยู่แล้ว บัตรสองใบแรกคือเราจะเลือกพรรคไหนไปเป็นรัฐบาล ไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ
อีกใบจะยกเลิกรัฐธรรมนูญอันเก่าแล้วร่างใหม่หรือไม่
คือ ถ้าเสียงประชามติออกมาไม่ยกเลิกมากกว่ายกเลิก ต่อให้ทุกพรรคที่หาเสียงว่าจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๖๐ รวมได้ สส. เกินครึ่งหรือทั้งหมด ก็ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปนะครับ ยกเลิกไม่ได้ เพราะผลประชามติออกมาว่าไม่ยกเลิก
ดังนั้น ไม่เกี่ยวเลยว่าจะต้องเลือกพรรคที่ไม่เอายกเลิกรัฐธรรมนูญเท่านั้น จะเลือกพรรคไหนก็ได้ เลือกภูมิใจไทย หรือ ปชป. แต่กาไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่มีปัญหาเขาไม่ได้ห้าม สองใบแรกเราเลือกคนไปทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่
เป็นการบิดเบือนหาเสียงที่แย่นะครับ ถ้าพูดตรงตรง”
7. กล่าวโดยสรุป
ถ้าประชาชนไม่เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับก็ไม่ต้องไปสนใจว่าพรรคการเมืองไหนว่ามีความเห็นอย่างไร สามารถกากบาทช่อง “ไม่เห็นชอบ” โดยไม่ลังเล
ถ้าผลประชามติไม่ผ่าน การจะเขียนใหม่ทั้งฉบับ หรือล้มรัฐธรรมนูญ 60ก็จบสิ้นกันเสียที
แต่ถ้าประชามติผ่าน ก็เป็นหน้าที่ของ สส. สว. (และยังมีประชามติอีก 2 ครั้ง)
ซึ่งนายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคภูมิใจไทย โพสต์ชี้แจงยืนยันแนวทางเจตนาเดิมของพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ
ยืนยันว่า แนวทางของพรรคภูมิใจไทย จะไม่ใช่การเซ็นเช็คเปล่า ที่ใครจะไปแก้ไขใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน และการทำงานขององค์กรอิสระ
สารส้ม

ไทรโยคระอุ! ‘ไฟไหม้สวนมะพร้าว-ไร่อ้อย’ ปะทุพร้อมกัน 3 จุด-วอดนับร้อยไร่
รถชนต้องผ่ามดลูกก่อนจริงมั้ย? ‘ปอย ตรีชฎา’ แสดงจุดยืนหนุนเปลี่ยนคำนำหน้าให้ตรงเพศสภาพ
หนุ่ม ๆตาค้าง ‘เบียร์ เดอะวอยช์’ เซ็กซี่ขยี้ใจในชุดว่ายน้ำตัวจิ๋ว
ถอดบทเรียนสงครามอิหร่าน นันทิวัฒน์ เตือนสติไทย! ชี้มีฐานทัพต่างชาติคือเป้านิ่ง เสี่ยงถูกทิ้ง
'บอย อนุวัฒน์'หิวแค่ไหนก็ต้องรอจนกว่าคุณภรรยา'เจี๊ยบ พิจิตตรา'ถ่ายรูปได้ช็อตเป๊ะ!ทั้งโต๊ะ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี