วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569
นโยบายที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะมอบ “เงินปันผลพิเศษ” หรือ Trump Dividend มูลค่า $2,000 ต่อคนให้กับชาวอเมริกันทุกคน กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในตลาดโลกทันที ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงประชานิยม แต่เพราะมันสะท้อนถึง“ยุคใหม่ของการอัดฉีดสภาพคล่อง” ที่อาจส่งผลต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะ Bitcoin และตลาดคริปโต
ในทางเศรษฐศาสตร์ การแจกเงินให้ประชาชน (Helicopter Money) มักสร้างแรงกระเพื่อมต่อสภาพคล่องในระบบการเงินคล้ายกับมาตรการ QE ของธนาคารกลาง เพราะเงินที่ประชาชนได้รับมักไม่ได้ถูกนำไปออมทั้งหมด แต่ถูกใช้จ่ายหรือ ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพื่อหาผลตอบแทนที่มากกว่าในช่วงเงินเฟ้อ — และในโลกปัจจุบัน สินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์สูงสุดมักไม่ใช่ทองคำอีกต่อไป แต่คือ Bitcoin เมื่อเทียบกับช่วงปี 2020–2021ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ แจก Stimulus Check เพื่อรับมือโควิด มูลค่ารวมกว่า $800,000 ล้านดอลลาร์ จะเห็นได้ว่าหลังการแจกเงินเพียงไม่กี่เดือน ราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นหลายเท่าตัวภายในเวลาไม่ถึงปี เพราะนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกมี “ทุนใหม่” เข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ขณะที่ดอลลาร์เองเริ่มเข้าสู่ภาวะอ่อนค่า(Debasement)
ดังนั้น หากนโยบาย $2,000 ของทรัมป์เกิดขึ้นจริง — มันอาจเป็น “รอบใหม่ของ Liquidity Boom” ที่ผลักให้ตลาดคริปโตกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ทำไม Bitcoin จึงได้ประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้
Bitcoin มีจุดเด่นที่สำคัญคือ มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญซึ่งตรงข้ามกับสกุลเงินดอลลาร์ที่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ไม่จำกัด เมื่อรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายและหนี้สาธารณะผ่านการแจกเงิน ประชาชนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า“เงินในกระเป๋าฉันยังมีค่าเท่าเดิมหรือไม่?” — และนี่คือช่วงเวลาที่ Bitcoin กลับมาอยู่ในวงสนทนาเสมอในฐานะ“Digital Gold”
อีกทั้ง ETF Bitcoin สหรัฐฯ ที่เปิดตัวในปี 2024 เช่น BlackRock’s iBIT และ Fidelity’s FBTC ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับนักลงทุนสถาบันสามารถเข้าถึง Bitcoin ได้โดยตรงอย่างถูกกฎหมาย ทำให้ทุกครั้งที่มี “สัญญาณอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ” นักลงทุนมักเพิ่มสัดส่วน Bitcoin ในพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงจากการลดค่าของดอลลาร์ ข้อมูลจาก Farside Investors ล่าสุดชี้ว่า ETF Bitcoin สะสมสินทรัพย์รวมกว่า $70,000 ล้านดอลลาร์ และทุกครั้งที่มีข่าวกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาของ Bitcoin มักตอบสนองในเชิงบวกใน 1–2 สัปดาห์ถัดมา
นอกจากนี้ ตลาดยังตีความนโยบายของทรัมป์ว่าอาจเร่งให้เกิด “ภาวะเงินเฟ้อระยะสั้น” อีกครั้ง ซึ่งจะผลักให้ Fed ต้องชะลอการลดดอกเบี้ยลงชั่วคราว แต่ paradoxically สิ่งนี้กลับกลายเป็น บวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัลเพราะนักลงทุนเริ่มมองว่าการถือคริปโตคือการป้องกันตัวจากความไม่แน่นอนของระบบการเงิน
เมื่อการเมืองกลายเป็นตัวเร่งตลาดคริปโต
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ จะพบว่าทุกครั้งที่สหรัฐฯ มี “นโยบายการคลังขยายตัว” ตลาดคริปโตมักได้รับแรงหนุนระยะกลางถึงยาว เช่นในปี 2020 ช่วงที่เฟดและรัฐบาลสหรัฐฯ อัดฉีดเงินกว่า $5ล้านล้านเข้าสู่ระบบ — Bitcoin ขึ้นกว่า 10 เท่าในเวลาไม่ถึง 12 เดือน ขณะที่รอบปี 2025
นี้ก็เริ่มมีสัญญาณซ้ำรอยคล้ายกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปในปีนี้คือ “ขนาดของตลาดคริปโต” ที่เติบโตขึ้นมหาศาล จากมูลค่ารวม (Market Cap) เพียง $250,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 สู่ระดับกว่า $2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 หมายความว่าทุกเม็ดเงินใหม่ที่เข้าสู่ระบบ ย่อมสร้างแรงกระทบต่อราคาน้อยลงแต่กลับเพิ่มความเสถียรและสภาพคล่องโดยรวม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเข้าสู่รอบขาขึ้นที่ยั่งยืน
นักวิเคราะห์บางรายอย่าง Raoul Pal และ Willy Woo ให้ความเห็นว่า หากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริง ราคาของ Bitcoin อาจกลับขึ้นทดสอบระดับ $124,000 ภายในปี 2026 เพราะกระแสเงินเฟ้อใหม่จะทำให้“สินทรัพย์ที่ป้องกันการเสื่อมค่าของเงิน”กลายเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนทั่วโลกท้ายที่สุด ไม่ว่านโยบาย “Trump Dividend” จะผ่านรัฐสภาหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วคือ
“โลกกำลังเคลื่อนสู่ยุคที่การเมืองและคริปโตไม่อาจแยกจากกันได้” เพราะทุกการตัดสินใจด้านการคลังในสหรัฐฯ วันนี้ไม่ได้เพียงเปลี่ยนทิศเศรษฐกิจโลกเท่านั้น — แต่มันกำลังเปลี่ยน “ระบบเงิน” ของทั้งโลกไปพร้อมกัน
ดร.กร พูนศิริวงศ์

อภิสิทธิ์ปลุกคนใต้เป็นหัวหอก ขจัดโกง-ล้างทุนสีเทา กู้เศรษฐกิจไทย
ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ! กองทัพไทยซัดเขมรไร้ความโปร่งใส ปมกระสุนตกช่องบก
ถาวร ซัดขบวนการสีเทา รุกล้ำอำนาจรัฐ เชื่อมทุนการเมือง เตือนปชช.อย่าขายเสียงแลกเศษเงิน
ด่วน!! จับ เฉิน จื้อ เจ้าของอาณาจักรปรินซ์กรุ๊ป เตรียมส่งตัวจากกัมพูชากลับจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี