วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569
แปลกแต่จริง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์นายทหารผู้มากบารมี เสียชีวิตไปแล้วถึง 5 ปี ประเทศถึงได้กลับมามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ และรูปแบบของการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็น่าทึ่งมาก เพราะเป็นรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองฯมา
แต่ก็ยังคงรูประบบรัฐสภาไว้ โดยให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วยตนเอง และสภาผู้แทนราษฎรนี่แหละที่เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการเลือกตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล
รัฐธรรมนูญนี้ยังกำหนดให้รัฐสภาเป็นสภาคู่ประกอบด้วยวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งและสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของราษฎรโดยตรง
ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรียังมีอำนาจยุบสภา และฝ่ายนิติบัญญัติ คือสภาผู้แทนราษฎรก็มีอำนาจเปิดขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะได้
ที่แปลกใหม่ก็คือได้บัญญัติแยกอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติออกจากกันอย่างเด็ดขาด คือห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นรัฐมนตรีในเวลาเดียวกัน
แต่ที่น่าแปลกที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 นี้ ได้บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถ เริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติได้เอง ดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118
“ร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรีและร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทน ให้เสนอต่อสภาผู้แทน ร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกวุฒิสภาให้เสนอต่อวุฒิสภา”
ถ้ายังไม่แน่ใจว่านี่เป็นการเปิดโอกาสให้วุฒิสภาผู้เริ่มเสนอร่างกฎหมายก่อนและให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เป็นสภากลั่นกรองกฎหมายของวุฒิสภาแล้ว เราก็ควรจะไปอ่านดูเนื้อความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 ที่ตามมา ประกอบด้วย
มาตรา 119 ได้บัญญัติไว้ในวรรคแรกของมาตราว่า
“เมื่อสภาผู้แทนหรือวุฒิสภาได้พิจารณาร่างที่เสนอตามมาตรา 118 และลงมติให้ใช้แล้ว ให้สภาผู้แทนหรือวุฒิสภาเสนอร่างพระราชบัญญัติอย่างนั้นต่อวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนแล้วแต่กรณี วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่อีกสภาหนึ่งเสนอมานั้นให้เสร็จภายในหกสิบวัน…”
ดังนั้นวุฒิสภาจึงเป็นได้ทั้งสภากลั่นกรองและสภาที่เริ่มเสนอร่างกฎหมายก่อนได้ด้วย แต่ตลอดเวลาที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 วุฒิสภาไม่เคยเริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติเลย
ที่จริงสิ่งที่พูดกันว่าเป็นหลักสำคัญที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการจะกำหนดนั่นก็คือห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น รัฐมนตรีได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อปิดประตูการเรียกร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการเป็นทั้งผู้บริหารและเป็นทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติในเวลาเดียวกันนั่นเอง
แต่รัฐธรรมนูญนี้ก็มิได้มีบทบัญญัติห้ามผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองไปดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำในเวลาเดียวกัน จึงทำให้นายทหารและข้าราชการพลเรือนชั้นผู้ใหญ่ยังดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำทางฝ่ายทหารและพลเรือนพร้อมไปกับดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง คือเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีไปพร้อมกับการเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชาการทหารบกและอธิบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานพลเรือนที่สำคัญไปพร้อมกัน แต่ขนาดที่วางรูปแบบที่เอื้อให้นายทหารยังเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องลงเลือกตั้งก็ตามในที่สุดนายกรัฐมนตรีเองก็ทนแรงบีบทางการเมืองจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ จนผู้บัญชาการทหารสูงสุดต้องประกาศยึดอำนาจล้มรัฐธรรมนูญในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จึงจบบทบาทรัฐธรรมนูญที่แยกอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติออกจากกันเพียงเท่านี้
นรนิติ เศรษฐบุตร

ญี่ปุ่นเอาจริง สั่งห้ามใช้พาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน มีผลบังคับใช้แล้วฝ่าฝืนเจอคุก-ปรับอ่วม
โปรดเกล้าฯ รับโอน 'น.อ. ธนพงศ์' สังกัดหน่วยรักษาพระองค์ พระราชทานยศ พลอากาศตรี
เนย โชติกา ควงสามีเปิดชีวิตครอบครัวสุดอบอุ่น แถมเผยเคล็ดลับมัดใจ รักแรกและรักเดียวตลอด 17 ปี
ศุภมาส คุมเข้ม ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์ หลังพบ กับดักสัญญา กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน
มองเห็นจากอวกาศ! เปิดภาพน้ำมันรั่วไหลทั่วอ่าวเปอร์เซีย เสี่ยงกระทบมนุษย์-สัตว์ทะเล

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี