วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูลกำลังมองดูตัวเลขคนลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่พุ่งทะลุกว่า 26 ล้านคน ด้วยความปลาบปลื้ม และนั่งรอให้ถึงวันที่1 มิถุนายนนี้ ด้วยความกระวนกระวายใจ เพราะเป็นวันแรกที่เริ่มใช้จ่ายในโครงการนี้แบบ 60/40 อย่างเป็นทางการ คาดหวังว่า 1.7แสนล้านบาทจะสะพัดทั่วไทย ได้คนละหนึ่งพันบาทต่อเดือน ยาวๆ ไปอีกเป็นเวลา 4 เดือน
จากการคำนวณของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่า โครงการนี้ ซึ่งมีทั้งกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มร้านค้า รวมกันแล้วราวๆ เกือบ 40 ล้านคน จะช่วยปลุกให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.4% จากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของพ.ร.ก.กู้เงินก้อนแรก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการพยุงเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตพลังงาน ต้นทุน ค่าครองชีพพุ่งและเงินอัตราเงินเฟ้อสูง
เพราะฉะนั้น ยอดผู้ใช้สิทธิจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่รัฐบาลมองว่า นี่เป็นสัญญาณตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันในมุมมองของนักวิเคราะห์ก็เห็นว่า มาตรการดังกล่าว แค่ช่วยประคองสถานการณ์ระยะสั้นๆ เท่านั้นยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนแข็งแรงได้อย่างเพียงพอ
ข้อน่ากังวลหลายอย่างที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้ ที่หนักสุดคือ วิกฤตพลังงาน นี่คือพายุใหญ่ ที่นักวิเคราะห์มองว่า อันตรายมาก หากสงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อต่อไป เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่โลก ส่งสัญญาณเตือนแล้วว่าปริมาณสำรองน้ำมันดิบทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนตกอยู่ในโซนอันตราย อาจถึงขั้นทำให้ตลาดพลังงานโลกช็อกได้
นี่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งประมาทไม่ได้เลย เนื่องจากก่อนที่จะเกิดวิกฤตพลังงานนั้น ภาพรวมของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็เปราะบางอยู่แล้ว จนถูกมองว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หลังจากเจอสถานการณ์สงครามกระหน่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก ก็ยิ่งตกอยู่ในสภาวะน่าเป็นห่วงเพิ่มขึ้น กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี แต่เป็นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังไม่เพียงพอโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเกษตรกร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักด้านอื่นยังจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กันไปเพื่อรักษาสมดุลการเติบโตในระยะยาว
แน่นอนหากมองในจุดนี้ ในระยะ 4 เดือนข้างหน้า รัฐบาลอาจจะยังสามารถต่อลมหายใจไปได้ แต่เมื่อเงินเติมเยียวยาในแอปเป๋าตังหมดลง สถานการณ์ก็จะเข้าสู่ครึ่งปีหลัง หากสงครามยังยืดเยื้อ หรือระหว่างทางมีข่าวดีบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้จริง แต่กว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยก็น่าจะกินเวลานาน เพราะฉะนั้นนี่คือโจทย์ข้อใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเตรียมรับมือให้ดี
จากนี้ไปอีก 4 เดือน คงต้องติดตามและประเมินผลกันอย่างใกล้ชิดว่าเศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นด้วยไทยช่วยไทยพลัสนั้น จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางเอาไว้หรือไม่ และหลังจากนั้นรัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อลดแรงกระแทกอย่าลืมว่า เรายังไม่พ้นวิกฤต ที่ผ่านมาอาจเป็นแค่การเริ่มต้นและสะสมพลังงาน ก่อนที่พายุใหญ่จะมาถึงเท่านั้น

ข้าวสารซาวด์ส่งนักร้องหนุ่มลูกทุ่งอินดี้ เอิร์ท-นิธิวิชญ์ ลงสนามดนตรีประเดิมซิงเกิลแรก เอียโอโฮ่
กระทิง หยวน ระทึกขั้นสุด! ปิดอุโมงค์ล่า รถขยะขนเงิน ยกระดับความเดือดเต็มพิกัด
แมน การิน เปิดเคล็ดลับเลือกบูชา ท้าวเวสสุวรรณ หลวงปู่ศิลา ตามวันเกิด เสริมพลังให้ตรงกับพื้นดวง
งานวิ่งที่ฮอตเกินต้าน! DBD ควงเจมส์จิ ปล่อยเอเนอร์จีคุณพ่อสายเฮลธ์ตี้ นำทีม 800 นักวิ่งปลุกสวนลุมฯ
โคราชรวบแล้ว! วัยรุ่นไล่ถล่มหัวหน้าแก๊งคู่อริดับ อ้างแค่ยิงลงพื้นแต่แฉลบโดนหลัง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี