วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
เป็นประเด็นที่สังคมต้องช่วยกันจับตาดูให้ดีๆ ว่า ผลลงเอยสุดท้ายจะสรุปออกมาเป็นอย่างไร หลังจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาชี้เบาะแสเรื่องการซื้อสิทธิ-ขายเสียงในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่8 กุมภาพันธ์ จนทำให้หลายๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งพรรคการเมืองเอง ต้องหันมาให้ความสนใจในข้อเท็จจริงเรื่องนี้
ทั้งนี้ เพราะประเด็นที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้เป้านั้น มันส่อพิรุธจริงๆ คือในช่วงกว่า 10 วันที่ผ่านมา พบการเบิกถอนเงินสดที่เข้าข่ายน่าสงสัยอย่างน้อย 2 กรณี ได้แก่ การเบิกเงินสดสูงถึง 250 ล้านบาท และการเบิกเงินสดรวม 200 ล้านบาท จาก2 ธนาคาร ธนาคารละ 100 ล้านบาท รวม450 ล้านบาท ที่สำคัญคือ เบิกเฉพาะแบงก์ร้อย และแบงก์ห้าร้อยเท่านั้น
ตรงนี้เองที่ถือเป็นพฤติการณ์ที่เพิ่มระดับความน่าสงสัยมากขึ้น เพราะลักษณะแบบนี้ ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะการแตกแบงก์ร้อยแบบนี้เพื่อเตรียมเอาไปซื้อเสียงหรือไม่ ซึ่งเป็นการตอกย้ำกระแสข่าวที่มีมาก่อนหน้านี้ว่า การเลือกตั้งรอบนี้สู้กันหนัก เพราะการเมืองนั้นหากเขตไหนคู่คี่สูสี ก็ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ปัญหาการซื้อสิทธิ-ขายเสียงบ้านเราต้องยอมรับความจริงกันว่า มีปัญหามานานแล้วเหมือนเป็นโรคระบาดประจำตัวของการเลือกตั้งทุกระดับไม่ว่าท้องถิ่น หรือระดับชาติ อยู่ที่ว่าจะพัฒนาวิธีการโกงเลือกตั้งไปอย่างไรเท่านั้นเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน มีการพูดถึงตัวเลขทุ่มเงินซื้อตัวสส.40-50 ล้านบาทต่อคน ไปจนถึงซื้อพรรค 500 ล้านบาท หรือจ่ายหัวละ500-1,000 บาทในบางพื้นที่
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อรวมเข้ากับข้อมูลการชี้เบาะแสของธนาคารแห่งประเทศไทย
ทำให้ฝ่ายที่เกี่ยวมีความตื่นตัวมากขึ้นโดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง มติส่งรองเลขาธิการ กกต.ด้านสืบสวน เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส.
ขณะเดียวกัน ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มข้นขึ้น และอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเบิกถอนเงินสดภายในอีก 2–3 เดือนข้างหน้า โดยอาจกำหนดเพดานการเบิกเงินสดในระดับ 3–5 ล้านบาท หากเบิกเกินกว่าจำนวนที่เหมาะสม ธนาคารจะต้องเข้าไปตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ถ้าลงไปถามชาวบ้านว่ามั่นใจแค่ไหนว่า กกต.จะสามารถจับคนซื้อเสียงได้ ร้อยทั้งร้อยเชื่อได้เลยว่า คงตอบเหมือนๆ กันคือ ไม่มั่นใจ เนื่องจากมีอยู่หลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง ระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง เป็นต้น
อย่างที่บอกว่า จากนี้ไปสังคมต้องช่วยกันจับตาว่า ผลสุดท้ายแล้วจะสรุปออกมาเป็นอย่างไร ทั้ง กกต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จะสามารถสร้างความกระจ่างชัดได้หรือไม่ เพราะเหมือนทุกคนรู้ หรือแม้แต่นักการเมืองเองก็พูดกันแต่เรื่องการซื้อเสียงเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้าน แต่ทำไมถึงจับมือใครดมไม่ได้เลย

‘2 สมาคมเอทานอล’ขานรับE20ทางรอดวิกฤตน้ำมันโลก พร้อมผลิตป้อนตลาดวันละ 7 ล้านลิตร
สง่างามสมตำแหน่งมงโลก'โอปอล สุชาตา'ปรากฏตัวบนรันเวย์ SIRIVANNAVARI BANGKOK
ทบ.เคลียร์ข่าวปลอม แจงปมกัมพูชาอ้อมลาวซื้อน้ำมันไทย ชี้แปลคลิปผู้ว่าฯสตึงเตรง คลาดเคลื่อน
กล้าธรรมงดออกเสียง อรรถกรย้ำไม่ตีรวน อยากให้ประเทศไทยเดินหน้า
ขอบคุณที่ยอมถอนฟ้อง บอสณวัฒน์ ขอโทษ อนุทิน หลังโดนฟ้องหมิ่นประมาทปมวิจารณ์โควิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี