วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เชื่อว่าคนไทยครึ่งค่อนประเทศคงรู้สึกแปลกๆ หลังจากเห็นภาพที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย จับมือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เป็นกาวใจเชื่อมประสานในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ศูนย์การประชุมมักตัน ประเทศฟิลิปปินส์
ที่บอกว่ารู้สึกแปลกๆ เพราะภาพจำความเสียหายความสูญเสีย และความเจ็บปวดจากการกระทำของอีกฝ่ายนั้น ยังเด่นชัดอยู่ในความรู้สึกของคนไทยที่ยังไม่อาจลืมเลือนได้เลย และคิดว่าไม่สามารถจะกลับมาคืนดีกันได้ในเร็ววันนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้จะหยุดยิง แต่พฤติกรรมของผู้นำหรือทหารกัมพูชายังไว้ใจไม่ได้
คนไทยยังรู้สึกว่าเจ็บแล้วต้องจำ และฝ่ายนั้นก็ยังไม่สำนึกใดๆ ดังนั้น การหารือ 3 ฝ่ายครั้งนี้จึงถูกจับจ้องจากคนในประเทศว่า จะส่งผลต่อสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นไปในทิศทางใด ซึ่งถ้าฟังจากถ้อยแถลงของรัฐบาลไทย ดูเหมือนว่ามีสัญญาณเป็นบวกมากขึ้น โดยเฉพาะชั้นเชิงทางการทูตในระดับเวทีนานาชาติ ถูกพูดถึงว่าทำได้ดีทีเดียว
คือ เราสามารถรักษาท่าทีของประเทศที่ใหญ่กว่า แต่ต้องการสันติภาพมากกว่าความขัดแย้งบนพื้นฐานใช้การเจรจา และการสร้างความไว้วางใจ มากกว่าใช้กำลังทางทหาร ส่วนการฟื้นความสัมพันธ์นั้นฝ่ายไทยได้จัดวางจุดยืนคือ ไม่ได้รีบเร่ง แต่รอจังหวะโดยยึดหน้างานเป็นหลักเพื่อบทพิสูจน์ความจริงใจว่า ฝ่ายกัมพูชานั้นสามารถทำได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จบ
การที่เราชิงจังหวะบอกกัมพูชาต่อหน้าและบอกต่อเวทีอาเซียนว่า ขอยกเลิก MOU 44อย่างเป็นทางการ โดยหันมายึดถือหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบแนวทางสำคัญในการดำเนินการในอนาคต รวมทั้งยังไม่มีการเจรจาเรื่องเปิดด่าน สะท้อนว่าเราเป็นฝ่ายยึดกุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง
ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังแสดงท่าทีไม่ยอมรับเส้นเขตแดนที่อ้างว่าสร้างขึ้นจากการใช้กำลังก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วนายฮุนมาเนต ก็ได้ยินเต็มสองหูจากปากของฝ่ายผู้นำไทยว่า ยกเลิก MOU44 และจะยังไม่มีการเปิดด่าน ส่วนที่เหลือหลังจากนี้คือความจริงใจของผู้นำเขมรที่ต้องทำให้เห็นมากกว่าพูด เพราะแค่น้ำลายไม่สามารถฟื้นความสัมพันธ์ได้แน่นอน
หันมาดูทางฝ่ายรัฐบาลไทยบ้าง การไปประกาศจุดยืนบนเวทีภูมิภาคครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะนั่นคือชั้นเชิงทางการทูต แต่ขั้นตอนปฏิบัติหลังจากนี้ทางด้านการเปิดความสัมพันธ์ใหม่นั้น ต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส และควรยึดถือเรื่องความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศเป็นหลัก ก่อนจะไปตกลงอะไรกันใหม่ และสิ่งที่รัฐบาลต้องรับฟังอย่างยิ่งก็คือ เสียงจากคนชายแดน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการฟื้นสัมพันธ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว สัญญาณบวกจากการหารือ 3 ฝ่ายที่ฟิลิปปินส์ ยังไม่อาจพูดอะไรได้เต็มปากมากนัก เพราะผู้กำหนดสถานการณ์ตัวจริงฝ่ายกัมพูชาคือ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีผู้พ่อ ฉะนั้นแล้ว สัมพันธ์บทใหม่ไทย-เขมรจึงต้องประเมินกันเป็นระยะๆ โดยขีดเส้นใต้คำว่าไว้ใจไม่ได้เป็นเครื่องหมายสำคัญ

สุดใจแล้ว!ลูกยางสาวพ่ายยูเครนหวิวเปิดVNLสนาม2
เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย
'เกมคือเป้าหมายชีวิต' ปาฏิหาริย์ย่า 82 ฟื้นตัวกลับมาเดินได้ เพราะ Roblox
ติณติณ New Country โพสต์ครั้งแรกหลังมรสุมดรามา แฟนคลับแห่ส่งกำลังใจ
นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี