วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
สงครามรุกรานอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ถึงวันนี้ 6 มีนาคม 2569 ครบเจ็ดวัน คงไม่ต้องถามกันอีกแล้วว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3”จะเกิดหรือไม่
เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ หลังจาก“2 ซาตานร้ายของโลก” คือสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านทางอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากภูมิภาคตะวันออกกลางก็ได้ขยายออกนอกพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยช่วงดึกเมื่อคืนวันอังคารที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯได้ใช้เรือดำน้ำยิงตอร์ปิโดโจมตีและจมเรือฟริเกตของอิหร่านชื่อ“Iris Dena” บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของศรีลังกา ถือว่าเป็นการโจมตีกองกำลังอิหร่านนอกภูมิภาคตะวันออกกลางครั้งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่“สงครามหมาหมู่”แบบสองรุมหนึ่งเริ่มขึ้นที่“อ่าวเปอร์เซีย”
“นายพีท เฮกเซธ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงในเวลาต่อมาหลังเรือดำน้ำของสหรัฐฯจมเรือรบอิหร่านในครั้งนี้ซึ่งเป็นน่านน้ำสากลใกล้ชายฝั่งศรีลังกาว่า “เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการใช้ตอร์ปิโดจมเรือรบของศัตรู”
สำหรับเรือฟริเกต“Iris Dena”ของอิหร่านลำนี้ ซึ่งเป็นเรือรบผิวน้ำที่มีความคล่องตัวสูง และเป็นเรือรบหลักที่ใช้ปฏิบัติการ“3 มิติ” คือ ต่อต้านเรือดำน้ำ (ปราบเรือดำน้ำ), ป้องกันภัยทางอากาศ (ยิงมิสไซล์คุ้มกัน), และต่อต้านเรือผิวน้ำ ถูก“จม”ระหว่างเดินทางกลับประเทศ หลังจากเข้าร่วมการซ้อมรบทางทะเลที่เมืองวิสาขปัตนัม เมืองท่าทางตะวันออกของอินเดีย และมีรายงานในเบื้องต้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคมวานนี้ว่า มีลูกเรือเสียชีวิตและสูญหาย 148 นาย จากลูกเรือที่อยู่บนเรือฟริเกตลำนี้ประมาณ 180 คน โดยกองทัพเรือศรีลังกาสามารถให้การช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้ 35 คน
ดังนั้น จากที่มองกันว่าสงครามครั้งนี้ ไม่น่าจะขยายวง แต่ระยะเวลาอาจยืดเยื้อยาวนาน ก็ส่อเค้าให้เห็นแล้วว่ามีความเป็นไปได้ว่า สถานการณ์จะบานปลาย เป็น“สงครามเต็มรูปแบบ”ทั่วทุกภูมิภาค เว้นแต่ประชาคมโลกโดยประเทศต่างๆ สามารถร่วมมือกันกดดันและยับยั้งให้สหรัฐฯและอิสราเอล หยุด“สงครามที่ไม่ชอบธรรม”ครั้งนี้ได้โดยเร็ว
“กลุ่มบริกส์” (BRICS) ที่มีสมาชิกหลัก คือ จีน, รัสเซีย, อินเดีย, บราซิล และแอฟริกาใต้ นั้นชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯและอิสราเอล จะมีก็แต่สมาชิกใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาร่วมในปี 2567 คือ อียิปต์, เอธิโอเปีย, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่าจะเลือกข้างไหน โดยที่อิหร่านนั้นก็เพิ่งจะเป็นสมาชิกใหม่ใน“กลุ่มบริกส์”ด้วยเช่นกัน
มองไปที่ยุโรป เวลานี้ก็มีแต่ประเทศสเปนประเทศเดียว ที่กล้าประณาม“สหรัฐฯ-อิสราเอล”อย่างตรงไปตรงมา และไม่อนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศของสเปนเพื่อปฏิบัติการทางทหารในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งทำให้“โดนัลด์ทรัมป์”โกรธและประกาศจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับสเปน ขณะที่ชาติอื่นๆ ในยุโรปส่วนใหญ่ เล่นบทลอยตัวเน้น“ประคองพันธมิตร” เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร
มิหนำซ้ำยัง ในช่วงแรกๆ เยอรมนี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ยังเห็นว่า การที่ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหาร จะเป็นโอกาส“เปลี่ยนผ่านทางการเมือง”ในอิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับการตัดสินใจของ“โดนัลด์ ทรัมป์”ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านตามคำแนะนำของ“เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่ว่าการชิงลงมือโจมตีอิหร่านจะนำไปสู่การเปลี่ยนระบบระบอบโครงสร้างทางการเมืองของอิหร่าน (Regime Change)
อย่างไรก็ตาม สำหรับ“อาเซียน”นั้น จากแถลงการณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ออกแนวกลางๆ แบบ“สงวนท่าที” ด้วยการเรียกร้องให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก โดยให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ และแก้ไขความขัดแย้งผ่านทางการทูตบนโต๊ะเจรจา
แต่ถึงกระนั้น แถลงการณ์ดังกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศสมาชิกอาเซียน ก็ยังได้แสดงความชัดเจนเกี่ยวกับความ“ป่าเถื่อน”ของสหรัฐฯและอิสราเอล จากการปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาติ โดยระบุว่า “การบานปลายของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริเริ่มไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกโดยการเจรจา”
หันกลับมาดูบ้านเรา พิธีกรรมเกี่ยวกับการเลือกตั้งสส.“ในหีบเลือกตั้ง” ที่มีฝ่าย“แพ้แต่ไม่ยอมแพ้” ประเภท“ขี้แพ้ชวนตี”จะหาเรื่องให้เป็นเรื่องด้วยการ“เลือกตั้งใหม่”ในกรณี“บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ณ เวลานี้ได้มาถึงกระบวนการประกาศรับรอง สส. ซึ่ง กกต.ได้ประกาศครบเกินกว่า 95 เปอร์เซ็นต์แล้ว และขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ก็เปิดสภาฯเลือกประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ จากนั้นก็โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ภายในเดือนมีนาคมนี้ก็คงได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่“อนุทิน 2” ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และภายในต้นเดือนเมษายนเดือนหน้ารัฐบาลชุดใหม่ในฐานะรัฐบาลตัวจริงที่ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ ก็น่าจะบริหารประเทศได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว และงานแรกของรัฐบาลใหม่ชุดนี้ ก็คือ ต้องวางแผนรับมือ“สถานการณ์สงคราม”ที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ โดยปัญหา“เศรษฐกิจ”เป็นเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า ทั้งปัญหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่จะส่งผลไปถึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค อันเกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
อันที่จริงว่าไปแล้วก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะเวลานี้แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ หากมองด้วยใจที่ไม่มีอคติ ก็ต้องยอมรับว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล วางแผนรับมือไว้หมดแล้ว เรียกว่าตั้งแต่วินาทีแรกหลังจากสหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่าน กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับการประสานงานและถูกเรียกมาประชุมแบบ“บูรณาการ”ทันที
และก็ไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากนายอนุทินชาญวีรกูล มีประสบการณ์จากการเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในคณะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผ่าน“วิกฤตโควิด-19”มาแล้ว ซึ่งวิกฤตครั้งนั้นที่เดือดร้อนเป็นทุกข์กันทั้งโลก ประเทศไทยก็ได้รับการยอมรับจาก UN โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าสามารถรับมือและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งองค์การอนามัยโลกยังได้นำรูปแบบการจัดการการแก้ปัญหาของประเทศไทยไปพัฒนาต่อยอดเป็นมาตรฐานสากล
บรรทัดนี้ ถึงอย่างไรก็ยังอุ่นใจว่าประเทศไทยจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ชื่อ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว”,“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และ“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็น“3 แม่ทัพใหญ่”
“พูดแล้วทำพลัส”สบายใจหายห่วง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ตร.เบตงปิดคดี! 2 ทรชนดักซุ่มตี 'ป๋าโกวิท' สารภาพดักรอข้างทางหวังชิงทอง
เป็นภัยต่อความมั่นคง รวบ 3 เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว สูติบัตรทิพย์ ให้ จีน-เมียนมา พบพิรุธกว่า 50 ราย
อัษฎางค์ เปิดข้อมูล 'รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ' สะท้อนแสงของประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของราชสำนักไทย
ปิดฉาก 34 ปี สายการบินต้นทุนต่ำสหรัฐฯ ประกาศปิดกิจการ เทตั๋วผู้โดยสาร-ลอยแพพนักงาน
นักเขียนซีไรต์ ฉะ 'พรรคส้ม-ไอซ์' สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี