วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
1. การออกเสียงประชามติพร้อมวันเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการทำประชามติรอบแรกใน 3 ครั้ง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568
กำหนดว่า
รอบที่ 1ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
รอบที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร?
รอบที่ 3 ภายหลังรัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
โดยการลงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
2. เมื่อครั้งนี้ จัดทำประชามติถามแค่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?” โดยที่ยังไม่มีกรอบเนื้อหาที่แน่ชัด (เพราะร่างแนวทางเดิมที่ยังตกลงกันไม่จบนั้น ตกไปพร้อมยุบสภาแล้ว)
ก็เท่ากับว่า การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หากผ่านเห็นชอบครั้งแรกนี้ไปแล้วก็จะยังต้องทำอีก 2 ครั้ง (รวมเป็น 3 ครั้ง)
ซึ่งประชามติอีก 2 ครั้งนั้น จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเต็มๆ จะมาฝากไว้กับการจัดเลือกตั้งใหญ่เหมือนรอบแรกนี้ไม่ได้อีกแล้ว
งบประมาณดำเนินการประชามติต่ำสุดต่อครั้ง น่าจะราวๆ 3,200 ล้านบาท
จัดอีกสองครั้ง เท่ากับ 6,400 ล้านบาท
แล้วอาจยังต้องมีการจัดการเลือก ส.ส.ร. หรือรับฟังความเห็นในการยกร่าง รวมถึงการประชุมยกร่าง ก็จะมีค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยประชุม ค่าคณะทำงาน ฯลฯ ประมาณ 1,000 ล้าน
รวมแล้วประชามติอีก 2 ครั้ง คาดว่า ค่าใช้จ่ายที่ต้องล้วงเอาเงินแผ่นดินมาถลุงอีกประมาณ 7,400 ล้านบาท
สรุป รวมราคาค่าฉีกรัฐธรรมนูญ 2560 นับหมื่นล้านบาท !!!
ยังไม่นับความเสียหายต่อระบบยุติธรรมและระบบตรวจสอบที่จะตามมา อาทิ หลายคดีศาลตัดสินแล้ว ผู้ถูกลงโทษนักการเมือง อาจได้รับการยกเว้น ไม่ต้องห้ามดำรงตำแหน่งอีกแล้ว ฯลฯ
3. การทำประชามติครั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจาก กฎหมายเดิม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564
ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority)
คือ ประชามติจะมีข้อยุติตามเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็น “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ”
แต่คะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ
จากเดิมที่ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) หรือเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ
พูดง่ายๆ คือ วัดกันไปเลย ระหว่างเห็นชอบ กับไม่เห็นชอบ
4. ย้อนไปเมื่อครั้งประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 60 วันที่ 7 สิงหาคม 2559
ประชามติครั้งนั้น มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 29,740,677 คน (40% ของจำนวนผู้มีสิทธิ50 ล้านคน)
คำถามที่ 1 “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช … ทั้งฉบับ”
ผลปรากฏว่า เห็นชอบ 16,820,402 เสียง (61.35%)
ไม่เห็นชอบ 10,598,037 เสียง (38.65%)
คำถามที่ 2 เป็นคำถามที่อนุญาตให้มีบทเฉพาะกาล ที่ สว. มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีคำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
ผลปรากฏว่า เห็นชอบ 15,132,050 เสียง (58.07%)
ไม่เห็นชอบ 10,926,648 เสียง (41.93%)
5. ประชามติครั้งนี้ ให้เหตุผลว่า ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (แทนรัฐธรรมนูญ 60 เดิม)
อ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ผ่านการทำประชามติภายใต้อำนาจ คสช.ในบรรยากาศปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
อ้างว่า เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ได้พรากสิทธิที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่ผ่านมาเช่น สิทธิผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองในการรับข้อมูลที่เป็นความจริง, สิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย, สิทธิการมีทนายความที่รัฐจัดให้เมื่อถูกฟ้องคดี, สิทธิการได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง, สิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ รัฐมนตรี สส. สว. กกต. ป.ป.ช. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
แต่ในความเป็นจริง สิทธิประโยชน์ด้านสาธารณสุข การศึกษา ผู้บริโภคทั้งหลาย ถ้ารัฐบาลไหน พรรคการเมืองไหนจะทำ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้ามเลย
แทนที่จะไปกดดันให้นักการเมืองทำประโยชน์ให้ประชาชนตามที่อ้าง แต่กลับร่วมกับนักการเมืองต้องคดีตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ 60 ทั้งหลาย ที่กระสันจะได้ผลประโยชน์ทางการเมืองจากการล้มรัฐธรรมนูญ 60
นักการเมืองที่เคยถูกลงโทษจะได้อานิสงส์ทันที หากรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเหมือนรัฐธรรมนูญ 60 หรือไม่รับรองการลงโทษอันเป็นผลจากการกลไกตรวสอบตามรัฐธรรมนูญ 60
การเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิเสรีภาพหรือปากท้องอย่างที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อ
6. THE STATES TIMES ให้ข้อสังเกตน่าสนใจ ระบุว่า
“การเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิเสรีภาพหรือปากท้องอย่างที่พยายามโฆษณา
แต่คือการพยายาม “สอดไส้” วาระการเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันฯ โดยใช้ประเด็นทางสังคมเป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมาย
ท่ามกลางกระแสการรณรงค์ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งที่สังคมต้องรู้เท่าทัน คือ “ยุทธวิธีเบี่ยงเบน” ที่หยิบยกประเด็นทางสังคมขึ้นมาบังหน้า เพื่อกรุยทางไปสู่การแก้ไขโครงสร้างสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงของสถาบันหลัก
1. มาตรา 112 (กฎหมายอาญา) กับ รัฐธรรมนูญ: ความเชื่อมโยงที่ไม่อาจแยกขาด
แม้มาตรา 112 จะบรรจุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา แต่ในทางพฤตินัยนั้น กฎหมายฉบับนี้คือ “ปราการด่านแรก” ที่รองรับหลักการใน รัฐธรรมนูญ หมวด 2มาตรา 6 ที่ว่าด้วยสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์ซึ่งผู้ใดจะละเมิดมิได้
หากสามารถระบุเรื่อง “เสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์” ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้สำเร็จ กฎหมายลูกอย่างมาตรา 112 ก็จะสิ้นสภาพหรือต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยายตามหลักกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้
ก่อนหน้านี้ การเสนอแก้ไข 112 (หรือเลิก) โดยตรง ถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” จนนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ยุทธศาสตร์จึงถูกเปลี่ยนจากการปะทะตรงๆ ไปสู่การ “รื้อโครงสร้างใหญ่” แทน
2. ยุทธศาสตร์ “เบี่ยงประเด็น” และการใช้ตัวแทน (Proxy)
เมื่อไม่สามารถชูนโยบายแก้ไข 112 ได้อย่างเปิดเผย กลุ่มเคลื่อนไหวจึงปรับกระบวนยุทธ์ใหม่ผ่าน 3 ช่องทางหลัก:
การนิรโทษกรรม: เปลี่ยนจากการแก้กฎหมาย มาเป็นการล้างผิดให้ผู้ต้องหาคดี 112ในนามของความปรองดอง
การใช้เครือข่ายภาคประชาชน: ใช้กลุ่มนักวิชาการและองค์กรอย่าง iLaw เป็นตัวหน้าในการรณรงค์ “เขียนใหม่ทั้งฉบับ” เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมือง
การขยายฐานแนวร่วม (Moral High Ground): นำประเด็นเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศ การทำแท้งเสรี หรือการยกเลิกกฎหมายที่กระทบต่ออาชีพSex Worker มาเป็น “ตัวล่อ” เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่และกลุ่มหลากหลายทางสังคมให้มาร่วมลงชื่อ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันล้าหลังและขัดขวางจริยธรรมสมัยใหม่
3. เป้าหมายสูงสุด คือ ทุบโครงสร้าง หมวด 1 และ หมวด 2
สิ่งที่กลุ่มรณรงค์พยายามปกปิด คือ ความต้องการที่จะเข้าไปจัดการกับ หมวด 1(บททั่วไป) และ หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปกครอง
แยกสถาบันออกจากความมั่นคง: หากเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้สถาบันกษัตริย์แยกขาดจากความมั่นคงของรัฐ จะทำให้การจำกัดพระราชอำนาจทำได้ง่ายขึ้น
การอ้างว่ารัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทั้งฉบับ คือความพยายามเปิดช่องให้มีการแตะต้องหมวดที่เดิมที่เป็นข้อตกลงร่วมกันของสังคมว่า “จะไม่ยุ่งเกี่ยว” เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการปกครองในเชิงโครงสร้างอย่างถาวร
และเอาจริงๆ แล้ว เราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้รายมาตรา โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาท...”
7. คุณ Withawatt Cozy Tansuhaj ให้ความเห็นน่าสนใจ ระบุว่า
“เห็นแฟนคลับบางพรรคฝั่งอนุรักษ์นิยมกำลังพยายามบิดว่าให้เลือกพรรคที่ไม่เอายกเลิกรัฐธรรมนูญ ๖๐
อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ
เพราะวันเลือกตั้งมันแยกอยู่แล้ว บัตรสองใบแรกคือเราจะเลือกพรรคไหนไปเป็นรัฐบาล ไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ
อีกใบจะยกเลิกรัฐธรรมนูญอันเก่าแล้วร่างใหม่หรือไม่
คือ ถ้าเสียงประชามติออกมาไม่ยกเลิกมากกว่ายกเลิก ต่อให้ทุกพรรคที่หาเสียงว่าจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๖๐ รวมได้ สส. เกินครึ่งหรือทั้งหมด ก็ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปนะครับ ยกเลิกไม่ได้ เพราะผลประชามติออกมาว่าไม่ยกเลิก
ดังนั้น ไม่เกี่ยวเลยว่าจะต้องเลือกพรรคที่ไม่เอายกเลิกรัฐธรรมนูญเท่านั้น จะเลือกพรรคไหนก็ได้ เลือกภูมิใจไทย หรือ ปชป. แต่กาไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่มีปัญหาเขาไม่ได้ห้าม สองใบแรกเราเลือกคนไปทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่
เป็นการบิดเบือนหาเสียงที่แย่นะครับ ถ้าพูดตรงตรง”
7. กล่าวโดยสรุป
ถ้าประชาชนไม่เห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับก็ไม่ต้องไปสนใจว่าพรรคการเมืองไหนว่ามีความเห็นอย่างไร สามารถกากบาทช่อง “ไม่เห็นชอบ” โดยไม่ลังเล
ถ้าผลประชามติไม่ผ่าน การจะเขียนใหม่ทั้งฉบับ หรือล้มรัฐธรรมนูญ 60ก็จบสิ้นกันเสียที
แต่ถ้าประชามติผ่าน ก็เป็นหน้าที่ของ สส. สว. (และยังมีประชามติอีก 2 ครั้ง)
ซึ่งนายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคภูมิใจไทย โพสต์ชี้แจงยืนยันแนวทางเจตนาเดิมของพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ
ยืนยันว่า แนวทางของพรรคภูมิใจไทย จะไม่ใช่การเซ็นเช็คเปล่า ที่ใครจะไปแก้ไขใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน และการทำงานขององค์กรอิสระ
สารส้ม

องคมนตรีเปิดอาคารสถานีวิจัยฯ‘โครงการหลวงโนนดินแดง’ ขับเคลื่อนเกษตรพื้นที่ราบสูงบุรีรัมย์
'กกต.'ยันแก้ไขข้อมูลเอกสารผู้สมัคร สส.-พรรคเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรถูกต้องแล้ว
'นายกฯ'ลงจุดเกิดเหตุเครนมรณะ จี้เยียวยาหลักล้าน ด้าน บ.ก่อสร้าง ยอมรับผิด-เยียวยาเต็มที่
อย่าให้คนไทยตายฟรี! 'ดร.เอ้ สุชัชวีร์' จี้ 5 คำถามรัฐ ปมเครนถล่ม-คอร์รัปชัน
'จักรภพ'ย้ำประเทศไทยต้องหาหุ้นส่วน หาแนวร่วมปราบทุนเทา จี้เปิดชื่อนักการเมืองเอี่ยวทุนเทา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี