วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เป็นประเด็นที่สังคมต้องช่วยกันจับตาดูให้ดีๆ ว่า ผลลงเอยสุดท้ายจะสรุปออกมาเป็นอย่างไร หลังจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาชี้เบาะแสเรื่องการซื้อสิทธิ-ขายเสียงในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่8 กุมภาพันธ์ จนทำให้หลายๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งพรรคการเมืองเอง ต้องหันมาให้ความสนใจในข้อเท็จจริงเรื่องนี้
ทั้งนี้ เพราะประเด็นที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้เป้านั้น มันส่อพิรุธจริงๆ คือในช่วงกว่า 10 วันที่ผ่านมา พบการเบิกถอนเงินสดที่เข้าข่ายน่าสงสัยอย่างน้อย 2 กรณี ได้แก่ การเบิกเงินสดสูงถึง 250 ล้านบาท และการเบิกเงินสดรวม 200 ล้านบาท จาก2 ธนาคาร ธนาคารละ 100 ล้านบาท รวม450 ล้านบาท ที่สำคัญคือ เบิกเฉพาะแบงก์ร้อย และแบงก์ห้าร้อยเท่านั้น
ตรงนี้เองที่ถือเป็นพฤติการณ์ที่เพิ่มระดับความน่าสงสัยมากขึ้น เพราะลักษณะแบบนี้ ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะการแตกแบงก์ร้อยแบบนี้เพื่อเตรียมเอาไปซื้อเสียงหรือไม่ ซึ่งเป็นการตอกย้ำกระแสข่าวที่มีมาก่อนหน้านี้ว่า การเลือกตั้งรอบนี้สู้กันหนัก เพราะการเมืองนั้นหากเขตไหนคู่คี่สูสี ก็ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ปัญหาการซื้อสิทธิ-ขายเสียงบ้านเราต้องยอมรับความจริงกันว่า มีปัญหามานานแล้วเหมือนเป็นโรคระบาดประจำตัวของการเลือกตั้งทุกระดับไม่ว่าท้องถิ่น หรือระดับชาติ อยู่ที่ว่าจะพัฒนาวิธีการโกงเลือกตั้งไปอย่างไรเท่านั้นเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน มีการพูดถึงตัวเลขทุ่มเงินซื้อตัวสส.40-50 ล้านบาทต่อคน ไปจนถึงซื้อพรรค 500 ล้านบาท หรือจ่ายหัวละ500-1,000 บาทในบางพื้นที่
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อรวมเข้ากับข้อมูลการชี้เบาะแสของธนาคารแห่งประเทศไทย
ทำให้ฝ่ายที่เกี่ยวมีความตื่นตัวมากขึ้นโดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง มติส่งรองเลขาธิการ กกต.ด้านสืบสวน เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส.
ขณะเดียวกัน ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มข้นขึ้น และอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเบิกถอนเงินสดภายในอีก 2–3 เดือนข้างหน้า โดยอาจกำหนดเพดานการเบิกเงินสดในระดับ 3–5 ล้านบาท หากเบิกเกินกว่าจำนวนที่เหมาะสม ธนาคารจะต้องเข้าไปตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ถ้าลงไปถามชาวบ้านว่ามั่นใจแค่ไหนว่า กกต.จะสามารถจับคนซื้อเสียงได้ ร้อยทั้งร้อยเชื่อได้เลยว่า คงตอบเหมือนๆ กันคือ ไม่มั่นใจ เนื่องจากมีอยู่หลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง ระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง เป็นต้น
อย่างที่บอกว่า จากนี้ไปสังคมต้องช่วยกันจับตาว่า ผลสุดท้ายแล้วจะสรุปออกมาเป็นอย่างไร ทั้ง กกต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จะสามารถสร้างความกระจ่างชัดได้หรือไม่ เพราะเหมือนทุกคนรู้ หรือแม้แต่นักการเมืองเองก็พูดกันแต่เรื่องการซื้อเสียงเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้าน แต่ทำไมถึงจับมือใครดมไม่ได้เลย

ยุไอซ์อย่าถอย! เพิ่มสิทธิ์ต่างด้าว นั่งบอร์ดประกันสังคม
ปชน.บุกน่าน ศิริกัญญา ขอประชาชนกาส้มทั้งสองใบเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
แห่ฟังล้นเวที! จูรี ปราศรัยใหญ่ เมืองคอน ขอโทษประชาชนแทนปชป.ในอดีต
ธนาธรเดือด! ซัด กกต.ทำงานพลาด กระทบพรรคประชาชน ลั่นงานนี้ต้องมีคนติดคุก
ชื่นชอบ หลั่งน้ำตา ลั่นยอมชนปลวกพลังงานคืนเงินแสนล้านให้ประชาชน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี