วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569
รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูลกำลังมองดูตัวเลขคนลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่พุ่งทะลุกว่า 26 ล้านคน ด้วยความปลาบปลื้ม และนั่งรอให้ถึงวันที่1 มิถุนายนนี้ ด้วยความกระวนกระวายใจ เพราะเป็นวันแรกที่เริ่มใช้จ่ายในโครงการนี้แบบ 60/40 อย่างเป็นทางการ คาดหวังว่า 1.7แสนล้านบาทจะสะพัดทั่วไทย ได้คนละหนึ่งพันบาทต่อเดือน ยาวๆ ไปอีกเป็นเวลา 4 เดือน
จากการคำนวณของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่า โครงการนี้ ซึ่งมีทั้งกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มร้านค้า รวมกันแล้วราวๆ เกือบ 40 ล้านคน จะช่วยปลุกให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.4% จากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของพ.ร.ก.กู้เงินก้อนแรก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการพยุงเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตพลังงาน ต้นทุน ค่าครองชีพพุ่งและเงินอัตราเงินเฟ้อสูง
เพราะฉะนั้น ยอดผู้ใช้สิทธิจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่รัฐบาลมองว่า นี่เป็นสัญญาณตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันในมุมมองของนักวิเคราะห์ก็เห็นว่า มาตรการดังกล่าว แค่ช่วยประคองสถานการณ์ระยะสั้นๆ เท่านั้นยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนแข็งแรงได้อย่างเพียงพอ
ข้อน่ากังวลหลายอย่างที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้ ที่หนักสุดคือ วิกฤตพลังงาน นี่คือพายุใหญ่ ที่นักวิเคราะห์มองว่า อันตรายมาก หากสงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อต่อไป เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่โลก ส่งสัญญาณเตือนแล้วว่าปริมาณสำรองน้ำมันดิบทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนตกอยู่ในโซนอันตราย อาจถึงขั้นทำให้ตลาดพลังงานโลกช็อกได้
นี่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งประมาทไม่ได้เลย เนื่องจากก่อนที่จะเกิดวิกฤตพลังงานนั้น ภาพรวมของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็เปราะบางอยู่แล้ว จนถูกมองว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หลังจากเจอสถานการณ์สงครามกระหน่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก ก็ยิ่งตกอยู่ในสภาวะน่าเป็นห่วงเพิ่มขึ้น กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี แต่เป็นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังไม่เพียงพอโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเกษตรกร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักด้านอื่นยังจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กันไปเพื่อรักษาสมดุลการเติบโตในระยะยาว
แน่นอนหากมองในจุดนี้ ในระยะ 4 เดือนข้างหน้า รัฐบาลอาจจะยังสามารถต่อลมหายใจไปได้ แต่เมื่อเงินเติมเยียวยาในแอปเป๋าตังหมดลง สถานการณ์ก็จะเข้าสู่ครึ่งปีหลัง หากสงครามยังยืดเยื้อ หรือระหว่างทางมีข่าวดีบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้จริง แต่กว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยก็น่าจะกินเวลานาน เพราะฉะนั้นนี่คือโจทย์ข้อใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเตรียมรับมือให้ดี
จากนี้ไปอีก 4 เดือน คงต้องติดตามและประเมินผลกันอย่างใกล้ชิดว่าเศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นด้วยไทยช่วยไทยพลัสนั้น จะมีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางเอาไว้หรือไม่ และหลังจากนั้นรัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อลดแรงกระแทกอย่าลืมว่า เรายังไม่พ้นวิกฤต ที่ผ่านมาอาจเป็นแค่การเริ่มต้นและสะสมพลังงาน ก่อนที่พายุใหญ่จะมาถึงเท่านั้น

อิสราเอล ยึดปราสาทใน เลบานอน รุกลึกสุดในรอบกว่า 26 ปี
ทรัมป์เตรียมเปิดงานฉลอง 250 ปีสหรัฐฯด้วยตัวเอง หลังศิลปินแห่ถอนตัว
รอรับหมายอีกราย! แก้วตา ฮึ่ม แอคหลุม พรรคชายแท้ หลังแชร์โพสต์เจ้าตัว ตั้งแคปชันปากแจ๋ว
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะบุคคลต่างๆ เฝ้าฯ
แตกตื่นทั้งเมือง! อุกกาบาตระเบิดเหนือสหรัฐฯ พลังเทียบเท่าระเบิดTNT300 ตัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี