วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
ในโลกโซเชียลมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน รวมทั้งพรรคประชาชน ถึงแม้จะโดนตีโดนทุบ โดนกระหน่ำจากรอบทิศทาง ก็ยังไม่แผ่วทั้งเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี และเรตติ้งของพรรคประชาชนที่นำโด่งเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ
เพราะตั้งแต่โค้งแรกจนกระทั่งใกล้จะถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์อีกสามสัปดาห์ข้างหน้าเดือน ไม่ว่าจะกี่โพลต่อกี่โพลของสำนักไหนก็ตาม “ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ” หรือฉายา “เท้ง เด็กทอน” ยังคงเป็นเต็งหนึ่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคประชาชนที่ตกอยู่ในสภาพ“ส้มเทา” ก็ยังเป็นอันดับหนึ่ง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือก
อย่างไรก็ดี ต้องถือว่า“ด้อมส้ม”ที่เป็นมวลชนของพรรคประชาชนนั้นเหนียวแน่นจริงๆ ไม่ว่าผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน จะถูกจับในข้อหาเป็น“ทุนเทา”ของเครือข่ายฟอกเงินยาเสพติด และเป็นเจ้าของเว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคส้มเสื่อมลง หรือทำให้คะแนนนิยมลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด
โดยเฉพาะความผิดพลาดบกพร่องของนายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนที่ตัดสินใจและลงนามรับรอง ส่งนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ลงสมัคร สส.กทม. เขต 33 และส่งนายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อดีตสส.ตาก เขต 2 ของพรรคประชาชน ลงสมัครในพื้นที่เดิม
และเวลานี้ ทั้ง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหา“ฟอกเงินยาเสพติด” และนายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้ต้องหาคดีเป็นเจ้าของเว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย ก็ยังอยู่ในคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว
เสียงจากประชาคมในโลกโซเชียลจึงได้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอื้ออึงว่า “โดนตี โดนทุบ โดนกระหน่ำจากรอบทิศทาง แต่กลับยืนหนึ่งไม่มีแผ่ว” ซึ่งนอกจากผู้สมัคร สส.พรรคส้มทั้ง 2คนจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดี“ทุนเทา”แล้ว การไปหาเสียงของพรรคประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ก็ยังถูชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าไล่ส่งแทบจะเป็นข่าวรายวัน ทั้งเรื่อง“มีทหารไว้ทำไม”, เรื่อง“การแก้ไขมาตรา 112” และเรื่อง“การฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพื่อยกร่างฉบับใหม่”
หรือแม้กระทั่งการดีเบตในเวทีต่างๆ ก็ไม่มีผลเปลี่ยนใจ“ด้อมส้ม”ได้ เช่น การดีเบตระหว่าง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ซึ่งพรรคภูมิใจไทยวางตัวเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ“ศิริกัญญา ตันสกุล” ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ของพรรคประชาชน เรื่อง“สต๊อกข้าว 100 ตัน”
ทั้งนี้ เสียงในโลกเป็นจริง และในโลกโซเชียลล้วนเห็นว่า“ศุภจี สุธรรมพันธุ์”เป็นมืออาชีพ ขณะที่“ศิริกัญญา ตันสกุล”เปรียบเหมือน“เด็กฝึกงาน” และยังพากันหวั่นวิตกว่า โดยภาพรวมหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล อาจจะนำพาประเทศชาติไปสู่“หุบเหวมรณะ”ก็เป็นได้
นั่นก็เพราะด้วยความอ่อนหัด ไม่เพียงแต่ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจที่ชื่อ“ศิริกัญญา ตันสกุล” เท่านั้น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คือ“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ก็เฉกเช่นเดียวกัน และยังรวมไปถึงบุคคลภายนอกที่พรรคประชาชนเชื้อเชิญเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อต้องการลบภาพลักษณ์“เด็กอ่อนหัด” แต่บุคคลนอกที่พรรคประชาชนเปิดตัวออกมานั้น หลายคนก็เป็นที่กังขาของสังคม
เป็นต้นว่า ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแนวคิดทางกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และจุดยืนทางการเมืองก่อนหน้านี้ที่ถูกบันทึกโดย“ดิจิทัล ฟุตพริ้นท์”(Digital Footprint) ว่าสนับสนับสนุนและยืนอยู่ข้าง“ม็อบสามกีบ”
นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีนายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา และอดีต สว.สาย“คสช.” ที่พรรคประชาชนวางตัวให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก็มีการตั้งคำถามเรื่องความพร้อมในการเป็นตัวแทนประเทศ อันเกี่ยวพันไปถึงจุดยืนในทางการทูตเมื่อครั้งอดีต และรวมทั้งปัญหาส่วนตัวที่มีมลทินเรื่อง“ชู้สาว”ระหว่างรับราชการ
เฉพาะเรื่อง“ชู้สาว”นั้น แม้นายพิศาล มาณวพัฒน์ จะออกมาชี้แจงว่า ได้ผ่านการรับโทษทางวินัยจากกระทรวงการต่างประเทศต้นสังกัด และครอบครัวก็ได้ให้อภัยแล้วเช่นเดียวกัน แต่ประวัติอันมีมลทินนี้ อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 160 (5) ที่บัญญัติไว้ว่า “ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
สรุปแล้ว “ด้อมส้ม” ที่เป็นมวลชนของพรรคประชาชน ทั้ง“เจน Z”คนรุ่นใหม่ และรวมถึง“เจน X”ที่อยู่ในวัย 45-60 ปี และ“เจน B” วัย 60-79 ปี ต่างก็ไม่ให้ความสำคัญใดๆ ทั้งสิ้นต่อการตัดสินใจสำหรับการเลือกตั้งในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า เรียกว่า“No แคร์, No สน”ถึงแม้ว่าพรรคส้มจะเทาจะดำจะเน่าอย่างไร ก็จะเลือกหมดทั้งคนทั้งพรรรค
ดูได้จากผลสำรวจของ“นิด้าโพล”ล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 มกราคมวานนี้ ซึ่งสุ่มความคิดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าคนเชียงใหม่ร้อยละ 31.40 จะสนับสนุนให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นนายกรัฐมนตรี รองลงไป คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคนเชียงใหม่แท้ๆ ยังได้แค่ร้อยละ 19.40 ส่วนอันดับสาม คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูลแคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 15.65
สำหรับพรรคการเมืองที่คนเชียงใหม่จะเลือก ก็เช่นกัน ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ จากผลสำรวจของ“นิด้าโพล” ปรากฏว่าพรรคประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่งคือร้อยละ 37.39 และร้อยละ 37.39, พรรคเพื่อไทย ร้อยละ31.68 และร้อยละ 30.08 และอันดับสามพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.50 และร้อยละ 14.06
หรือแม้แต่“สวนดุสิตโพล”ที่เผยผลสำรวจเมื่อวันที่18 มกราคมวานนี้ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งก็คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ร้อยละ 34.34 รองลงไปนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 19.91 และอันดับสามนายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 16.13 รวมทั้งการเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอันดับหนึ่งก็ยังเป็นพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 และร้อยละ 34.11,พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 19.49 และร้อยละ 18.37 และพรรคภูมิใจไทย อันดับสาม ร้อยละ 17.63 และร้อยละ 17.13
อีก 3 สัปดาห์ได้รู้กัน ว่าโพลกับของจริงจะตรงกันหรือไม่ และเรื่องจริงที่สุด ถ้าหากพรรคประชาชนไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแบบ“แลนด์สไลด์” คือได้จำนวนสส.น้อยกว่า 250 คน “เท้ง เด็กทอน” ก็จะมีชะตากรรมเดียวกับ“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”
เป็น“นายกฯว่าว” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

'จุลพันธ์'ย้ำ'พท.'ต่อสู้เพื่อ ปชช.มายาวนาน ชวนชาวร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ เข้าคูหากา'เพื่อไทย'
'ยศชนัน'ปิดจ๊อบท่ามะกา ชี้ 8 ก.พ.เดิมพันประเทศไทย เจ้าตัวลั่น'เพื่อไทย'ขอ 200
ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! 'พีระพันธุ์'ชงอัดงบ'กองทัพ'สยบ'เขมร'
นายกฯเป็นปธ.พิธีเปิดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569
จับโป๊ะ!คนปั่นเฟคนิวส์ โยง‘บิ๊กรับเหมา-อนุทิน’ ที่แท้คือ‘อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี