วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป ควรจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำพาประเทศไทยไปสู่ความสงบและการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าตามกลไกประชาธิปไตย แต่ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาประชาชนในขณะนี้กลับตรงกันข้าม ความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้นจากการทักท้วงผลการนับคะแนนกำลังส่งสัญญาณที่น่าเป็นห่วง และมีแนวโน้มจะบานปลายกลายเป็นการเผชิญหน้าบนท้องถนนที่ยากจะควบคุม
แน่นอนว่าในระบอบประชาธิปไตย “การคัดค้านและตรวจสอบ” เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ หากพบข้อสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วย หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในระดับต่างๆ กฎหมายเลือกตั้งได้ระบุขั้นตอนการร้องเรียนและกระบวนการพิสูจน์ทราบไว้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น—โดยเฉพาะกรณี ชลบุรี เขต 1—กลับข้ามพ้นขอบเขตของการตรวจสอบตามกฎหมาย ไปสู่การปลุกระดมมวลชนอย่างน่ากังวล
ปรากฏการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในยามนี้คือ การใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือผลิตและส่งต่อ“ข่าวปลอม” (Fake News) อย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนถูกนำมาผสมโรงกับอารมณ์ความรู้สึก
ของผู้ที่ผิดหวังจากผลการเลือกตั้ง กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่พร้อมจะลุกไหม้ได้ทุกเมื่อ ผนวกกับพฤติกรรมของนักการเมืองบางกลุ่มที่แทนที่จะทำหน้าที่ “ผู้ให้สติ” กลับเลือกที่จะ “โยนฟืนเข้ากองไฟ” ด้วยคำพูดปลุกเร้าและวาทกรรมที่สร้างความแตกแยก
เราเริ่มเห็นกลุ่มมวลชนหน้าเดิมๆ ออกมาเคลื่อนไหวปฏิบัติการ สอดรับกับวาทกรรม“เลือกตั้งสกปรก” ที่ถูกผลิตออกมาอย่างเป็นระบบ จากข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบเฉพาะจุดเริ่มขยายตัวเป็นการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งเขต และลามไปถึงขั้นปลุกระดมให้นับใหม่ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและขาดหลักการรองรับที่สมเหตุสมผล
หากเราพิจารณาด้วยตัวเลขและข้อเท็จจริง ประเทศไทยมีหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 100,000 หน่วย เมื่อเทียบสัดส่วนกับหน่วยที่มีปัญหาหรือถูกร้องเรียน จะพบว่าเป็นเพียงสัดส่วนที่น้อยมาก หลักการสากลที่ควรจะเป็นคือ “หน่วยไหนมีปัญหา ก็ต้องแก้ที่หน่วยนั้น” ไม่ใช่การเหมาเข่งปลุกระดมเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของทั้งระบบเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของคนบางกลุ่ม
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การเคลื่อนไหวประท้วงผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ดูจะมีการจัดตั้งอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีความเป็น “มืออาชีพ” มากเกินกว่าจะเป็นเพียงการรวมตัวโดยธรรมชาติของประชาชนทั่วไป สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแผนงานที่มุ่งหวังจะใช้มวลชนเป็นเกราะกำบังและเป็นเครื่องมือในการกดดันเพื่อต่อรองอำนาจ
ในขณะที่เราทุกคนต่างบ่นพึมพำว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ ปากท้องลำบาก และเฝ้ารอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด แต่พรรคการเมืองและกองเชียร์บางกลุ่มกลับกำลังทำในสิ่งที่ย้อนแย้ง ด้วยการสร้างสถานการณ์ให้ดูเลวร้ายกว่าความเป็นจริง และดึงประเทศกลับเข้าสู่วังวนของความขัดแย้งบนท้องถนนอีกครั้ง
คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องตอบร่วมกันคือเราจะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ?
เราจะยอมให้คนที่ไม่สมหวังจากผลการเลือกตั้งใช้ “ม็อบ” เป็นเครื่องมือเหนือกฎหมาย และทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของเสียงส่วนใหญ่ในประเทศเพียงเพราะไม่ได้ดังใจตนเองหรือไม่ หากเรายังคงยอมรับวงจรเช่นนี้ การเลือกตั้งไม่ว่าจะกี่ครั้งก็จะไม่ใช่ทางออก แต่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่ไม่สิ้นสุด ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในกระบวนการตามกฎหมาย และหยุดใช้ “วาทกรรมปลุกปั่น” ก่อนที่ความเสียหายจะเกินเยียวยา

บทเรียนราคา 4.5 ล้าน ‘มีนตรา อินทิรา’ เปิดหมดเปลือกหลังโดนผู้จัดการโกง
บรรทัดฐานใหม่! วัส ติงสมิตร สรุปล่อซื้อเสื้อลายการ์ตูน แบบไหนถึงติดคุก?
สระแก้วลุยตรวจเข้ม! รวบ 6 เขมรลอบเข้าเมือง-สารภาพหนีความอดอยาก
นายกฯเรียกถกทีม ศก. รับมือวิกฤตน้ำมัน-ราคาสินค้าพุ่ง
เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี