วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569
พรรคประชาชนโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พรรคมีมติเสนอชื่อบุคคลในวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีและประธานสภา เดินหน้านำเสนอวิสัยทัศน์ต่อประชาชนในฐานะว่าที่แกนนำฝ่ายค้าน ยืนยันไม่มีความพยายามใดๆในการตั้งรัฐบาลแข่งหรือรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่น
โดยบอกว่า “...หลังจากผลการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ พรรคประชาชนเราได้ดำเนินการตามหลักการของระบบรัฐสภา และตามคำสัญญาที่เราให้ไว้กับประชาชนตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง โดยการเคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 (พรรคภูมิใจไทย) ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยที่พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วม
ณ เวลานี้ เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าพรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆรวมแล้วเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรที่จำเป็นต่อการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเพียงพอต่อการส่งบุคคลจากพรรคที่ร่วมกันตั้งรัฐบาลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภา
พรรคประชาชนเราเตรียมเดินหน้าเต็มที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ผลักดันกฎหมายและวาระต่างๆ ผ่านกลไกนิติบัญญัติ รวมถึงนำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางที่ประเทศไทยควรจะเลือกเดิน เพื่อเป็นข้อเสนอให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลได้พิจารณา และเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้เปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจในอนาคต
ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงมีมติเสนอชื่อบุคลากรจากพรรคประชาชนในวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและในวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมาถึง โดยที่พรรคมิได้มีความพยายามใดๆ ในการตั้งรัฐบาลแข่งหรือรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่น และโดยที่พรรคทราบอยู่แล้วว่าเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร - หากพิจารณาจากหลักการ การเสนอชื่อใน 2 ตำแหน่งดังกล่าว มิได้ขัดกับแนวปฏิบัติที่ว่าที่แกนนำฝ่ายค้านพึงกระทำได้ในระบบรัฐสภา และยังสอดคล้องกับแนวทางของว่าที่แกนนำฝ่ายค้านในอดีตในหลายกรณี ที่มีการเสนอชื่อในลักษณะเดียวกันแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่มิได้มีความพยายามหรือความประสงค์ในการตั้งรัฐบาลแข่ง...”
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชนตัดสินใจลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมองว่า สถานการณ์การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนตามระบบรัฐสภาเพื่อเลือกผู้นำรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็น “บททดสอบสำคัญ”ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาชน ในเรื่องของการรักษาคำพูดทางการเมือง
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเสียงในสภาเท่านั้น แต่ยังวัดกันที่ มาตรฐานทางการเมือง และ ความน่าเชื่อถือของคำพูด ที่พรรคการเมืองเคยประกาศไว้ต่อสาธารณะ
ที่ผ่านมา พรรคประชาชนสร้างภาพลักษณ์ของตนเองว่าเป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการเมืองไทยให้แตกต่างจากการเมืองแบบเดิมดังนั้น การตัดสินใจทางการเมืองในช่วงเวลานี้จึงถูกจับตามองจากสังคมเป็นพิเศษ
ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือคำพูดในอดีตของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เคยแสดงความเห็นไว้ว่า หากพรรคอันดับสองมีจำนวน สส. น้อยกว่าพรรคอันดับหนึ่งมาก เช่น ประมาณ 30 ที่นั่ง ก็ไม่ควรพยายามชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือแย่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะอาจขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเคยได้รับเสียงชื่นชมจากสังคมไม่น้อย เพราะสะท้อนความพยายามสร้าง มารยาททางการเมือง ให้กับระบบประชาธิปไตยไทย กล่าวคือ แม้ในทางกฎหมาย พรรคใดก็ตามที่รวบรวมเสียงข้างมากได้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ในเชิงวัฒนธรรมทางการเมือง พรรคที่ได้อันดับหนึ่งควรได้รับโอกาสแรกในการจัดตั้งรัฐบาล
แนวคิดลักษณะนี้พบได้ในหลายประเทศประชาธิปไตย แม้จะไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่ถือเป็นธรรมเนียมทางการเมืองที่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลอย่างไรก็ตาม เมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์จริงที่ต้องเลือกนายกรัฐมนตรี คำพูดในอดีตจึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า คำถามสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่ว่า พรรคอันดับสองมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพราะในเชิงกฎหมาย หากรวบรวมเสียงข้างมากได้ก็สามารถทำได้ตามกติกา แต่คำถามสำคัญคือ พรรคประชาชนจะเลือกยืนอยู่บนหลักการที่เคยประกาศไว้หรือไม่
การเมืองไม่ได้มีเพียงความชอบธรรมทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีความชอบธรรมทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือทางการเมืองด้วย
พรรคประชาชนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนไม่น้อย เพราะภาพลักษณ์ของการเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ และต้องการสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ สิ่งที่ทำให้พรรคการเมืองสายปฏิรูปได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงนโยบายเท่านั้น แต่คือ “ความเชื่อถือ”ที่ประชาชนมีต่อคำพูดและหลักการของพรรค
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า หากคำพูดที่เคยประกาศไว้ต่อสาธารณะถูกละเลยเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองระยะสั้น แต่เป็นเรื่องของเครดิตทางการเมืองในระยะยาว
“การเมืองไทยมีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งว่า พรรคการเมืองที่พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่งมักสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนอย่างรวดเร็ว”ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
ความท้าทายของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะเดินเกมการเมืองอย่างไร แต่ยังเป็นคำถามสำคัญว่า พรรคจะรักษาภาพลักษณ์ของการเมืองแบบใหม่ที่เคยประกาศไว้ได้หรือไม่
หากพรรคเลือกยืนตามหลักการเดิม ก็อาจถูกมองว่าเป็นการแสดงมารยาททางการเมือง และยืนยันว่าพรรคยังคงยึดมั่นในมาตรฐานที่ตนเองเสนอไว้กับสังคม แต่หากเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง แม้จะสามารถอธิบายได้ในเชิงยุทธศาสตร์ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงคำถามจากสังคมไม่ได้ว่า มาตรฐานที่เคยประกาศไว้นั้นยังมีความหมายอยู่หรือไม่
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า สำหรับพรรคการเมืองทั่วไป คำถามลักษณะนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะการเมืองไทยคุ้นเคยกับการปรับท่าทีตามสถานการณ์ แต่สำหรับพรรคที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของการเมืองแบบใหม่ มาตรฐานย่อมต้องสูงกว่านั้น
“การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้นำรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่จะบอกสังคมว่า พรรคประชาชนต้องการเป็นพรรคการเมืองแบบใด เพราะสุดท้ายแล้วในทางการเมือง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่าใครได้อำนาจ แต่คือใครรักษาคำพูดของตัวเองได้มากเพียงใด”ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
ด้าน รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชนเสนอชื่อ ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ในทางกฎหมายการเสนอชื่อสามารถทำได้ แต่ในทางการเมืองสิ่งที่สำคัญไม่แพ้นโยบายหรือจำนวนเสียงในสภาคือความน่าเชื่อถือเพราะพรรคการเมืองอาจแพ้เลือกตั้งได้ อาจเป็นฝ่ายค้านได้ หรืออาจไม่มีเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้
แต่สิ่งที่เสียไปแล้วเอาคืนยากที่สุดคือเครดิตจากคำพูดของตัวเอง โดยก่อนหน้านี้สังคมจำนวนไม่น้อยรับรู้จุดยืนว่าพรรคอันดับสองจะไม่เดินเกมจัดตั้งรัฐบาลแข่งจึงทำให้การเสนอชื่อครั้งนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงทันทีเพราะพรรคที่ประกาศตัวว่าเป็นการเมืองใหม่ มักถูกคาดหวังสูงกว่าพรรคการเมืองแบบเดิม โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานทางการเมือง การรักษาคำพูด และความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำ
ที่ผ่านมา พรรคประชาชนสร้างทุนทางการเมืองจากภาพลักษณ์ของพรรคที่มีหลักการ เน้นความตรงไปตรงมาและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แต่ทุนทางการเมืองลักษณะนี้สร้างได้ยากและอาจหายไปได้เร็ว หากการตัดสินใจทางการเมืองสวนทางกับสิ่งที่สังคมเคยรับรู้ ความเสียหายจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ความรู้สึกของผู้สนับสนุนที่เริ่มตั้งคำถามกับคำพูดของพรรค
ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์บางส่วนมองว่าเกมนี้อาจเป็นเพียงการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เพราะพรรคเองก็รู้สมการเสียงในสภาอยู่แล้ว การเสนอชื่อครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพและรักษากระแสทางการเมืองมากกว่าการแข่งขันเพื่ออำนาจจริง
แน่นอนว่า พรรคประชาชนมีคำอธิบายของพรรค โดยระบุว่าการเสนอชื่อเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และยืนยันว่าประชาชนยังมีทางเลือกทางการเมือง แต่ในสนามการเมือง คำพูดของพรรคการเมืองถือเป็นสัญญาทางการเมือง เมื่อคำพูดเปลี่ยน ความเชื่อมั่นของผู้คนก็อาจเปลี่ยนตาม และบทเรียนในอดีตของการเมืองไทยก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าหลายพรรคไม่ได้สูญเสียความนิยมเพราะแพ้เลือกตั้ง แต่สูญเสียความน่าเชื่อถือเพราะ ราคาของคำพูดของตัวเอง
“พรรคประชาชน ต้องกลับมาทำงานอยู่บนหลักการมากกว่าไหลตามกระแสการเมือง เพราะพรรคเกิดขึ้นมาโดยการสร้างความเชื่อ แก่ประชาชนไปแล้ว ว่า มีหลักยึดซึ่งสอดรับกับสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น เป็นพรรคที่มีมารยาท มีหลักการ หากหลักลอยเมื่อไร พรรคก็ไร้ความน่าเชื่อถือเมื่อนั้น”
สรุป : ดูเหมือนว่า พรรคประชาชนต้องการซีน ไม่ต้องการจมหายไปในสภา จึงพยายามหา “อีเวนต์” เพื่อจะ “แสดงตน” ในสภา ไม่ให้กองเชียร์ลดทอนการเห็นคุณค่า หรือต้องหายไปจากพื้นที่ข่าวก็เท่านั้นเอง
จิตกร บุษบา
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี