วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
“ยังเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้งการโฆษณาหาเสียงกำลังดำเนินไปอย่างสุดขีด ข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ผาดโผนอย่างหาที่เปรียบได้ยาก นักการเมืองคนโน้นถูกจับ เพราะกล่าวใส่ร้ายรัฐบาล นักการเมืองคนนี้ถูกค้นบ้านฐานสงสัยว่าจะเป็นกบฏ”
“คนที่อยู่ในตำแหน่งสูงเคยขึ้นแต่รถยนต์ก็ออกเดินตามถนนหาเสียง คนที่ไม่เคยขี่รถยนต์ก็กลับมีรถยนต์ขี่ เพื่อออกหาเสียงให้แก่เจ้าของรถ ผู้ใหญ่ต้องกระพุ่มมือไหว้เด็ก เด็กคอยยกมือรับไหว้ผู้ใหญ่ ธนบัตรปลิวว่อนเหมือนใบไม้ นักการพนันกำลังสนุก ประชาชนตื่นเต้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งยอมเป็นทุกอย่างแม้แต่สุนัข ข้อสำคัญ ขอให้ได้รับเลือกเป็น สส.”
สองย่อหน้าที่ยกมานั้น เป็นบรรยากาศการเลือกตั้งจากเรื่องสั้นของ“ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” เรื่อง“น้ำตานักการเมือง”ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ“รวมเรื่องสั้น-คึกฤทธิ์ ปราโมช” ซึ่งได้สะท้อนภาพการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อ 50-60 ปีก่อน และวันนี้แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่บริบทก็ยังเหมือนเดิม คือ นักการเมืองสามารถทำได้ทุกอย่างขอให้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เท่านั้น
และถ้าจะว่าไปแล้ว สมัยนี้หนักยิ่งกว่าสมัยก่อน เพราะผู้สมัคร สส.ถูกตำรวจจับจริง ไม่ใช่ข้อหากบฏแต่เป็นผู้ต้อง“ทุนเทา” ซึ่งเป็นอาชญากร“ฟอกเงินยาเสพติด” และเจ้าของ“พนันออนไลน์” ส่วนธนบัตรที่ปลิวว่อนก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะราคาค่าหัวในการซื้อเสียงใน พ.ศ.นี้แพงยิ่งกว่าราคาทองคำ
อีก 13 วันถัดจากวันนี้เป็นต้นไป ก่อนจะมีการเลือตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า การหาเสียงของนักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ จะยิ่งเข้มข้นขึ้น ไม่เพียงแต่จะกล่าวหาโจมตีพรรคคู่แข่งราวกับว่า“ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ”กันอีกแล้วเท่านั้น นโยบายประชานิยม“ลดแลกแจกแถม”เพื่อจูงใจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คงจะงัดทีเด็ดออกมาสู้กัน โดยที่ไม่ได้ควักกระเป๋าของตนเองแจก แต่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชนแจก
พรรคเพื่อไทย โดย“ทักษิณ ชินวัตร”เคยพูดไว้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 ในรายการ“CARE Talk” ช่วงที่เป็นสัมภเวสีหนีโทษจากคดีทุจริตโกงบ้านกินเมืองอยู่ในต่างแดนเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจว่า“ต้องเติมเศรษฐกิจให้แข็งแรง เสริมสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแรงทำอะไรที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เอาเงินไปจ่าย เอาเงินไปแจก ไปอะไรเนี่ย ผมว่าปัญญาอ่อน ถ้ามีปัญญาเขาไม่แจก เขาจะใช้วิธีการที่สร้างเศรษฐกิจ ใช้เงินไปสร้างเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจมันแข็งแรง”
ปรากฏว่าในสมัยรัฐบาล“แพทองธาร ชินวัตร” รัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 2 แสนล้านบาทที่ถูกล้างผลาญโดยพรรคเพื่อไทยจากโครงการ“แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท” รวม 2 เฟส โดยที่ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น จากการตั้งเป้าว่า เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิด“4 พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” แต่สุดท้ายก็กลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยเปล่าประโยชน์
มาคราวนี้ก็อีหรอบเดิม พรรคเพื่อไทยใช้นโยบาย“ปัญญาอ่อน”แบบ“ทักษิณคิด-เพื่อไทยทำ”เหมือนเดิม เพื่อล่อชาวบ้านให้มาลงคะแนนเสียงเลือกพรรคเพื่อไทย จากโครงการที่เพิ่งจะโฆษณาชวนเชื่อ“สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ9 คน”ด้วยการแจกเงินประชาชนคนละ 1 ล้านบาททุกวัน โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เปิดเผยระหว่างการปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา และกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ว่าเป็นนโยบาย“ประชานิยม”ที่นำเงินภาษีมาแจกเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
รายละเอียดของนโยบาย“ปัญญาอ่อน”นี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้เปิดเผยบนเวทีปราศรัยว่า จะมีประชาชน 5 กลุ่มได้รับสิทธิ์รวยวันละ 9 คน โดย 4 คนมาจากประชาชนกลุ่มแรก อันประกอบด้วย 1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 2.กลุ่มคนเสียสละเพื่องานสาธารณประโยชน์ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรืออสม. และอาสากู้ภัย 3.ทหารผ่านศึก ที่ขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 4.ประชาชนที่ยื่นภาษีเงินได้ ส่วนอีก 5 คนจะเป็นประชาชนผู้บริโภค ที่ใช้จ่ายซื้อของกับร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและมีการออกใบเสร็จรับเงิน โดยรัฐบาลจะสุ่มจากใบเสร็จขึ้นมาเพื่อให้ได้คนละหนึ่งล้านบาท รวมเป็นทั้งหมด 9 คนต่อวัน ทั้งนี้ นายจุลพันธ์กล่าวว่า นโยบายนี้จะทำให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี
ถ้าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล นโยบาย“สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” แจกคนละ 1 ล้านบาท”นี้งบประมาณแผ่นดินจะต้องถูกนำไปถลุงปีละประมาณ 3.28 พันล้านบาท หรือ 3,285 ล้านบาท โดยที่ไม่ได้รวมกับนโยบายต่างๆ ทั้งหมด 57 นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แจ้งต่อ กกต. ว่าในระยะเวลา 4 ปี ต้องใช้วงเงินทั้งสิ้น 243,300 ล้านบาท
และนโยบาย“สร้างเศรษฐีเงินล้าน”ของพรรคเพื่อไทยที่ว่านี้ อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 57 แห่ง พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อีกก็เป็นได้ เพราะได้มีการกำหนดไว้ว่า การหาเสียงสำหรับนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินจะต้องแจกแจงที่มาของเงิน วงเงิน ความคุ้มค่า ผลกระทบและความเสี่ยงต่อ กกต. ก่อนโฆษณาหาเสียง โดยที่นโยบายนี้ไม่ได้รวมอยู่ใน 57 นโยบายดังกล่าว เนื่องจากเป็นการ“ด้นสด” หรือ “มั่วนิ่ม” เพื่อยกขึ้นมาหาเสียงแข่งกับนโยบาย“หวยใบเสร็จ”ของพรรคประชาชน
อย่างไรก็ดี การชูนโยบายของพรรคการเมืองในลักษณะลดแลกแจกแถมนี้ รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวไว้ว่า ท้ายที่สุดจะเป็นภาระของคนไทยทุกคน เนื่องจากต้องมีการจัดเก็บภาษีอากรเพื่อนำมาเป็นงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มที่นักการเมืองหลายพรรคมีแนวคิดจะดำเนินการ แต่มิได้ประกาศเป็นนโยบายเพื่อให้ประชาชนรับทราบในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการทะยานสูงขึ้น ส่งผลให้คนทั้งประเทศได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง
สุดท้ายแล้ว นโยบายประชานิยมนั้น เปรียบเหมือน“มะเร็งร้าย”ที่เคยทำให้ประเทศต่างๆ วิบัติฉิบหายมาแล้ว เช่นประเทศอาร์เจนตินาในยุคประธานาธิบดี“ฮวน เปรอง” เป็นตัวอย่าง “เงินเฟ้อสูง-หนี้สาธารณะท่วม” เป็นผลให้เงินสำรองของประเทศถูกถลุงจนเกลี้ยง หรือแม้แต่เวเนซุเอลา กรีซ และศรีลังกา ที่ปัญญาประดิษฐ์อย่าง“AI”ก็รู้ว่าประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจพังพินาศเพราะ“นโยบายประชานิยม”อันเป็นนโยบายสิ้นคิดของนักการเมืองและพรรคการเมืองปัญญาอ่อนมาแล้วทั้งสิ้น
ทำไปทำมานโยบาย“สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน”ก็คือ นโยบายปัญญาอ่อน ของ“ระบบทักษิโณมิกส์”ซึ่งนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในคุกเป็นต้นคิดนั่นเอง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว
ขุนพลเพื่อไทยบุกเมืองพญาแล 'จุลพันธ์' ปูพรมปราศรัยตั้งเป้ากวาด สส.ชัยภูมิ ยกจังหวัด
ณัฐวุฒิ จัดหนักฟาด สรัสนันท์ ทิ้งพท.ไปภท.ปลุกคนขอนแก่นสั่งสอน เลือก 'ณัฐพล'เป็นสส.แทน
ซึ้งทั้งไทม์ไลน์! ข้อความจากใจ ตูน บอดี้สแลม ถึงภรรยาผู้เป็นทุกอย่าง
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะบุคคลต่าง ๆ เฝ้าฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี