วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 22 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิดของอดีตพระธัมมชโย
อดีตผู้ต้องหาคดีสมคบกันฟอกเงิน รับของโจร กับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น อดีตไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย
บัดนี้ คดีในส่วนของธัมมชโยขาดอายุความไปแล้ว อัยการแจ้งให้ดีเอสไอยุติคดีแล้ว
ส่วนนายศุภชัย ยังติดคุก รับโทษอยู่ในเรือนจำ
โอกาสนี้ ขอย้อนรอยคดีโกงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการสหกรณ์ สร้างความเสียหายมหาศาล และกระทบประชาชนจำนวนมาก มหากาพย์คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
1. สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ก่อตั้งในชุมชนการเคหะคลองจั่น ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับล่าง
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก่อตั้งขึ้นมา เริ่มต้นจากกลุ่มคนเพียง 22 คน
ทุนแรกเริ่มเพียง 1,260 บาท
กระทั่งถึงปี 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้ฉลองครบรอบ 30 ปี โดยมีผลการดำเนินงาน ณ เดือน มิ.ย. 2556 มีสมาชิกสามัญ 54,063 คน, สมาชิกสมทบ 2,358 คน, สินทรัพย์ 22,662,462,994 บาท, เงินรับฝาก 14,484,318,879 บาท,เงินให้กู้ยืม 15,078,742,908 บาท ทุนเรือนหุ้น 4,745,983,690 บาท
ข้อมูลทางการเงินประจำปี 2555 ระบุว่า สหกรณ์ฯ มีรายได้ 2,011 ล้านบาท รายจ่าย 1,576 ล้านบาท กำไรสุทธิ 436 ล้านบาท
มีสมาชิกและสินทรัพย์อันดับหนึ่งของประเทศ
2. นายศุภชัย มีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของสหกรณ์ฯ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ระหว่างปี 2551 - 2554
เดือนมี.ค. 2556 สหกรณ์คลองจั่นเริ่มวุ่นวาย มีการแฉหลักฐานการตรวจสอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่รายงานพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ฯ
ผลการตรวจบัญชีของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น พบการปล่อยสินเชื่อที่ผิดระเบียบ และมีข้อน่าสงสัย 2 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก คือ การปล่อยกู้จำนวน 27 ราย เป็นยอดหนี้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยลูกหนี้ทุกรายไม่มีการถือหุ้นตามข้อบังคับของสหกรณ์ บางรายหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่ครอบคลุมกับมูลหนี้ บางรายเป็นการค้ำประกันเงินกู้ด้วยบุคคล บางรายไม่มีหลักประกันหนี้ ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่เป็นไปตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญากู้
ประเด็นที่สอง คือ นายศุภชัย เป็นลูกหนี้เงินยืมทดรอง ประมาณ 3,298 ล้านบาท โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระคืน
ต่อมา มีการเข้ายื่นฟ้องอาญาและแพ่งต่อนายศุภชัย ข้อหายักยอกทรัพย์
3. ข้อมูลตรวจสอบรายชื่อลูกหนี้ทั้ง 27 ราย และเงินกู้ของลูกหนี้แต่ละราย รวมทั้งตรวจสอบสถานที่ตั้ง สถานะทางธุรกิจ งบการเงิน จากยอดรวมการปล่อยสินเชื่อให้กับสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่แสดงในรายงานประจำปี 2555 อยู่ที่ 15,073 ล้านบาท
ขณะที่มียอดเงินให้กู้แก่สมาชิกสมทบอยู่ที่ 11,846 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ทั้งหมด
เท่ากับว่า ปล่อยกู้ส่วนที่เป็นปัญหานี้ คือส่วนใหญ่ มิใช่สมาชิกสามัญของสหกรณ์ด้วยซ้ำ
ข้อสังเกตต่อลูกหนี้ 27 ราย มีลูกหนี้เงินกู้สมทบจำนวน 10 ราย จากทั้งหมด 27 ราย เป็นบริษัทที่มีนายศุภชัยศรีศุภอักษร และนาย... ศรีศุภอักษร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย 10 บริษัทนี้ ได้กู้เงินจากสหกรณ์ฯ ไปเป็นจำนวน 5,274 ล้านบาท สัญญาเกือบทั้งหมดเป็นการลงนามกู้เองและเซ็นอนุมัติเองโดยนายศุภชัย
4. ทั้งหมด ทำได้เพราะนายศุภชัยเข้ามาดำรงตำแหน่งระดับสูงในสหกรณ์ และค่อยๆ สร้าง “อำนาจเบ็ดเสร็จ” โดยการควบคุมการอนุมัติเงินกู้ มีอิทธิพลต่อคณะกรรมการ
“ปล่อยกู้โดยมิชอบจำนวนมหาศาลให้กับ “นิติบุคคลที่ไม่มีศักยภาพ” หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายตัวเอง
ปลอมเอกสาร / บิดเบือนข้อมูล ปกปิดสถานการณ์เงินจริงของสหกรณ์
ถอนเงินโดยไม่มีมติที่ถูกต้อง ใช้ตำแหน่งอนุมัติเงินเอง โดยไม่มีการตรวจสอบจากระบบ
หมุนเงินแบบแชร์ลูกโซ่ โดยใช้เงินสมาชิกใหม่ เอาไปโปะหนี้เดิม”
5. DSI ได้ตรวจสอบการบริหารสหกรณ์ที่ส่อว่ามีการทุจริต ยักยอกทรัพย์ จนทำให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายปันผลให้สมาชิกและปิดไม่ให้มีการถอนเงิน
.png)
.png)
สรุป 13 คดี
(1) กรณีนายพิษณุ ชีวะสิทธิ์ กับพวก ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายศุภชัย น.ส.ศรัณยา มานหมัด นายลภัส โสมคำ และนายกฤษฎา บุญมาก (ทั้งหมดเป็นอดีตกรรมการ และอดีตสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น) ข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์สิน ทำให้เกิดความเสียหาย 13,334,158,975 บาทดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้กับอัยการสั่งฟ้องบุคคล 4 ราย ได้แก่ นายศุภชัย น.ส.ศรัณยา นายลภัส และนายกฤษฎา และไม่สั่งฟ้องนายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา และนายจิรเดช วรเพียรกุล อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง (สมัยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) พร้อมมีความเห็นควรดำเนินคดีฟอกเงินกับนายศุภชัย นายวัฒน์ชานนท์ และนายจิรเดช แทน
(2) กรณีที่นายสมาน ครองเมือง กับพวก รวม 2,205 คน(สมาชิกสหกรณ์ฯ) และนายไพโรจน์ จำลองราษฎร์ ผู้รับมอบอำนาจจากสหกรณ์ฯ (ชุดเก่า) ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายศุภชัย
กับพวก ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ทำให้เกิดความเสียหาย 6,866,060,587 บาท ดีเอสไอได้มีความเห็นสั่งฟ้อง และในระหว่างการสอบสวนได้อายัดที่ดินจำนวน 9 รายการไว้ด้วย
(3) กรณี น.ส.สุดาภรณ์ กองธรรม ผู้รับมอบอำนาจจากสหกรณ์ฯ (ชุดชั่วคราว) ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายศุภชัย ในข้อหายักยอกทรัพย์สิน ทำให้เกิดความเสียหาย 27,642,000 บาท ต่อมาศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายศุภชัยแล้ว โดยมีความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละระหว่าง 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี อย่างไรก็ดี นายศุภชัยได้ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา (แต่ในชั้นการสอบสวนของดีเอสไอนายศุภชัยให้การปฏิเสธ) ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 ปี ไม่รอลงอาญา
(4) กรณีนายอิสระ เอี่ยมดิลกวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจจากสหกรณ์ฯ (ชุดปัจจุบัน) ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้นายศุภชัย สามารถยักยอกทรัพย์สินได้ ดีเอสไอพบว่า นายทะเบียนสหกรณ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.
ส่วนคดีฟอกเงินมีทั้งหมด 9 คดี ได้แก่
(1) ดีเอสไอพบว่า มีการโอนเงินที่ยักยอกมาจากสหกรณ์ฯโดยสั่งจ่ายเช็คให้แก่นายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล (อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย) ต่อมานายสถาพร ได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง และรถยนต์ รวมถึงปืน ในนามของตนเอง และในนามของบริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือ ทำให้เกิดความเสียหาย250 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน
(2) ดีเอสไอพบว่า นายศุภชัย ได้นำเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นเงินที่ได้จากการยักยอกทรัพย์สินสหกรณ์ฯ ไปซื้อที่ดินใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในนามของตนเอง และได้ขายที่ดินจำนวน 8 แปลง ให้กับ น.ส.อลิสา อัศวโภคิน
(3) ดีเอสไอพบว่า นายศุภชัย นำเงินจำนวน 321.4 ล้านบาท โดยสั่งจ่ายเป็นเช็ค 10 ฉบับ ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากการยักยอกทรัพย์สินสหกรณ์ฯ ไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2
จำกัด ทำให้เกิดความเสียหาย 320 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดฐานฟอกเงิน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยกรณีนี้ดีเอสไอได้อายัดที่ดินจำนวน 10 รายการด้วย ขายที่ดินต่อให้เจ้าสัวอนันต์ อัศวโภคิน ถูกดำเนินคดีด้วย
(4) ดีเอสไอพบว่า มีเครือข่ายรัฐ-เอกชนรวม 19 แห่ง ได้รับเช็คจากนายศุภชัย จำนวน 78 ฉบับ โดยทั้ง 19 แห่งดังกล่าวได้รับโดยไม่มีมูลหนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานฟอกเงินได้ รวมความเสียหาย 2,296,675,718 บาท
(5) ดีเอสไอพบว่า มีกลุ่มบุคคลรวม 93 ราย ได้รับเช็คจากนายศุภชัย จำนวน 211 ฉบับ โดยทั้ง 93 รายดังกล่าว เป็นบุคคลหลายกลุ่ม ได้รับโดยไม่มีมูลหนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานฟอกเงินได้ รวมความเสียหาย 1,754,500,943 บาท
สำหรับกรณีที่ (6) และ (7) เป็นความเกี่ยวเนื่องกัน และมีมูลค่าความเสียหายรวมกัน คือ 2,993,141,973 บาท แบ่งผู้กล่าวหาเป็น 2 ชุด คือ
ชุดแรก นายศุภชัย น.ส.ศรัณยา นางทองพิน กันล้อม อดีตเหรัญญิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย นางศศิธร โชคประสิทธิ์
ชุดสอง คือ วัดพระธรรมกาย มูลนิธิรัตนคีรี วัดบ้านขุนวัดพระพุทธบาท วัดแม่สะนาม วัดสามพระยา สมาคมพุทธศาสตร์ล้านนา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี
ทั้งหมดดีเอสไอพบว่า มีเส้นทางการเงินไปยังกลุ่มบุคคลข้างต้น มีปลายทางถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหลายกลุ่ม ซึ่งกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเงินปลายทางนั้น เป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้โอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน เข้าข่ายกระทำความผิดฐานฟอกเงินได้ (ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดยังไม่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด)
(8) ดีเอสไอตรวจสอบตามคำแนะนำของพนักงานอัยการ พบว่า นายวัฒน์ชานนท์ และนายจิรเดช มีพฤติการณ์เข้าข่ายฟอกเงิน เนื่องจากได้รับเช็คของนายศุภชัย โดยดีเอสไอได้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2559 จากการสอบสวนเบื้องต้นพบมูลค่าความเสียหายประมาณ 6,866,060,587 บาท
(9) กรณีนายศุภชัย ขายที่ดิน 1,838 ไร่ วงเงินกว่า 477 ล้านบาท ให้กับบริษัท พิษณุโลกเอทานอล จำกัด อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง พบข้อพิรุธ และข้อขัดแย้งในคำสั่งต่างๆ มากมาย และมีเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ และจาก ปปง.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จากการตรวจสอบของดีเอสไอ พบว่า มีเส้นทางการเงินไปสิ้นสุดอยู่กับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายกลุ่ม เป็นกลุ่มนายหน้าที่ดิน จำนวน 12 ราย (ณฐพร โตประยูร เกี่ยวข้องด้วย)
6. คดีหลักของกรณีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการฟ้องซ้ำ กับคดีที่ศาลอาญาพิพากษาไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2563
ต่อมาวันที่ 17 ม.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาเเก้โดยมองว่าคดีไม่เป็นการฟ้องซ้ำ เเละลงโทษ นายศุภชัย(จำเลยที่ 1) ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม กระทงละ 2 ปี22 กระทง เป็นจำคุก 44 ปี
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกนายศุภชัย กระทงละ 1 ปี 721 กระทง เป็นจำคุก 721 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก มีกำหนด 20 ปีตามกฎหมายอาญา 91 (2) และให้คืนเงินจำนวน 10,812,663,995.29 บาท แก่โจทก์ร่วม
ในส่วนของจำเลยคนอื่นๆ จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 11 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ส่วนจำเลยที่ 7 มีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 คือคงจำคุก 20 ปี
จนเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมาศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยเเก้เพิ่มเป็น ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343รวมทั้งความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายกระทง ในสำนวนแรก จำคุก 5 ปี ในสำนวนหลัง ผิดฉ้อโกงประชาชน 16 กระทง และปลอม–ใช้เอกสารสิทธิปลอม 16 กระทง
ส่วนจำเลยที่ 7 มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง รวม 549 กระทง
แม้โทษรวมตามจำนวนกระทงจะพุ่งหลายร้อยปี แต่เมื่อรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกสูงสุด 20 ปี
สั่งให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 2,455 ราย กว่า 5,612 ล้านบาท และคืนเงินแก่โจทก์ร่วมอีกกว่า 10,726 ล้านบาทโดยจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดบางส่วนกว่า 9,000 ล้านบาท
สรุป “ศาลฎีกา” พิพากษา เพิ่มความผิด “ฉ้อโกงประชาชน” / เพิ่มความผิด “ลักทรัพย์” โดยลงโทษ: จำคุก 20 ปีไม่รอลงอาญา และชดใช้คืนเงินประมาณ 16,000 ล้านบาท
7. ส่วนอดีตพระธัมมชโย ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสหกรณ์คลองจั่นโดยตรง
แต่เป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน รับของโจร (หนึ่งในคดีย่อย)
คดีดังกล่าว ศาลพิพากษาว่า ผู้ต้องหาร่วมคนอื่นๆ มีความผิด ต้องโทษจำคุก
ส่วนอดีตพระธัมมชโย หลบหนี ไม่ได้ตัวมาขึ้นศาลในอายุความ คดีขาดอายุความ และอัยการให้ยุติคดีล่าสุด
สันติสุข มะโรงศรี

น้าเดชแรงได้ใจ! บอก พักโทษ ไม่ใช่ พ้นโทษ เปรียบเทียบเจ็บจนเห็นภาพ
คุมตัวผู้ต้องสงสัย หลังพยานหลักฐานเชื่อมโยง เหตุบึ้ม อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส
ราชทัณฑ์ แจง เคสหนุ่มจีนคลังแสง ชักเกร็งหมดสติคาเรือนจำ
แม่ปูจัดหนัก กางหลักฐานฟ้องหมิ่นฯ 3 รายรวด ใครแชร์ข้อมูลเท็จเตรียมตัว ชมคลิป
สะเทือนทั้งโลก! เปิดรายชื่อ 17 ขุนพลบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ตาม ทรัมป์ บุกจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี