วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
ในโลกที่ AI กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ สิ่งที่กำลังนิยาม “ผู้ชนะ–ผู้แพ้” ไม่ใช่ขนาดเศรษฐกิจไม่ใช่จำนวนประชากร และไม่ใช่กำลังการผลิตอีกต่อไป แต่คือ ความสามารถในการควบคุมข้อมูลของประเทศ ข้อมูลสุขภาพ การเงิน การใช้จ่าย การเดินทาง และพฤติกรรมดิจิทัลทั้งหมด
กำลังกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีค่ามากกว่าน้ำมันในศตวรรษที่ 21 ประเทศที่สามารถเก็บ ใช้และปกป้องข้อมูลของประชาชนได้ จะสร้าง AI ของตนเอง นำนวัตกรรมใหม่สู่เศรษฐกิจ และมีพลังต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์เหนือกว่าชาติอื่น ช่องว่างนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และโลกเริ่มเรียกมันว่า The Great Data Divide
ยุคที่ “ข้อมูล” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุดของโลก
ในศตวรรษที่ผ่านมา น้ำมันคือปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ในศตวรรษนี้ “ข้อมูล” คือทรัพยากรที่ทรงพลังที่สุดเพราะข้อมูลคือเชื้อเพลิงของ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่สุขภาพ การเงิน คมนาคม ไปจนถึงความมั่นคงของรัฐ
ประเทศที่สามารถควบคุมข้อมูลของประชาชนได้ภายในประเทศ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ทั้งด้านกฎหมาย มาตรฐานข้อมูล และระบบเก็บรักษาที่ปลอดภัย จะสามารถสร้างโมเดล AI ของตนเอง และพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้เร็วกว่าประเทศที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีจาก Big Tech ต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ช่องว่างนี้กำลังขยายตัวและกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า The Great Data Divide ซึ่งสะท้อนว่าประเทศที่ “ไม่มีข้อมูล”จะไม่มีทางแข่งขันได้ในโลกอนาคต
ทำไมข้อมูลประชากรคือ “น้ำมันใหม่ของเศรษฐกิจ AI”
AI ไม่ได้ฉลาดขึ้นเพราะชิพหรือซูเปอร์คอมพ์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้ AI แข็งแรงคือ “ข้อมูลคุณภาพสูง”ที่สะท้อนชีวิตมนุษย์จริง ข้อมูลอย่างประวัติสุขภาพ พฤติกรรมการใช้จ่าย เส้นทางการเดินทาง ความเสี่ยงทางการเงิน หรือรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยให้โมเดล AI เข้าใจมนุษย์ได้ลึกขึ้น ประเทศที่มีข้อมูลเหล่านี้ในมือจะสามารถสร้าง AI ด้านสาธารณสุข การเงิน การศึกษา หรือคมนาคมได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพกว่า และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Health Tech, Fintech AI, Personalized Mobility หรือ Smart Government
ในขณะที่ประเทศที่ข้อมูลกระจัดกระจายหรืออยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติ จะไม่มีต้นทุนด้านข้อมูลมาสร้างโอกาสเหล่านี้ ทำให้เสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
บทเรียนจาก UAE, สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ : ประเทศที่รวยด้วยข้อมูล
สามประเทศที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจนคือ UAE, สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ UAE ใช้กลยุทธ์ Government-as-a-Platform ทำให้หน่วยงานและภาคเอกชนเข้าถึงข้อมูลแบบปลอดภัย ทำให้ประเทศสามารถสร้างโมเดล AI ระดับชาติอย่าง Falcon และ Jais ได้รวดเร็ว
สิงคโปร์สร้างระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงทั้งประเทศผ่าน SingPass ซึ่งทำให้รัฐสามารถออกนโยบายที่แม่นยำและนำหน้าประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเกาหลีใต้ใช้ข้อมูลสุขภาพและข้อมูลจราจรระดับชาติสร้างอุตสาหกรรม AI Healthcare ที่กำลังโตแบบก้าวกระโดด สิ่งที่ทั้งสามประเทศมีเหมือนกันคือความสามารถในการ “เก็บ ใช้ และปกป้องข้อมูล” ผ่านระบบกฎหมายที่ชัดเจนและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่พัฒนาในระดับประเทศ นี่คือโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่า Data Sovereignty สามารถสร้างอำนาจทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจได้จริง
ไทยอยู่ตรงไหน และต้องทำอย่างไรในยุค Data Divide
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เรามีการใช้งานดิจิทัลสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในเอเชีย มีระบบ Digital ID ที่เริ่มเข้าที่ มีโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลระดับประเทศ และมีความพร้อมด้าน Fintech และบริการชำระเงินมากกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศแต่เรา “ยังขาดโครงสร้างข้อมูลระดับชาติ” ที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ สามารถเชื่อมข้อมูลกันอย่างปลอดภัย ยังไม่มีมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน ยังไม่มี Data Cloud ระดับประเทศที่ชัดเจน
และยังไม่มีระบบกำกับดูแลข้อมูลที่เป็นสากล หากไทยต้องการเป็น Fintech Hub, Digital Wallet Hub หรือแม้แต่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ AI ของภูมิภาค สิ่งแรกที่เราต้องมีคือการสร้าง National Data Infrastructure ที่รัฐบาล ภาคเอกชน และสตาร์ทอัพสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย การควบคุมข้อมูลไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอำนาจต่อรอง
ในระดับโลก

พบศพหญิงสาวเสียชีวิตในสระน้ำหลังบ้านพัก ญาติร้องสอบเพิ่ม สงสัยปมวิวาทแฟนหนุ่ม
'อนุทิน'อ้อนชาวกระบี่ เลือก'โกขุน'แถมเบอร์ 37 ส่งตัวเองกลับเก้าอี้นายกฯอีกรอบ
'ชัยวุฒิ-เจษฏ์'ตำหมากเอาชัยไหว้'ย่าโม' ประกาศลั่น!ปกป้อง'รธน.ปราบโกง'
‘เอกนัฏ’ย้ำกา‘ภูมิใจไทย’ไม่ต้องเสี่ยง ได้‘ดรีมทีม’มาโชว์ฝีมือร่วมรัฐบาลต่อ
ไอจีแทบแตก! ปันปัน สุทัตตา โชว์หุ่นเป๊ะทวงบัลลังก์แซ่บ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี