วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเวลานี้ ถ้าหลับตาหลับใจตั้งสติ วางตนด้วย“อุเบกขา” ก็จะเกิดความรู้สึกว่า เรากำลังอยู่ในช่วง“ฤดูติดสัด” เหมือนกับได้ยินได้เห็นสุนัขในหมู่บ้านส่งเสียงแยกเขี้ยวยิงฟันร้องโหยหวนฟัดกันดังให้ขรมไปหมด
ที่พูดอย่างนั้นเพราะ นักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังหาเสียงขับเคี่ยวเพื่อขอคะแนนจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นอกจากจะโฆษณาชวนเชื่อชูนโยบายข่มทับกันแล้ว ก็ยังใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหาปล่อยข่าวสาดโคลนใส่กัน และฟ้องร้องกันให้อุตลุด กลายเป็น“สงครามไอโอ” (IO-Information Operation) จนทำให้รู้สึกสมเพชเวทนา ว่านี้หรือคือบุคคลที่เสนอตัวเข้ามาบริหารชาติบ้านเมือง
และเมื่อเลือกตั้งเสร็จหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า ก็จะ“กัดกัน”ต่ออีกหนึ่งยก เมื่อต้องแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งบรรยากาศอันแสนน่ารำคาญใจในความรู้สึกของประชาชนเช่นนี้ ว่าไปแล้วก็ไม่เคยแปรเปลี่ยนหรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง สส. แบบ“ประชาธิปไตยในหีบเลือกตั้ง”
เพราะนักการเมืองและพรรคการเมืองก็ยังมี“สันดานเดิม” อำนาจและผลประโยชน์คือเป้าหมายที่แท้จริง หาใช่ความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองและความผาสุกของประชาชนแต่อย่างใดไม่ ซึ่งจากการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2476 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จนถึงครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 30 ในรอบ 93 ปี นักการเมืองและพรรคการเมืองก็ยังเหมือนเดิม
มิหนำซ้ำอาชีพนักการเมือง กลับกลายเป็นอาชีพเดียวที่“ยิ่งเล่นยิ่งรวย” ด้วยการ“ตีตั๋ว”เข้าสู่อำนาจจากการเลือกตั้งเพื่อแสวงประโยชน์ให้แก่ตน จะมี“หิวโซ-อดอยากปากแห้ง”ก็บางช่วงบางครั้ง เมื่อถูกยึดอำนาจอันมีสาเหตุมาจากการทุจริตโกงกิน และบางครั้งก็ได้เห็นภาพประชาชนนำดอกไม้ไปมอบให้แก่ทหาร“ผู้ทำรัฐประหาร” เพื่อให้กำลังใจและแสดงความขอบคุณ
พฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมืองดังที่ว่ามานั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย และเจ้าของผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ผู้ได้ชื่อว่าเป็น“เอตทัคคะ”ทางด้านวรรณศิลป์ ซึ่งได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และเป็นปราชญ์ชาวไทยที่“ยูเนสโก”เชิดชูเกียรติให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาลเมื่อปี 2554 ได้สะท้อนภาพไว้ในวรรณกรรมเรื่อง“บ้านแขนขาด”อย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องนี้ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ“รวมเรื่องสั้น-คึกฤทธิ์ ปราโมช” จัดพิมพ์ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2520 โดยสำนักพิมพ์สยามรัฐ
วรรณกรรมหรือเรื่องสั้นเรื่องนี้ ได้สะท้อนภาพของนักการเมือง ที่เมื่อถึงคราวเลือกตั้ง ก็จะหาเสียงด้วยการสัญญิงสัญญากับชาวบ้าน ว่าจะช่วยโน่นช่วยนี่ให้ชาวบ้านให้พ้นทุกข์ และก็เป็นภาพเดียวกับที่เห็นนักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ หาเสียงอยู่ในขณะนี้ซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ได้ประกาศนโยบาย“ประชานิยม”เพื่อจูงใจให้ชาวบ้านหันมาเลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองของตน ชนิดที่“ให้ปลา”แต่ไม่ได้ให้“เบ็ดตกปลา”
เห็นได้จากพรรคการเมืองใหญ่ ที่โพลจากสำนักต่างๆ สุ่มออกมาว่ามีโอกาสจะเข้าเส้นชัยในลำดับต้นๆ คือ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยซึ่งได้ประกาศนโยบายเป็นสัญญาประชาคมจากการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้
เป็นต้นว่า พรรคประชาชนเสนอแจกเงิน 1 พันบาทให้แก่ประชาชน 12 ล้านคน ในช่วง 100 วันแรกหลังจัดตั้งรัฐบาล, พรรคเพื่อไทยคว้าฉวยนโยบาย“คนละครึ่งพลัส” ของพรรคภูมิใจไทยมาเพิ่มแรงจูงใจใหม่ ด้วยการเปลี่ยนตัวเลขจาก“50/50” มาเป็นรัฐจะจ่าย 70 เปอร์เซ็นต์ และประชาชนจ่าย 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคภูมิใจไทยยังยืนยันเดินหน้าต่อนโยบาย“คนละครึ่งพลัส” จากที่ได้ทำประสบความสำเร็จมาแล้วในช่วงสั้นๆ ก่อนยุบสภาฯ
สำหรับเนื้อหาในเรื่อง“บ้านแขนขาด”ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้น เด็กแรกเกิดในหมู่บ้านทุกคนต้องถูกตัดแขนขวาเสมอไหล่ทันทีหลังจากคลอดออกมา ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธ์ได้เล่าผ่านผู้ใหญ่บ้านที่เป็นตัวละครในเรื่องนี้ว่า
“ผมเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปหลายสมัยแล้วตอนเขามาหาเสียงก็พูดดี สัญญาว่าจะทำโน่นทำนี่ให้สุขสบายทั่วกัน แต่พอได้เป็นผู้แทนฯแล้วก็ไปขายตัวยกมือให้เขาเอาสตางค์จนร่ำรวยกันทุกคนไป ผมจะอดอยากเดือดร้อนล้มตายอย่างไร เขาก็ไม่มาเหลียวแล..หนเดียวก็พอทำเนา แต่เลือกคนไหนก็ขายตัวยกมือทุกคนไป”
ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการหมู่บ้านที่กำหนดกฎเหล็กนี้ขึ้นมา อันเปรียบเสมือนเป็นประเพณีของหมู่บ้าน จึงสรุปว่า “พวกผมชาวบ้านนี้มันก็เลยเจ็บใจ นัดประชุมตกลงตั้งประเพณีขึ้นว่า ถ้าใครในบ้านนี้ออกลูก ก็ต้องตัดแขนขวามันทิ้งเสียแต่แรกเกิด เหลือแต่แขนซ้ายไว้ให้มันทำมาหากินแขนเดียวก็พอ โตขึ้นมันจะได้ไม่ไปขายตัวยกมือให้ใคร ให้พ่อแม่ต้องเจ็บใจ”
อย่างไรก็ตาม การอ่านวรรณกรรมก็เหมือนกับวลีที่ว่า“ดูละครย้อนดูตัวเอง” ซึ่งการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ไม่ต้องไปคิดมากว่าพรรคไหนเป็นฝ่าย“จารีตนิยม-อนุรักษ์นิยม หรือพรรคไหนเป็นฝ่าย“เสรีประชาธิปไตยก้าวหน้า” เพราะจริงๆ แล้วก็เหมือนกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเมื่อเลือกเข้าไปแล้ว ใครและพรรคไหนจะเข้าไปสร้างปัญหาและโกงกินน้อยกว่ากัน
วันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า จึงต้องเลือกตั้งแบบ“เชิงยุทธศาสตร์” โดยคิดถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมืองโดยรวม มากกว่าความชอบส่วนตัว ซึ่งมีสองฟากให้เลือกเท่านั้น
คือ “สีน้ำเงิน-สีฟ้า” กับ “สีส้ม-สีแดง”!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

6 ตัวแทนเฝ้าหีบ แถลงโต้ กกต. ปมกล่าวหาปลอมเอกสารใบขีดคะแนน ชลบุรี เขต 1
ACSC เตือนภัย เช็กก่อนรับ! ระวังมิจฉาชีพตีเนียนส่งพัสดุเก็บเงินปลายทาง
ภราดร สวนหมัด จูรี ปมทวงเงินน้ำท่วม ยันพร้อมจ่าย รอ กกต.ไฟเขียว
หวานไม่แผ่ว นาเดีย ควงสามีดินเนอร์หวานก่อนวาเลนไทน์
ล้างบางแก๊งสแกมเมอร์! ปปง.สั่งยึดทรัพย์ 1.3 หมื่นล้าน ตกเป็นของแผ่นดิน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี