วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
นักการเมืองส้มเน่าเข้าที่ไหนก็วงแตก ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”เจ้าของฉายา “โรจน์ ตาเหลือก” ตัวตึงและผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาชน หวุดหวิดจะถูก รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครักชาติ สอนมวยด้วยวิชา“มวยไชยา”อันเป็นศิลปะมวยไทย กลางรายการดีเบต“TheStandardDebate”
เพราะ“โรจน์ ตาเหลือก”ตัวตึงตัวป่วนของพรรคส้ม นอกจากจะหยามหมิ่นอาจารย์เจษฎ์ โทณะวณิก ยังเกี่ยวโยงไปถึงการลบหลู่ดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจากกรณีที่อาจารย์เจษฎ์ได้ไปรำดาบต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อไม่กี่วันก่อน
เหตุแห่งการดีเบตที่เกือบจะกลายเป็นรายการ“มวยคู่เอก” ครั้งนี้เริ่มจาก“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”ไปแขวะอาจารย์เจษฎ์ โทณะวณิก และต่อเนื่องมาถึงคำพูดนี้ “เมื่อกี้อาจารย์เจษฎ์บอกว่าเห็นตัวตนของผม ตัวตนของผมก็เป็นอย่างนี้ ผมไม่ต้องไปรำ ผมไม่ต้องไปไหว้”
อาจารย์เจษฎ์ โทณะวณิก ซึ่งมีวิชา“มวยไชยา” จากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการร่ำเรียนมาสวนกลับทันทีว่า “พูดอย่างนี้ ระวังจะโดน คุณรู้ไหมที่ผมไปรำต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถ้าคุณจะเเขวะ เเขวะเรื่องอื่นเพราะที่คุณเเขวะ คุณกำลังเเขวะการถวายสักการะ เเละการที่ผมถวายความจงรักภักดีต่อบูรพมหากษัตริย์ คุณพูดเรื่องอื่นได้ คุณจะว่าผมไปเต้น ไม่เป็นไรคุณจะว่าผมหมุนร่ม ไม่เป็นไร แต่คุณพูดเรื่องรำดาบเนี่ย ผมเป็นศิษย์มีครู ผมถวายความจงรักภักดีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”
อย่างไรก็ตาม ดีว่าผู้จัดรายการดีเบตของ“TheStandard”มาห้ามทัพไว้ก่อน และฝ่าย“วิโรจน์ ตาเหลือก”ซึ่งเก่งแต่ปากก็ไม่กล้าปะทะ จึงทำให้“มวยคู่เอก”กลางเวทีดีเบตหาเสียงเลือกตั้งไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ อาจารย์เจษฎ์โทณะวณิก ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้อีกครั้งกับ“แนวหน้าข่าวเที่ยง”เมื่อวันที่ 21 มกราคมวานนี้ โดยตอบคำถามที่ว่า“นาทีนั้นรู้สึกโกรธหรือไม่” ดังรายละเอียดที่ยกมาสองย่อหน้าถัดจากนี้
“เรื่องนี้ต้องบอกว่าทำให้ผมขึ้นได้ คือเมื่อคราวที่ผมบอกว่า ถ้าคุณช่อ (พรรณิการ์ วานิช) เป็นผู้ชายผมท้าต่อยคุณช่อเลย ผมถูกสอนให้เคารพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และผมก็ปฏิบัติ ถ้าใครมาพูดไม่ดีกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หรือมาใช้คำพ่อคำแม่ใส่ผม ยิ่งโดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักมักคุ้นกับผม ผมจะของขึ้น เหมือนพูดเรื่องบูรพมหากษัตริย์ ผมจะของขึ้น”
“เพราะฉะนั้น ความใจเย็นก็มีขีดจำกัด ถามว่าผมโมโหมั้ย ผมก็โมโหนะ แต่ผมก็พยายามสะกดข่มไว้ ผมไม่ลงมือก่อนหรอก ผมก็นั่งดูเหมือนกันว่า คุณวิโรจน์จะเอายังไง แต่ถ้าท้ากันเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ สมมุติว่า พอผมถามว่า คุณเอาหรือเปล่า ถ้าคุณวิโรจน์บอกได้เลย อันนี้คือท้าต่อยกันแล้วคุณรับ อันนี้อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ต่อยแน่”
สรุปก็คือ ถ้า“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”เป็นคนประเภท“ปากกล้าขาไม่สั่น” ข่าวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรครักชาติ กับ ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ“ตัวตึง”ของพรรคส้ม ก็จะกลายเป็น
“มวยคู่เอก”พลีชีพการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้ากลางเวทีดีเบต และก็คงจะเป็นข่าว“กระฉ่อนโลก”ให้วิพากษ์วิจารณ์กันไม่รู้จบ รวมทั้งยังจะเป็นบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 93 ปี นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง สส.แบบทางอ้อมครั้งแรกในปี 2476 อีกด้วย
นอกจากนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ คือ เมื่อวันที่ 21 มกราคมวานนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่
เรื่องนี้ค้างคามาจากสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี“แพทองธาร ชินวัตร”เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีในขณะนั้น ถูกสมาชิกวุฒิสภาร้องว่า ได้ใช้อำนาจแทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ จนถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามคำร้อง เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นใด ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองคนมีการสั่งการหรือเข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ใน“คดีฮั้ว สว.” ที่ดีเอสไอดำเนินการแต่อย่างใด
ทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่องเปรียบเสมือน“ข้าเก่าเต่าเลี้ยง”ของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร จึงถือว่าโชคดีกว่าบุคคลอื่นๆก่อนหน้านี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีเรื่องราวปรากฏให้เห็นตลอดมาว่า ใครก็ตามที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือทอดตัวรับใช้“ทักษิณ”และตระกูลชินวัตร มักจะมีผลลงเอยที่ไม่สวยงาม แม้แต่“แพทองธาร ชินวัตร”ทายาทผู้“สืบสันดาน”ของ“ทักษิณ”ก็ยังไม่มีข้อยกเว้น จากการถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะขาดคุณสมบัติ ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณี“คลิปอัปยศ” จากการสนทนาทางโทรศัพท์กับ“ฮุนเซน”ทรราชเขมร
นับเป็นสองแม่ทัพใหญ่ของ“ทักษิณ ชินวัตร”ที่ชักธงรบกับ “สว.สายสีน้ำเงิน”แห่งบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แล้วรอดตายทั้งคู่ หาไม่เช่นนั้น ทั้ง“ภูมิธรรมเวชยชัย” และ“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ยังอาจจะต้องพบกับชะตากรรมที่ต่อเนื่องไปถึงการถูก“ประหารชีวิตทางการเมือง” ด้วยการถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

หมอเดชา ชี้ คนยิวเข้ามาอยู่ในไทย 4 แสนคนแค่เริ่มต้น จี้งัดมาตรการปลอดภัยไว้ก่อน
ปมค่าน้ำ-ค่าไฟลุกลาม พี่ชายคว้ามีดทำร้ายน้องสาหัส หลังถูกประชดปิดเบรกเกอร์ใส่
อดีตบิ๊กข่าวกรอง กระตุกรัฐบาล รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยไม่เห็นแก่นายทุน
รวบสาวรัสเซียเปิดคลินิกเถื่อน รับฉีดเสริมความงามในคอนโดพัทยา
สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุฯเตือน ทั่วไทยระวังพายุฤดูร้อน ฟ้าผ่า ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี