วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
สำหรับชาติไทยนั้น บอกได้เลยว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างชาติ สร้างแผ่นดิน และต่อสู้เพื่อปกปักรักษาชาติให้ยืนยงคงอยู่ ให้ลูกหลานไทยทั้งหลายได้มีถิ่นกำเนิดที่น่าภาคภูมิใจ ได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีมาจนถึงทุกวันนี้
จึงถือว่าองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระประมุขผู้นำสูงสุดของชาติ รวมไปถึงราชวงศ์ที่รวมเรียกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งก็เป็นเรี่องที่มีมาแต่อดีตกาลแล้ว
การคุ้มครองพระมหากษัตริย์แต่ดั้งเดิมนั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่การมีขุนศึกคู่พระองค์ผู้เป็นทหารที่มีความสามารถในการรบ ซึ่งเปลี่ยนผ่านมาจนเป็นรูปแบบของทหารรักษาพระองค์ เพื่อปกป้องพระองค์ให้ปลอดภัย
แต่เนื่องจากการคุ้มครองนั้นต้องครอบคลุมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพระองค์ท่าน จึงต้องมีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์และสถาบันด้วย ซึ่งกฎหมายนี้เริ่มมีมาตั้งแต่อาณาจักรอยุธยา
เริ่มต้นจากการมีกฎหมายที่เรียกว่ากฎมณเฑียรบาลซึ่งถูกตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาในแต่ละสมัยของพระเจ้าแผ่นดิน และถูกใช้มาจนถึงต้นอาณาจักรรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้าฯให้ตรากฎหมายใหม่ขึ้นที่เรียกว่ากฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นกฎหมายที่สะท้อนความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ทางด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของไทยได้เป็นอย่างดี
ในกฎหมายตราสามดวงนี้ ได้มีการกำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของกลุ่มคนในสังคมที่เรียกว่าระดับศักดินา โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือชนชั้นปกครองและชนชั้นผู้ถูกปกครอง
ในกลุ่มชนชั้นปกครองนั้นพระมหากษัตริย์ ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครอง ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ แต่ถึงแม้พระองค์จะมีพระราชอำนาจเป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งปวง แต่พระมหากษัตริย์ไทยก็ทรงปกครองบ้านเมืองโดยยึดหลักทศพิธราชธรรมมาแต่โบราณกาล
กลุ่มชนชั้นผู้ถูกปกครองหมายถึงไพร่และทาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมเป็นสามัญชนทั่วไป มีการบังคับให้ไพร่ต้องอยู่ใต้สังกัดมูลนาย มีฐานะเป็นสมบัติของมูลนาย และอยู่ในหมวดทรัพย์สินของมูลนาย เช่นเดียวกับทาส ผู้ใดลักพาไพร่ของมูลนายไปถือเป็นความผิดต้องรับโทษ โดยไพร่นั้นมีอยู่ ๒ ประเภทได้แก่ ไพร่หลวงและไพร่สม ในส่วนของทาสนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช รัชกาลที่ ๕ได้โปรดเกล้าฯให้มีการยกเลิกทาสเมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๘ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
กฎหมายคุ้มครองกษัตริย์ที่มีรากฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น ถูกใช้มาจนกระทั่งเมื่อมีการออกประมวลกฎหมายลักษณะอาญารัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๔๕๑ และต่อมาได้รับการพัฒนาจนเป็นกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ในปัจจุบันนี้
กฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.๒๔๕๑ จึงเป็นกฎหมายลักษณะอาญาฉบับแรกที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน
ภายหลังการปฏิวัติของคณะราษฎรเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทำให้ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายหลักของชาติ ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๒๐ ฉบับ ทุกฉบับกำหนดให้พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ถูกบัญญัติขึ้นในปีพ.ศ.๒๔๙๙ จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา โดยได้บัญญัติบทลงโทษผู้ที่กระทำผิดตามมาตราดังกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีถึง ๑๕ ปี”
สาระสำคัญของกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ นี้เป็นการเน้นการคุ้มครองโดยมีความหมายของคำต่างๆ อันได้แก่ การหมิ่นประมาทหมายถึงการใส่ความต่อบุคคลที่ ๓ ที่ทำให้เสียชื่อเสียงถูกทำให้ดูไม่ดีหรือถูกเกลียดชัง ส่วนคำว่าดูหมิ่นนั้นหมายถึงการเหยียดหยามหรือทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ส่วนคำว่าแสดงความอาฆาตนั้นหมายถึงการแสดงพยาบาท มุ่งร้ายหรือขู่ว่าจะทำร้าย ทั้งหมดนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นกฎหมายซึ่งคุ้มครองตำแหน่งประมุขและผู้แทนของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็มีกฎหมาย
เพื่อคุ้มครองผู้นำหรือประมุขในลักษณะนี้เช่นกัน
ขณะนี้ก็ใกล้ถึงระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปครั้งใหม่ที่กำหนดไว้ในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๙ นับเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๒๙ ของประเทศไทย ต่อเนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๖ เป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ
การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต Constituency Systemคือการเลือกโดยระบบที่แบ่งพื้นที่ประเทศออกเป็นเขตเลือกตั้งย่อยๆ ยึดตามจำนวนประชากร ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดในเขตนั้นจะเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง เป็นระบบที่ถือว่าเลือกคนที่รัก เพื่อไปเป็นผู้แทนฯ
ส่วนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ Party-listProportional คือการเลือกตั้งที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมือง โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเดียว พรรคการเมืองจะจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครสส. ๑๐๐ คน และได้รับที่นั่งตามสัดส่วนคะแนนรวมที่พรรคได้รับ
การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้มีสิทธิออกเสียงคือประชาชนคนไทยที่อายุ ๑๘ ปี ขึ้นไป โดยจะต้องไปใช้สิทธิ ๒ รอบ รอบที่ ๑ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป และรอบที่ ๒ เป็นการออกเสียงประชามติ
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการเลือกตั้งที่แปลกกว่าครั้งก่อนๆ มา เนื่องจากจะมีการลงประชามติไปพร้อมกันด้วย การลงประชามติครั้งนี้เป็นกระบวนการสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตัดสินใจเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะให้ความ“เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” อันเป็นผลมาจากการที่พรรคการเมืองบางพรรคได้มีการเสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อนำมาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกเรียกว่า “ฉบับปราบโกง”
การต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้มีเหตุผลซ่อนเร้นจากพรรคการเมืองบางพรรคในประเด็นต่างๆ ๓-๔ ประเด็น
ประเด็นแรกคือการต้องการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อันถือเป็นการยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และรัชทายาทหรือสถาบันนั่นเอง ซึ่งพรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ต้องการให้ประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทย ซึ่งรวมทั้งพระมหากษัตริย์ผู้เป็นผู้ก่อร่างสร้างเมืองตั้งแต่เริ่มก่อตั้งราชอาณาจักรสยามและราชวงศ์อยู่ภายใต้สิทธิเดียวกัน กฎหมายอาญาฉบับนี้เกิดขึ้นภายใต้มาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.๒๕๖๐ ที่บัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ฉะนั้นหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่มีการบัญญัติมาตรา ๖ ตามที่เคยเป็น กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ก็จะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป
ประเด็นที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว มีบทลงโทษที่รุนแรงต่อนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองกลัวมากกว่าเรื่องอื่นใด เนื่องจากนักการเมืองจำนวน
ไม่น้อย หลังได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็จะมีพฤติกรรมอันเป็นการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ตลอดจนทางการกระทำหรือมีส่วนร่วมกระทำในการฉ้อราษฎร์บังหลวงจนเกือบจะเป็นเรื่องปกติวิสัย
ประเด็นที่ ๓ ความต้องการของนักการเมืองที่จะลดบทบาทขององค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีความเป็นอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหาร องค์กรเหล่านี้ได้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะผู้ตรวจการแผ่นดินคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ซึ่งคณะกรรมการเหล่านี้จะเป็นผู้กำหนดการลงโทษสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำผิดกฎหมายได้
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ก่อร่างสร้างเมือง สร้างราชอาณาจักรสยาม จนมาถึงยุคปัจจุบันนี้ ได้ปกปักรักษาและต่อสู้เพื่อรักษาอิสรภาพ เสรีภาพ ของชาติมาโดยตลอด เพื่อให้ราษฎรและลูกหลานทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข พรรคการเมืองใดหรือใครก็ตามที่คิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองป้องกันการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงถือว่าเป็นพวกเนรคุณที่ไม่รักชาติรักแผ่นดินที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง อันไม่น่าจะเป็นนิสัยของคนไทยหรือผู้ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขไทย จึงไม่ควรได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้รวมทั้งการลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น จึงจะเป็นการยับยั้งกระบวนการที่จะลบล้างหรือลดบทบาทของสถาบันกษัตริย์ได้ ร่วมกันตัดไฟแต่ต้นลมเถอะครับ
ปิยะ เนตรวิเชียร

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว
ขุนพลเพื่อไทยบุกเมืองพญาแล 'จุลพันธ์' ปูพรมปราศรัยตั้งเป้ากวาด สส.ชัยภูมิ ยกจังหวัด
ณัฐวุฒิ จัดหนักฟาด สรัสนันท์ ทิ้งพท.ไปภท.ปลุกคนขอนแก่นสั่งสอน เลือก 'ณัฐพล'เป็นสส.แทน
ซึ้งทั้งไทม์ไลน์! ข้อความจากใจ ตูน บอดี้สแลม ถึงภรรยาผู้เป็นทุกอย่าง
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะบุคคลต่าง ๆ เฝ้าฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี