วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ท่ามกลาง ข่าวร้ายในโซเชียลมีเดีย ที่ไถสมาร์ทโฟนไปทางไหนก็เจอ สิ่งที่ปรากฏซ้ำซากราวกับเทปที่เปิดวนไปวนมา คือกระแสการโหมประโคมว่า “ประเทศไทยกำลังแย่”“ล้าหลังเพื่อนบ้าน” หรือแม้กระทั่งคำกล่าวอ้างที่ว่า “ประเทศใกล้จะล่มจม” วาทกรรมเหล่านี้ถูกปั่นวนผ่านทั้งขบวนการ IO ของกลุ่มการเมืองทุกเฉดสี รวมถึงการระบายอารมณ์จากอคติส่วนตน จนกลายเป็น “ความจริงเสมือน” ที่สร้างความหวาดกลัวและสิ้นหวังให้กระจายตัวไปไกลกว่าความเป็นจริง
แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่จุดไหนกันแน่?
หากเราลองวางสมาร์ทโฟนลง แล้วกางข้อมูลจากสถาบันการเงินและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ล่าสุด Moody’s Ratings สถาบันจัดอันดับเครดิตเบอร์ต้นของโลก เพิ่งประกาศปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “Negative” (เชิงลบ) กลับขึ้นมาสู่ระดับ “Stable” (มีเสถียรภาพ)
ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ Moody’s จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 “มหาอำนาจความแกร่ง” ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ร่วมกับยักษ์ใหญ่อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเม็กซิโก โดยระบุชัดเจนว่าไทยมี “เกราะป้องกัน” ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งในการต้านทานพายุเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศที่สูงลิ่วกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสัดส่วนหนี้ต่างประเทศที่ต่ำมากจนความผันผวนของค่าเงินไม่สามารถทำให้ฐานรากของเราสั่นคลอนได้เหมือนในอดีต
นี่คือความจริงเชิงประจักษ์ที่สวนทางกับความพยายามปั่นกระแสในโลกออนไลน์ที่จ้องจะด้อยค่าประเทศเพียงเพื่อความสะใจ หรือเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมือง
แน่นอนว่าเราไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยสมบูรณ์แบบ ปัญหาปากท้องมีอยู่จริง หนี้ครัวเรือนยังเป็นเรื่องใหญ่ และราคาพลังงานที่ผันผวน ก็เป็นภาระที่ทุกคนสัมผัสได้ สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไข และสื่อมวลชนรวมถึงประชาชนมีหน้าที่ในการ “วิพากษ์วิจารณ์” อย่างตรงไปตรงมา แต่หัวใจสำคัญคือการวิจารณ์นั้นต้องวางอยู่บนฐานของ “เจตนาที่จะสร้าง” ไม่ใช่ “เจตนาที่จะล้ม”
การก่นด่าประเทศด้วยข้อมูลด้านเดียว หรือการแชร์ข่าวปลอมเพื่อตอกย้ำว่าบ้านเรากำลังพังพินาศ“แพ้เพื่อนบ้านแล้ว” ไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังใจคนทำงานในทุกภาคส่วน แต่ยังส่งผลเสียร้ายแรงต่อ “ความเชื่อมั่น”ของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งสุดท้ายแล้ว ความเสียหายนั้นจะวนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในกระเป๋าของประชาชนทุกคนเอง โดยที่คนปั่นกระแสไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้อง “หูตาสว่าง” เลิกตกเป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูลข่าวสาร การเป็นพลเมืองที่รักชาติในยุคดิจิทัลไม่ได้หมายถึงการอวยรัฐบาลอย่างหลับหูหลับตาแต่หมายถึงการวิพากษ์ชี้แนะอย่างสร้างสรรค์บนฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
เรามีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจรัฐบาล เรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องการแก้ไขปัญหา แต่เราไม่มีสิทธิ์ปั้นคำลวง เผาบ้านตัวเองทิ้งเพื่อความสะใจ ประเทศไทยยังมีศักยภาพ มีความเข้มแข็งที่โลกยอมรับ และมีโอกาสอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า หากเพียงแต่เราจะหยุดฟังกองเชียร์และกองแช่ง แล้วหันมาช่วยกันรักษาเสถียรภาพที่มีอยู่ เพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤตโลกครั้งนี้ไปด้วยกัน
เพราะความจริง...ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะกันทางการเมือง แต่มีไว้เพื่อให้บ้านหลังนี้เดินต่อไปได้

ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย
รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026
ประกาศสำนักพระราชวัง การถวายน้ำสรงและถวายสักการะพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
นาทีแห่งอิสรภาพของ ทนายตั้ม หลังศาลให้ประกันตัว เปิดใจครั้งแรกเดินหน้าสู้คดี
แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สิ้นพระชนม์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี