วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 20 มี.ค.ที่ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ถ.วิภาวดีรังสิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าอวยพรบริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื่องในโอกาสครบรอบ 46 ปี ก้าวสู่ปีที่ 47 โดยมีคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย นางผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จํากัด นายผรณเดช พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ผู้อํานวยการข่าว นายปรเมษฐ์ ภู่โต บรรณาธิการอำนวยการ ให้การต้อนรับ
โดยนายกรัฐมนตรีเขียนคำอวยพรเป็นที่ระลึกว่า “ขอแสดงความยินดีกับทีมงานแนวหน้าทุกคนครับ”
จากนั้น นายกฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการแนวหน้าออนไลน์ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง
1) นายอนุทินกล่าวถึงการตัดสินใจตั้งพรรคภูมิใจไทย ว่า ตอนนั้นเป็นจังหวะที่แยกตัวออกมาจากพรรคพลังประชาชน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ต้องพ้นจากตําแหน่งไป จึงเห็นว่า ในยุคนั้น สถานการณ์การบ้านการเมืองมีความไม่มั่นคง และมีความแตกแยก ซึ่งเรามองว่าถ้าเราไปอยู่ขั้วที่มีความสงบ และทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ดี นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่เราควรจะทํา
ซึ่งตอนนั้น พรรคพลังประชาชน ถูกยุบ เราก็ต้องหาสังกัด ตอนนั้นเราใช้ชื่อว่ากลุ่มเพื่อนเนวิน มี 22 คนและ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายอนุชา นาคาศัย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ต่างออกมาเหมือนกัน ก็ชวนกันมา และตอนนั้น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของตนท่านอาวุโส ก็เป็นหัวหน้าพรรค และมี นางพรทิวา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค และใช้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทํากิจกรรมการเมืองตั้งแต่นั้นมา
2) เมื่อถามว่า ตอนเด็กๆ เคยฝันว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
นายอนุทิน กล่าวว่า คุณพ่อของตนเป็นนักธุรกิจอยู่ในวงการก่อสร้าง ซึ่งก็รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพอสมควร รวมถึงข้าราชการ แล้วคุณพ่อของตนก็มีความสนิทสนมกับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ตนก็มีโอกาสได้สัมผัส กลิ่นอายของการบริหารประเทศ ซึ่งตอนนั้นตนก็ทํางานกับภาคเอกชน พอได้เข้าไปเห็นพื้นที่การเมืองก็รู้สึกสนุกดี จริงๆ ตอนนั้น คุณพ่อตนจะพาไปเจอ พลเอกชาติชาย บ่อยๆ ช่วงเย็นก็จะเห็นข้าราชการมาสังสรรค์พูดคุยกัน
3) เมื่อถามว่า นายกฯ เป็นคนชอบเล่นโซเชียลมีเดีย และเมื่อเห็นประเด็นอะไรก็จะเข้าไปคอมเมนต์ด้วยตัวเอง
นายอนุทินกล่าวว่า ตนถูกทีมงานของตนดึงหางทุกวัน ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เป็นภาพจําอย่างหนึ่ง หลายคนยังจําได้ และเมื่อตนคอมเมนต์ไปอย่างนั้น หลายคนที่เข้ามาด่า ตนเชื่อว่า เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีสปิริตที่ดี เพราะเมื่อตนชี้แจงไปเขาก็เข้าใจ แล้วเขาก็กลับมาขอบคุณ
4) เมื่อถามว่า ในการโหวตนายกรัฐมนตรี มีงูเห่าสีส้ม มาจากงูดูดงู ด้วยเงิน 20 ล้านบาท และให้เงินเดือนอีกเดือนละ 4 แสนบาท
นายอนุทิน กล่าวว่า เงินเดือนนายกฯยังแสนเดียวเอง ตนก็ไม่ทราบว่าเขามาจากไหน และไม่รู้จักเขา ทราบว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ยังไม่เคยเห็นตัวจริง และน่าจะเป็น สส.สมัยแรก ตอนนี้ตนมีข้อมูลเพียงเท่านี้ ตนก็ไม่ทราบว่าเหตุผลที่เขาลงมติให้ตนด้วยเหตุอะไร แต่เรื่องของแรงจูงใจหรือค่าตอบแทนรับรองว่าไม่มีแน่นอน
5) เมื่อถามว่า เสียงของพรรคภูมิใจไทยมั่นคงแล้ว การจะเพิ่มใหม่อีกหนึ่งเสียงก็ไม่ช่วยอะไร
นายอนุทิน กล่าวว่า ก็นั่นน่ะสิ คําตอบก็อยู่ในคําถาม แต่ถ้าตนเจอเขาก็ต้องเดินเข้าไปขอบคุณที่เลือกตนก็คงมีกระบวนการทางการเมือง เขาอาจจะมาเลือกเราเพราะนโยบายของเราไปโดนพื้นที่บ้านเขาหรือไปโดนใจอาจจะมาเลือกตนได้ แต่ก็คงทําหน้าที่ตรวจสอบไป ซึ่งพรรคประชาชนทั้งพรรคก็เคยมาเลือกตน แต่เขาก็ทําหน้าที่ตรวจสอบ เลือกให้มาทํางานแล้วเขาก็ตรวจสอบ
6) เมื่อถามว่า นายอนุทิน เข้ามาในสถานการณ์ลุยไฟ ก่อนหน้านี้ ก็เรื่องของชายแดนกัมพูชา ตอนนี้ก็เรื่องของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
นายอนุทินกล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามาก็มีวิกฤตการณ์ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ซึ่งกลไกของรัฐก็มีความพร้อมในระดับหนึ่ง เรามีแผนเผชิญเหตุเสมอว่าถ้ามีเหตุอย่างนี้ต้องทําอย่างไร และความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐเท่านั้น จะต้องมีความร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน เราก็ได้ความร่วมมืออย่างดี อย่างตอนน้ําท่วมหาดใหญ่ภาคเอกชนก็เข้าไปช่วยอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่าน้ําใจคนไทยสุดยอดจริงๆ เวลาคนไทยมีภัย ข้าวปลาอาหารที่นอนหมอนมุ้งเครื่องใช้อุปโภค-บริโภค ถึงมือผู้ประสบภัยโดยทันที เวลามีภัยสงคราม ทุกคนก็พร้อมจะลงไปทันที พื้นฐานของเราในเรื่องของการดูแลทุกข์สุขพี่น้องร่วมชาติ เรามีรากฐานที่ดีมาก ในส่วนของรัฐที่เราต้องจัดก็จัดเต็ม และยังได้รับการต่อยอดจากประชาชน ภาคเอกชน
7) เมื่อถามว่า เลือกตั้งรอบนี้ คนที่ไม่เคยคิดและเลือกภูมิใจไทยมาก่อน ได้หันมาเลือก ภายใต้คาดหวัง ที่สูงมาก ทราบความรู้สึกตรงนี้หรือไม่
นายอนุทิน กล่าวว่า ตนทราบดี ทุกคะแนน จากปาร์ตี้ลิสต์ 2 คน เป็น 19 คน จากล้านคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นเกือบหกล้านคะแนน มันมาจากความคาดหวังความเชื่อมั่นและความกดดัน การทํางานสไตล์ของเราผ่านร้อนหนาวมาเยอะ ยิ่งประชาชนให้ความเชื่อมั่น เราต้องฟันฝ่าไปให้ได้ ไม่ให้ประชาชนผิดหวัง ไม่ให้ความเชื่อมั่นเหล่านั้นในสิ่งที่เขาเลือกเราแล้วเขาไม่พลาด เขาไม่ผิดหวัง ก็จะสอดคล้องกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทย และต้องยอมรับว่า บทบาทของนายกฯช่วยได้เยอะมาก เพราะได้ทํางานในภาพใหญ่ภาพกว้าง และอาศัยที่ตนเป็นคนเข้าถึงได้ จับต้องได้ ดุด่าว่ากล่าวได้ ยูเทิร์นเป็น ถ้าไปแล้วไม่ดีก็ไม่ดื้อ รับฟังความคิดเห็น พร้อมตัดสินใจถ้าจำเป็นต้องตัดสินใจ ก็เกิดความเชื่อมั่นความมั่นใจของประชาชนที่สะท้อนออกมาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา
8) เมื่อถามถึง ข้อเสนอ 3 ข้อ ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี 1. ยกเลิกอาหารกลางวันของ สส. ในสภา 2. ลดจํานวนผู้ติดตามจาก 8 คน เหลือ 3 คน และ 3. ยกเลิกบำนาญ สส. นายกฯ กล่าวว่า ถ้าถามตน ตนก็เห็นด้วยหมด ของบางอย่างมันก็รุงรังเกินไป ในยุคสมัยนี้ที่เรามีเทคโนโลยี มีอุปกรณ์อํานวยความสะดวกอื่นๆ มากมาย สมัยก่อนที่ สส.คนหนึ่งต้องมีผู้ช่วย 8 คน เพราะว่าตรงนั้น แค่เดินทางก็แย่แล้ว การประสานงานต่างๆ หาก สส.อยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องมีคนอยู่ในพื้นที่ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แล้ว ถ้ามีความจําเป็นก็สามารถที่จะลดได้
9) ร้านอาหารเลี้ยง สส. นั้น ถ้าเราลดได้บ้างอยู่ในมื้อที่จําเป็น หากมีการประชุมสภาอยู่แล้วมันข้ามเวลาเที่ยง ก็ควรจัดให้มี แต่มื้อเช้าอาจจะต่างคนต่างกินช่วยกันลดงบประมาณ แน่นอนเมื่อภาครัฐจัดอะไร จะต้องแพงกว่าให้ สส. ไปกินมื้อปกติข้างนอก เพราะต้องมาเป็นสัญญามาเป็นรูปแบบต่างๆ แต่จะไปหักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ให้มีเลย เดี๋ยวพอเวลาพักเที่ยง สส.ก็ต้องทยอยกันออกไปกินข้าวข้างนอก ต้องขับรถไป รถก็ติด ต้องดูว่าตรงไหนมันพอจะอะลุ้มอล่วยกันได้ จากสามมื้อเหลือหนึ่งมื้อ ซึ่งการประชุมสภาวันที่ต้องให้ สส.อยู่ในสภาเยอะที่สุดมันมีไม่กี่วัน
10) ส่วนเรื่องผู้ช่วยจาก 8 คน ให้เหลือ 3 คนนั้น ตนเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะมันรุงรัง และหลายคนเห็นว่ามันเป็นเรื่องระบบตอบแทนแล้ว
11) ส่วนเรื่องบํานาญ สส. นั้น ตนว่าแล้วแต่ ถ้าจะถามตนเดี๋ยวจะไม่แฟร์ เพราะตนเลี้ยงชีพตัวเองได้ ก็อาจจะมีบางคนที่เป็นผู้แทนราษฎรจริงๆ ไม่เคยเป็นรัฐมนตรี เป็นคนที่ชาวบ้านให้ความไว้วางใจ ไม่มีฐานะ วันดีคืนดีกระแสเปลี่ยนมา วันหนึ่งไม่ได้รับกลับเข้ามาอีก อายุก็มากขึ้น เพราะการเป็นผู้แทนราษฎร ก็เป็นข้าราชการอย่างหนึ่ง การมีบํานาญจึงสามารถทําได้ ก็ดูตามสมัย แต่ก็ไม่ควรมากเท่าระบบบํานาญของข้าราชการประจํา เพราะจํานวนปีที่ปฏิบัติหน้าที่มันไม่ได้เยอะ
12) อย่างไรก็ดี สังคมต่างจับตาดูว่า “วิกฤตเฉพาะหน้า” อย่างเรื่อง ปัญหาน้ำมันขาดแคลน น้ำมันแพง รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ แก้อย่างไร และใช้เวลาเท่าไร
ซึ่งเรื่องนี้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งติดตามปัญหาเรื่องพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันจริงยังไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยยังมีสต๊อกน้ำมันเก่าอยู่ แต่น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มที่ขายให้ประชาชนกลับขาดแคลน คือถ้าดูจากตัวเลขน้ำมันเราไม่ขาด แต่ปัญหาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มขาดแคลนนั้นเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ
1. โรงกลั่นกักตุนน้ำมัน เพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อที่ให้ราคาสูงกว่า
2. ระบบราคาน้ำมัน 2 ราคา คือ ราคาค้าปลีก ซึ่งโรงกลั่นขายน้ำมันดีเซลให้แก่ปั๊มต่างๆ กับราคาค้าส่ง ซึ่งโรงกลั่นขายให้ “จ๊อบเบอร์” ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งที่นำน้ำมันไปขายให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม, รับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจรับตอกเสาเข็ม, เหมืองแร่,ท่าเรือ, ปั๊มอิสระในท้องถิ่น รวมถึงภาคเกษตรที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง นั้นแตกต่างกัน และโรงกลั่นสามารถกำหนดราคาได้อย่างอิสระโดยรัฐไม่ได้เข้าไปกำกับดูแล ทั้งที่น้ำมันเป็นสินค้าที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติและเป็นสินค้าควบคุม
ซึ่งระบบ 2 ราคา ส่งผลดังนี้
2.1) ถ้าช่วงไหนที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกกว่าราคาที่โรงกลั่นขายให้จ๊อบเบอร์ โรงงานอุตสาหกรรมก็จะหันไปซื้อน้ำมันจากหน้าปั๊ม ทำให้น้ำมันหน้าปั๊มที่ขายให้ประชาชนทั่วไปขาดแคลน
2.2) ช่วงไหนที่ราคาน้ำมันที่โรงกลั่นขายให้จ๊อบเบอร์สูงกว่าราคาที่ขายให้ปั๊มน้ำมัน โรงกลั่นก็อาจจะตัดโควตาที่ขายให้ปั๊มน้ำมันซึ่งเป็นแฟรนไชส์เพื่อเก็บน้ำมันไว้ขายให้จ๊อบเบอร์ ส่วนปั๊มของเจ้าของโรงกลั่นโดยตรงก็ส่งน้ำมันให้ปกติ เช่น โรงกลั่นเครือ ปตท.ส่งน้ำมันให้ปั๊ม ปตท. เขาก็จะส่งน้ำมันให้ตามโควตาปกติ แต่ถ้าส่งไปยังปั๊ม ปตท.ที่เป็นแฟรนไชส์ ก็อาจจะปรับลดโควตาลงมา เพราะขายให้จ๊อบเบอร์ได้ราคาดีกว่า ทำให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน
“ราคาค้าปลีกน้ำมันดีเซลซึ่งกองทุนน้ำมันอุ้มอยู่ อยู่ที่ลิตรละ 30 บาท ขณะที่ราคาค้าส่งที่จ๊อบเบอร์ซื้อจากโรงกลั่นหรือคลังน้ำมันจะขายเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งปกติก่อนหน้านี้ราคาค้าส่งน้ำมันดีเซลจะต่ำกว่าราคาค้าปลีกหน้าปั๊ม 2-3 บาทต่อลิตร เมื่อบวกค่าขนส่งเข้าไปราคาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่พอเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน รัฐบาลไทยสั่งชดเชยราคาน้ำมันหน้าปั๊มโดยนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุน แต่โรงกลั่นกลับขายน้ำมันดีเซลให้จ๊อบเบอร์ในราคาที่สูงมาก เช่น โรงกลั่น ปตท.ขายลิตรละ 50 บาท ส่วนโรงกลั่นน้ำมันบางจากขายลิตรละ 38 บาท และลิมิตการซื้อที่ 1 แสนลิตร ซึ่งราคาก็จะไล่ตั้งแต่ 50 กว่า 40 กว่าๆ จนถึง 30 ปลายๆ แล้วแต่ว่าจะซื้อจากโรงกลั่นไหน ที่ขายในราคานี้ได้เพราะรัฐบาลปล่อยเสรี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องซื้อเพราะถ้าไม่ซื้อเครื่องจักรก็ทำงานไม่ได้ ซึ่งจะเสียหายหนักกว่า ดังนั้นถ้าถามว่าใครกักตุนน้ำมัน เกษตรกรกักตุนได้ไม่มากหรอกเพราะไม่มีกำลัง แต่สาเหตุเกิดจากกลไก 2 ราคา และคนที่กักตุนน้ำมันก็คือโรงกลั่นน้ำมันเอง” อรรถวิชช์ กล่าว
รอดูกันว่า นายกฯ อนุทิน จะนำพารัฐนาวาและประชาชนคนไทย ผ่านพ้นวิกฤตแรก คือ วิกฤตน้ำมันไปได้หรือไม่ !

ใจละลายทั้งโซเชียล! เลดี้ปราง เสิร์ฟลุคฮอตเช็กอินกระบี่
ครั้งประวัติศาสตร์!ไร้แข้งชุดขาวติดโผกระทิงลุยบอลโลก
อนุชา ปชป. กาง 5 นโยบายสู้ศึกชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมส่งทีม ส.ก.ลุยแก้ปัญหาตามความต่าง พื้นที่ทั้ง 50 เขต
ครม.เห็นชอบให้ ขสมก. ใช้ 3 พื้นที่โครงการรถไฟฟ้า รฟม. จอดรถโดยสารประจำทาง
นันทนา บี้บริษัทดัง รับผิดชอบ สภาฯ น้ำรั่ว-ขังท่วม กังขาเรื่องเงียบ เหตุผู้รับเหมา โยง รัฐบาล หรือไม่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี