วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ท่ามกลาง ข่าวร้ายในโซเชียลมีเดีย ที่ไถสมาร์ทโฟนไปทางไหนก็เจอ สิ่งที่ปรากฏซ้ำซากราวกับเทปที่เปิดวนไปวนมา คือกระแสการโหมประโคมว่า “ประเทศไทยกำลังแย่”“ล้าหลังเพื่อนบ้าน” หรือแม้กระทั่งคำกล่าวอ้างที่ว่า “ประเทศใกล้จะล่มจม” วาทกรรมเหล่านี้ถูกปั่นวนผ่านทั้งขบวนการ IO ของกลุ่มการเมืองทุกเฉดสี รวมถึงการระบายอารมณ์จากอคติส่วนตน จนกลายเป็น “ความจริงเสมือน” ที่สร้างความหวาดกลัวและสิ้นหวังให้กระจายตัวไปไกลกว่าความเป็นจริง
แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่จุดไหนกันแน่?
หากเราลองวางสมาร์ทโฟนลง แล้วกางข้อมูลจากสถาบันการเงินและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ล่าสุด Moody’s Ratings สถาบันจัดอันดับเครดิตเบอร์ต้นของโลก เพิ่งประกาศปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “Negative” (เชิงลบ) กลับขึ้นมาสู่ระดับ “Stable” (มีเสถียรภาพ)
ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ Moody’s จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 “มหาอำนาจความแกร่ง” ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ร่วมกับยักษ์ใหญ่อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเม็กซิโก โดยระบุชัดเจนว่าไทยมี “เกราะป้องกัน” ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งในการต้านทานพายุเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศที่สูงลิ่วกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสัดส่วนหนี้ต่างประเทศที่ต่ำมากจนความผันผวนของค่าเงินไม่สามารถทำให้ฐานรากของเราสั่นคลอนได้เหมือนในอดีต
นี่คือความจริงเชิงประจักษ์ที่สวนทางกับความพยายามปั่นกระแสในโลกออนไลน์ที่จ้องจะด้อยค่าประเทศเพียงเพื่อความสะใจ หรือเพื่อหวังผลทำลายล้างทางการเมือง
แน่นอนว่าเราไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยสมบูรณ์แบบ ปัญหาปากท้องมีอยู่จริง หนี้ครัวเรือนยังเป็นเรื่องใหญ่ และราคาพลังงานที่ผันผวน ก็เป็นภาระที่ทุกคนสัมผัสได้ สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไข และสื่อมวลชนรวมถึงประชาชนมีหน้าที่ในการ “วิพากษ์วิจารณ์” อย่างตรงไปตรงมา แต่หัวใจสำคัญคือการวิจารณ์นั้นต้องวางอยู่บนฐานของ “เจตนาที่จะสร้าง” ไม่ใช่ “เจตนาที่จะล้ม”
การก่นด่าประเทศด้วยข้อมูลด้านเดียว หรือการแชร์ข่าวปลอมเพื่อตอกย้ำว่าบ้านเรากำลังพังพินาศ“แพ้เพื่อนบ้านแล้ว” ไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังใจคนทำงานในทุกภาคส่วน แต่ยังส่งผลเสียร้ายแรงต่อ “ความเชื่อมั่น”ของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งสุดท้ายแล้ว ความเสียหายนั้นจะวนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในกระเป๋าของประชาชนทุกคนเอง โดยที่คนปั่นกระแสไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้อง “หูตาสว่าง” เลิกตกเป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูลข่าวสาร การเป็นพลเมืองที่รักชาติในยุคดิจิทัลไม่ได้หมายถึงการอวยรัฐบาลอย่างหลับหูหลับตาแต่หมายถึงการวิพากษ์ชี้แนะอย่างสร้างสรรค์บนฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
เรามีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจรัฐบาล เรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องการแก้ไขปัญหา แต่เราไม่มีสิทธิ์ปั้นคำลวง เผาบ้านตัวเองทิ้งเพื่อความสะใจ ประเทศไทยยังมีศักยภาพ มีความเข้มแข็งที่โลกยอมรับ และมีโอกาสอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า หากเพียงแต่เราจะหยุดฟังกองเชียร์และกองแช่ง แล้วหันมาช่วยกันรักษาเสถียรภาพที่มีอยู่ เพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤตโลกครั้งนี้ไปด้วยกัน
เพราะความจริง...ไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะกันทางการเมือง แต่มีไว้เพื่อให้บ้านหลังนี้เดินต่อไปได้

ทภ.2 แจงปมทหารเขมรรัวปืน 11 นัด แนวชายแดนโอร์เสม็ด คาดฝีมือทหารขาดวินัย
'มิลลิ' ออกโรงขอโทษ ปมกดไลก์ 'มายด์-พาย' ยันไม่สนับสนุนความรุนแรง
รัสเซีย รู้ทัน ทรัมป์ แฉยับวางแผนคุมตลาดพลังงานโลก จ้องฮุบเส้นทางขนส่งทั้งหมด
อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย
ใครว่า Gen Z ไม่อึด? ดู 2 หนุ่มปราจีนฯ ลุยงานหนักยันเช้า อาสาช่วยวาดกำแพงพ่อหลวงด้วยใจ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี