วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นับจากวันนี้ไปอีก 7 วัน นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย ในจำนวน 32 คน หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่ติดคุกเพราะคดีทุจริตประพฤติมิชอบ จะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคมสัปดาห์หน้า
ถ้า“ทักษิณ ชินวัตร”ออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมมาติด“คุกเทียม”ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า หากยังไม่“สิ้นลาย”หลังจากต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นเวลากว่า 8 เดือน ก็เห็นทีว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยร่วมผสมอยู่ด้วยเดือดร้อนแน่นอน
นั่นก็เพราะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยเป็น“ลูกน้อง”ของ“ทักษิณ ชินวัตร”มาก่อน ถึงอย่างไรก็คงไม่กล้าแตกหักกับ“นายเก่า” ซึ่ง“ทักษิณ”นั้นเป็นคน“อวดเก่ง-หลงตัวเอง” รู้ดีไปทุกเรื่อง และยึดตนเป็นศูนย์กลางจักรวาล อีกทั้งยังชอบดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่นในลักษณะไม่ให้เกียรติด้วยการ“ข่ม”และ“ทวงบุญคุณ”
ในกรณีที่ชอบ“ข่ม”และ“ทวงบุญคุณ”นั้น จึงมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่เห็นหน้าค่าตากันอยู่ในเวลานี้ ต้องยอมสยบเป็น“ทาสที่ปล่อยไม่ไป”ของ“ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งบางคนอาจจะชอบและยอมทอดตัวรับใช้ แต่ก็มีหลายคนที่มิอาจสลัดตัวให้หลุดพ้นได้ เพราะ“ทักษิณ”กุมความลับที่สามารถนำขึ้นมาแฉเป็นการตลบหลังได้ ถึงขนาดที่“ทักษิณ”เคยเปรียบเปรยนักการเมืองที่ตนเองเคย“จ่าย” ว่าเป็น“สุนัขในคอกที่เลี้ยงไม่เชื่อง” เมื่อนักการเมืองเหล่านั้นตีจาก
ทุกวันนี้จึงยังเห็น “อ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย”, “หมอมิ้ง-นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช”, “หมอเลี๊ยบ-นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี”, “เดอะอ๋อย-จาตุรนต์ ฉายแสง”, “ชูศักดิ์ ศิรินิล”, และ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” เป็นต้น ที่ยังสวามิภักดิ์“ทักษิณ ชินวัตร”ที่เปรียบเสมือน“นายใหญ่”โดยมิผันแปร หรือแม้แต่“เดอะหนิม-จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน ที่กล่าวถึง“ทักษิณ”ซึ่งกำลังจะได้รับการพักโทษว่า “ท่านเป็นเหมือนจิตวิญญาณของพวกเราตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย”
ดังนั้น ถ้า“ทักษิณ ชินวัตร”ออกจากคุกคราวนี้ หากยังทำตัวเหมือนกับเมื่อครั้งที่ได้รับการพักโทษครั้งแรกในปี 2567 โดยออกมาก็ทำตัวเป็น“ผู้ทรงอำนาจ”อยู่เหนือรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และ“แพทองธาร ชินวัตร”บุตรสาว ด้วยการควบคุมและบงการทิศทางการทำงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่แม้แต่ กกต.ก็ยัง“ใบ้รับประทาน”ไม่กล้าทำอะไร“ทักษิณ” ในฐานความผิดบุคคลนอกหรือบุคคลอื่นเข้าไป“ควบคุม-ครอบงำ-ชี้นำ”พรรคการเมือง ซึ่งถ้า“ทักษิณ”ยังประพฤติเช่นนั้นเหมือนเมื่อคราวก่อน รับรอง“อนุทิน ชาญวีรกูล”เดือดร้อนอย่างที่กล่าไว้แน่นอน
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีสัญญาณประการหนึ่งที่พอจะเป็นเค้าบ่งบอกว่า แม้จะติดคุกจริงแล้ว“ทักษิณ ชินวัตร”ก็ยังไม่เปลี่ยน ดังจะเห็นได้จากแค่ต้องติดกำไล“EM”ที่ข้อเท้าระหว่างพักโทษก็กลายเป็นปัญหา ไม่เพียงแต่“ทักษิณ”จะบ่นจากหลังประตูคุกผ่าน“แพทองธาร ชินวัตร”เท่านั้น ฟังจากหางเสียงและสีหน้าท่าทางของผู้เป็นบุตรสาวที่ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากเข้าไปเยี่ยมบิดาในคุก ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึง“สันดาน”ที่ไม่เปลี่ยนของคนในตระกูลนี้ โดยคิดว่าพวกตนนั้นถูกต้องเสมอไป
“แพทองธาร ชินวัตร”ให้สัมภาษณ์ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา แบบตนเองก็ไม่สามารถซ่อนอารมณ์“เหวี่ยง” โดย“จิกตา”พูดกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความรู้สึกของ“ทักษิณ ชินวัตร”ว่า “อาจจะมีความรู้สึกในเรื่องของการติดกำไล EM ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าตัวเองนั้นแก่แล้ว และเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาด้วย แต่พอต้องติดกำไล EM ก็รู้สึกนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เราก็พร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง”
“ทักษิณ ชินวัตร”และ“แพทองธาร ชินวัตร”บุตรสาวคงคิดว่าคนไทย“กินผักกินหญ้า” จึงอ้างว่าเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง“ทักษิณ”เป็นนายกรัฐมนตรีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกในคดีทุจริตประพฤติมิชอบระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ฐาน“คอร์รัปชันโกงกิน” อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่ไร้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรี จากการถูกเรียกคืน“เครื่องราชอิสริยาภรณ์”ทุกชั้นตรา รวมทั้งถูกถอดยศ“พันตำรวจโท” และถูกถอดยศ“นายกองใหญ่”กองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย
นอกจากนั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ“อดีตลูกน้อง” จะกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองกับ“ทักษิณ ชินวัตร”ผู้เคยเป็น“นายเก่า”หรือไม่ คือเรื่องเงินภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทจากการขาย“หุ้นชินคอร์ป” ที่“ทักษิณ”จะต้องจ่ายคืนให้กรมสรรพากร ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 แต่จนบัดนี้ผ่านมา 5 เดือนเรื่องก็ยังเงียบ ไม่มีความคืบหน้าจากกรมสรรพากร และกระทรวงการคลังที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
โดยเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมพวก คือนายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายสุทธิชัย สังขมณี อดีตสรรพากรภาค 3 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้รัฐเสียหายมูลค่ากว่า 17,900 ล้านบาท (1.79 หมื่นล้านบาท) จากการที่ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีการประเมินภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2549 ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร
ย้อนไปดูเรื่อง“ภาษีหุ้นชินคอร์ป”นี้ ก็ยังมีการเกี่ยวพันกันกับการติดคุกของนางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”และพวกรวม 5 คน ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปีแต่ลดโทษเหลือ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อไม่ให้นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ“ทักษิณ ชินวัตร” ต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร จากกรณีการซื้อ“หุ้นชินคอร์ป”เมื่อปี 2549
บรรทัดนี้ก็ต้องฝาก“อนุทิน ชาญวีรกูล”พ่วงไว้อีกหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับ“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นอกจากจะต้องตามตะครุบตัวกลับมาติดคุกให้ได้แล้ว ภาษีอีก 1 หมื่นล้านบาทในคดีทุจริตขายข้าวแบบ“จีทูจี” ที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ให้“ยิ่งลักษณ์”ต้องชดใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนนั้น ก็เป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลด้วยเช่นกัน
อีกไม่นานเราคนไทยก็คงได้เห็นว่า ระหว่าง“หนู”กับ“แม้ว”นั้นใครจะใหญ่กว่ากัน ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

‘มท.2’ เล็งนัด ’รมว.พลังงาน’ หาทางออก ปมค่าไฟสาธารณะ ออกจากบิล ประชาชน
จีนช็อก เครื่องบินเล็กพุ่งชนตึกสูงที่สุดในกรุงปักกิ่ง เสียงดังสนั่นสะเทือน 108 ชั้น
ภรรยา ติ๊ก ชิโร่ วอนขอความเห็นใจ หลังโดนเรียกค่าเสียหาย 18 ล้าน ลั่นขอโอกาสให้ได้หายใจบ้าง
จูรี วอนพี่น้องชาวใต้ในกรุงเทพฯ รวมพลังกาเบอร์ 5 เลือก อนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.
กทม.เป็นมากกว่านี้ได้! อภิสิทธิ์ ย้ำคนกรุง ให้เลือก อนุชา-ส.ก.ปชป. เพื่อรื้อโกง กทม.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี