วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
ในบรรดานายทหารบกของไทยที่มีประสบการณ์ในการใช้กำลัง ล้มรัฐบาล ล้มรัฐธรรมนูญ และล้มสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่มีใครมีประสบการณ์มากกว่าจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะในช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษ ท่านได้เป็นตัวเอกที่มีบทบาทในการนำกำลังเข้ายึดอำนาจมาแล้ว 4 ครั้ง
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กลับมาเป็นหัวหน้าคณะที่ยึดอำนาจซ้ำอีกครั้ง ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ครั้งนี้ชัดเจนว่าไม่ได้ล้มรัฐบาล เพราะนายกรัฐมนตรีได้ยื่นใบลาออกไปก่อนการประกาศยึดอำนาจไม่ถึง 12 ชั่วโมง จึงชัดเจนว่าต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ที่ใช้อยู่ คณะทหารได้เรียกตัวเองว่าคณะปฏิวัติ ที่ใช้ประกาศคณะปฏิวัติออกมาหลายฉบับเป็นกฎหมายใช้บังคับทันที โดยคณะปฏิวัติที่มี จอมพลสฤษดิ์ เป็นหัวหน้าคณะ มีอำนาจทั้งทางนิติบัญญัติและทางบริหารรวมศูนย์อยู่ที่ตัวท่านเอง ปกครองประเทศ ทั้งนี้ ยังดีที่คณะปฏิวัติได้ยืนยันว่า ให้ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการ พิจารณาคดีพิพากษาให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรก็ได้ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการตัดสินคดีด้วย ดังความที่ว่า
“ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักรให้นายกฯรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการอันใดๆ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย”
วันเดียวกัน หัวหน้าคณะปฏิวัติยังประกาศยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ. 2498 อีกด้วยจากนั้นการปกครองแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จนถึงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 อันเป็นวันประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร คณะปฏิวัติก็ ใช้ประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎเกณฑ์ในการปกครองบ้านเมือง อันเป็นมิติใหม่ของคณะทหารที่เข้ามาแทรกแซงการเมือง ที่ใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรฉบับนี้ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีสมาชิกจำนวน 240 คนจัดร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยให้เป็นสภานิติบัญญัติของด้วย ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 จึงแต่งตั้งสมาชิกสภารัฐธรรมนูญจำนวน 240 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 170 คนเป็นนายทหารและนายตำรวจ ดังนั้น ก็คาดเดาได้ว่ารัฐธรรมนูญน่าจะออกมาในแนวที่ทหารต้องการ
ตั้งแต่วันที่มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจนกระทั่งถึงวันที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เสียชีวิตจากไปในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้แทบไม่ได้ทำหน้าที่หลักในการร่างรัฐธรรมนูญ หากได้ทำหน้าที่ทางด้านนิติบัญญัติตลอดมา และมาขยับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนแรกคือพลเอกหลวงสุทธิสารรณกร ได้เสียชีวิตลง นายทวีบุญเกตุ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เป็นผู้นำ จัดทำให้รัฐธรรมนูญเสร็จและประกาศใช้ในปีพ.ศ. 2511 ที่นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2512
ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ จอมพลสฤษดิ์ เป็นนายทหารครองอำนาจอยู่นั้น ท่านเป็นผู้นำคนเดียวที่มีอำนาจสูงสุดและเบ็ดเสร็จในแผ่นดิน มากกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีหรือผู้บัญชาการทหารบกคนใดในแผ่นดินนี้ ดังจะเห็นได้ว่าจอมพลสฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี คือหัวหน้ารัฐบาล ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชาการทหารบก ที่มีรองผู้บัญชาการทหารบกไปดำรงตำแหน่งประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติด้วย นอกจากนั้นเมื่อมีการปรับปรุงยุบรวมงานสำคัญไปอยู่ที่กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ท่านก็ยังไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่รวมอำนาจแห่งนี้ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ในช่วงปลายสมัยท่านยังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งท่านให้เป็นอธิบดีกรมตำรวจอีกตำแหน่งหนึ่ง
นรนิติ เศรษฐบุตร

กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน
มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 4-10 มี.ค.69
รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ สั่งคุมเข้มผู้ค้าไม่ขึ้นราคา
ร้อนตับแตก! เปิด 10 อันดับอุณหภูมิสูงสุดวันนี้ เมืองลพบุรียืนหนึ่ง แตะ 39.7 องศา
4 ยอดพธูสะท้านแผ่นดิน ส่องรายชื่อนางเอกจีนเจนใหม่ ใครคือตัวจริง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี