วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเวลานี้ ถ้าหลับตาหลับใจตั้งสติ วางตนด้วย“อุเบกขา” ก็จะเกิดความรู้สึกว่า เรากำลังอยู่ในช่วง“ฤดูติดสัด” เหมือนกับได้ยินได้เห็นสุนัขในหมู่บ้านส่งเสียงแยกเขี้ยวยิงฟันร้องโหยหวนฟัดกันดังให้ขรมไปหมด
ที่พูดอย่างนั้นเพราะ นักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังหาเสียงขับเคี่ยวเพื่อขอคะแนนจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นอกจากจะโฆษณาชวนเชื่อชูนโยบายข่มทับกันแล้ว ก็ยังใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหาปล่อยข่าวสาดโคลนใส่กัน และฟ้องร้องกันให้อุตลุด กลายเป็น“สงครามไอโอ” (IO-Information Operation) จนทำให้รู้สึกสมเพชเวทนา ว่านี้หรือคือบุคคลที่เสนอตัวเข้ามาบริหารชาติบ้านเมือง
และเมื่อเลือกตั้งเสร็จหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า ก็จะ“กัดกัน”ต่ออีกหนึ่งยก เมื่อต้องแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งบรรยากาศอันแสนน่ารำคาญใจในความรู้สึกของประชาชนเช่นนี้ ว่าไปแล้วก็ไม่เคยแปรเปลี่ยนหรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง สส. แบบ“ประชาธิปไตยในหีบเลือกตั้ง”
เพราะนักการเมืองและพรรคการเมืองก็ยังมี“สันดานเดิม” อำนาจและผลประโยชน์คือเป้าหมายที่แท้จริง หาใช่ความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองและความผาสุกของประชาชนแต่อย่างใดไม่ ซึ่งจากการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2476 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จนถึงครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 30 ในรอบ 92 ปี นักการเมืองและพรรคการเมืองก็ยังเหมือนเดิม
มิหนำซ้ำอาชีพนักการเมือง กลับกลายเป็นอาชีพเดียวที่“ยิ่งเล่นยิ่งรวย” ด้วยการ“ตีตั๋ว”เข้าสู่อำนาจจากการเลือกตั้งเพื่อแสวงประโยชน์ให้แก่ตน จะมี“หิวโซ-อดอยากปากแห้ง”ก็บางช่วงบางครั้ง เมื่อถูกยึดอำนาจอันมีสาเหตุมาจากการทุจริตโกงกิน และบางครั้งก็ได้เห็นภาพประชาชนนำดอกไม้ไปมอบให้แก่ทหาร“ผู้ทำรัฐประหาร” เพื่อให้กำลังใจและแสดงความขอบคุณ
พฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมืองดังที่ว่ามานั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย และเจ้าของผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ผู้ได้ชื่อว่าเป็น“เอตทัคคะ”ทางด้านวรรณศิลป์ ซึ่งได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และเป็นปราชญ์ชาวไทยที่“ยูเนสโก”เชิดชูเกียรติให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาลเมื่อปี 2554 ได้สะท้อนภาพไว้ในวรรณกรรมเรื่อง“บ้านแขนขาด”อย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องนี้ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ“รวมเรื่องสั้น-คึกฤทธิ์ ปราโมช” จัดพิมพ์ออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2520 โดยสำนักพิมพ์สยามรัฐ
วรรณกรรมหรือเรื่องสั้นเรื่องนี้ ได้สะท้อนภาพของนักการเมือง ที่เมื่อถึงคราวเลือกตั้ง ก็จะหาเสียงด้วยการสัญญิงสัญญากับชาวบ้าน ว่าจะช่วยโน่นช่วยนี่ให้ชาวบ้านให้พ้นทุกข์ และก็เป็นภาพเดียวกับที่เห็นนักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ หาเสียงอยู่ในขณะนี้ซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ได้ประกาศนโยบาย“ประชานิยม”เพื่อจูงใจให้ชาวบ้านหันมาเลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองของตน ชนิดที่“ให้ปลา”แต่ไม่ได้ให้“เบ็ดตกปลา”
เห็นได้จากพรรคการเมืองใหญ่ ที่โพลจากสำนักต่างๆ สุ่มออกมาว่ามีโอกาสจะเข้าเส้นชัยในลำดับต้นๆ คือ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยซึ่งได้ประกาศนโยบายเป็นสัญญาประชาคมจากการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้
เป็นต้นว่า พรรคประชาชนเสนอแจกเงิน 1 พันบาทให้แก่ประชาชน 12 ล้านคน ในช่วง 100 วันแรกหลังจัดตั้งรัฐบาล, พรรคเพื่อไทยคว้าฉวยนโยบาย“คนละครึ่งพลัส” ของพรรคภูมิใจไทยมาเพิ่มแรงจูงใจใหม่ ด้วยการเปลี่ยนตัวเลขจาก“50/50” มาเป็นรัฐจะจ่าย 70 เปอร์เซ็นต์ และประชาชนจ่าย 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคภูมิใจไทยยังยืนยันเดินหน้าต่อนโยบาย“คนละครึ่งพลัส” จากที่ได้ทำประสบความสำเร็จมาแล้วในช่วงสั้นๆ ก่อนยุบสภาฯ
สำหรับเนื้อหาในเรื่อง“บ้านแขนขาด”ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้น เด็กแรกเกิดในหมู่บ้านทุกคนต้องถูกตัดแขนขวาเสมอไหล่ทันทีหลังจากคลอดออกมา ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธ์ได้เล่าผ่านผู้ใหญ่บ้านที่เป็นตัวละครในเรื่องนี้ว่า
“ผมเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปหลายสมัยแล้วตอนเขามาหาเสียงก็พูดดี สัญญาว่าจะทำโน่นทำนี่ให้สุขสบายทั่วกัน แต่พอได้เป็นผู้แทนฯแล้วก็ไปขายตัวยกมือให้เขาเอาสตางค์จนร่ำรวยกันทุกคนไป ผมจะอดอยากเดือดร้อนล้มตายอย่างไร เขาก็ไม่มาเหลียวแล..หนเดียวก็พอทำเนา แต่เลือกคนไหนก็ขายตัวยกมือทุกคนไป”
ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการหมู่บ้านที่กำหนดกฎเหล็กนี้ขึ้นมา อันเปรียบเสมือนเป็นประเพณีของหมู่บ้าน จึงสรุปว่า “พวกผมชาวบ้านนี้มันก็เลยเจ็บใจ นัดประชุมตกลงตั้งประเพณีขึ้นว่า ถ้าใครในบ้านนี้ออกลูก ก็ต้องตัดแขนขวามันทิ้งเสียแต่แรกเกิด เหลือแต่แขนซ้ายไว้ให้มันทำมาหากินแขนเดียวก็พอ โตขึ้นมันจะได้ไม่ไปขายตัวยกมือให้ใคร ให้พ่อแม่ต้องเจ็บใจ”
อย่างไรก็ตาม การอ่านวรรณกรรมก็เหมือนกับวลีที่ว่า“ดูละครย้อนดูตัวเอง” ซึ่งการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ไม่ต้องไปคิดมากว่าพรรคไหนเป็นฝ่าย“จารีตนิยม-อนุรักษ์นิยม หรือพรรคไหนเป็นฝ่าย“เสรีประชาธิปไตยก้าวหน้า” เพราะจริงๆ แล้วก็เหมือนกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเมื่อเลือกเข้าไปแล้ว ใครและพรรคไหนจะเข้าไปสร้างปัญหาและโกงกินน้อยกว่ากัน
วันที่ 8 กุมภาพันธ์เดือนหน้า จึงต้องเลือกตั้งแบบ“เชิงยุทธศาสตร์” โดยคิดถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมืองโดยรวม มากกว่าความชอบส่วนตัว ซึ่งมีสองฟากให้เลือกเท่านั้น
คือ “สีน้ำเงิน-สีฟ้า” กับ “สีส้ม-สีแดง”!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

‘ดร.เอ้’ ปราศรัยใหญ่โคราช จี้ ‘รถไฟความเร็วสูง’ ต้องเสร็จ ‘คุณหญิงกัลยา’ ชู ‘ชุมแพโมเดล’ แก้จน
ยศชนัน ประกาศยกเครื่อง ปทุมธานี ทั้งระบบ ชู มากกว่าพลัส 70:30 ให้เม็ดเงินหมุนเข้าระบบศก.ฐานราก
พีระพันธุ์ไล่บี้พรรคร่วมฯ เปิดปากตอบชัดๆ จะป้องหรือจะเป่า รัฐธรรมนูญ 60
'พี่คนดี'ร่ายกลอน 'เราภูมิใจ ความเป็นไทย ที่ไม่เท้ง'
ชาวเน็ตขำท้องแข็ง เขมร ฝึกทหารหรือฝึกละครโรงเรียน ชมคลิป

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี