วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เข้าสัปดาห์ที่สอง วันนี้ 12 มีนาคม 2569 นับเป็นวันที่ 13 ที่สหรัฐฯร่วมกับอิสราเอล ละเมิดกฎหมายระหว่างประทศและกฎบัตรสหประชาชาติทำสงครามรุกรานอิหร่าน ซึ่งการ“เผด็จศึกอิหร่าน”ไม่ได้ง่ายอย่างที่สองประเทศผู้รุกรานคิดว่ามีแสนยานุภาพทางอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า จะกระทำได้
แม้ว่า“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะบอกว่าสงครามในอิหร่านใกล้จะจบแล้ว และสหรัฐฯได้บรรลุเป้าหมายเรียบร้อย โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ทำลายฐานยิงขีปนาวุธและกองทัพเรือของอิหร่านไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมีการโจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 5 พันจุด นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดฉากทำสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมกับอวดอ้างว่า วันนี้อิหร่านไม่เหลือศักยภาพทางทหารที่เป็นภัยต่อสหรัฐฯอีกต่อไป แต่คำอวดอ้างดังกล่าวของ“ทรัมป์”ดูจะย้อนแย้งกับสถานการณ์ที่เป็นจริง
เพราะอิหร่าน ไม่เพียงแต่จะตอบโต้ต่อกรเฉพาะกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเท่านั้น ยังโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังประเทศอาหรับในกลุ่ม“GCC” คือ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์, คูเวต และบาห์เรน โดยมุ่งเน้นไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เศรษฐกิจซึ่งมีคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน ตลอดจนฐานทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวโยงกับสหรัฐฯ
การโจมตีของอิหร่านต่อกลุ่มประเทศ “GCC”อย่างต่อเนื่อง คู่ขนานกับการโจมตีอิสราเอล ด้วยเหตุผลที่อิหร่านยืนยันความชอบธรรมว่า เพื่อป้องกันตนเองจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอล เนื่องจากสินทรัพย์ทุกอย่างของสหรัฐฯทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นเป้าหมายอันชอบธรรมของกองทัพอิหร่าน
สินทรัพย์ของสหรัฐฯ ที่อิหร่านอ้างก็คือฐานทัพของสหรัฐฯ ใน 6 ประเทศที่อิหร่านปฏิบัติการโจมตีตั้งแต่วันแรกสงครามเปิดฉากจนกระทั่งถึงวันนี้ นั่นก็คือ ฐานทัพอากาศอัล อูเดด (Al-Udeid) ในกาตาร์, ฐานทัพอากาศอัล ซาเลมในคูเวต, ฐานทัพอากาศอัล ดาฟรา ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฐานทัพกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน, ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน (Prince Sultan Air Base) ในซาอุดีอาระเบีย และฐานทัพ “Tower 22” ในจอร์แดน
เฉพาะอย่างยิ่ง ฐานทัพ“Al-Udeid”ในกาตาร์ ถือว่าเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีกำลังพลของสหรัฐฯ มากกว่า 1 หมื่นนาย ก่อนที่สหรัฐฯและอิสราเอลจะเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน และสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และครอบครัว พร้อมกับผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกกว่า 40 คน และฐานทัพ“Al-Udeid”แห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศอังกฤษ และกองกำลังชาติอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการส่วนหน้าของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เพื่อปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกเหนือจากฐานทัพในประเทศดังกล่าวที่อิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนตั้งแต่วันแรก ก็ยังมีการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่อิหร่านอ้างว่าเป็น“สินทรัพย์”ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ นั่นก็คือฐานแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)“ราส ลัฟฟาน” (Ras Laffan) และศูนย์ผลิตเมไซยีด ในกาตาร์จนทำให้การตาร์ซึ่งเป็นผู้ผลิต LNG ที่เป็นรายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ต้องหยุดการผลิตหลังถูกโดรนจากอิหร่านโจมตี และส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปในวันนี้พุ่งขึ้นจากเดิมมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอีกด้วย
ที่ซาอุดีอาระเบีย โรงกลั่นน้ำมัน“Ras Tanura” ของบริษัท “Saudi Aramco” ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียและในตะวันออกกลาง ถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรน จนต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ในเวลานี้
ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯที่สำคัญยิ่ง ก็ต้องนับว่าเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายหนักที่สุด โดยกระทรวงกลาโหม UAE เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยพบขีปนาวุธนำวิถี จำนวน 221 ลูก โดรนโจมตีมากกว่า 1,300 ลำ ที่อิหร่านใช้ในการปฏิบัติการ
ทั้งนี้ ที่“ดูไบ”ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้น หนักหนาสาหัสที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของตะวันออกกลางและระดับโลก โดยเน้นบริการการท่องเที่ยว และเทคโนโลยี อันเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา จากการใช้นโยบายภาษีต่ำ ความปลอดภัยสูง และโครงสร้างพื้นฐานล้ำสมัย เป็นแรงจูงใจให้“มหาเศรษฐีทั่วโลก”เข้าไปลงทุน ถูกอิหร่านถล่มด้วยขีปนาวุธตั้งแต่วันแรก
การโจมตีดูไบของอิหร่านเท่ากับตัด“เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ”อย่างได้ผลทันตา ทั้งสถานกงสุลสหรัฐฯ สนามบิน ท่าเรือ โรงแรม ที่เป็นแหล่งรายได้หลัก และฐานทางธุรกิจที่สำคัญของดูไบป่วนไปหมด เช่น สนามบินดูไบ ถือว่าเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก และโดนอิหร่านถล่มก่อนทันที จากนั้นก็ถล่มท่าเรือ“เจเบล อาลี” (Jebel Ali) อันเป็นฐานจอดเรือรบสหรัฐ และไล่เรียงไปจนถึงโรงแรม“เบิร์จ อัล อาหรับ” (Burj Al Arab) อาคารรูปใบเรือที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมระดับ 7 ดาวแห่งแรกของโลก รวมทั้งเกาะสวรรค์ของมหาเศรษฐีทั่วโลกในดูไบ คือ“ปาล์ม จูไมราห์” (Palm Jumeirah)
ขณะเดียวกัน นอกจากที่ดูไบ กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สนามบินนานาชาติซายิด (Zayed International Airport) ก็ถูกอิหร่านถล่มเช่นกัน
ที่คูเวตก็ไม่พ้น ถูกอิหร่านถล่มอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงแต่สนามบินนานาชาติคูเวตจะถูกโดรนโจมตีเท่านั้น เวลานี้แม้แต่การผลิตน้ำมัน คูเวตก็ยังลดกำลังการผลิตและกำลังการกลั่น โดยคูเวตเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับห้าของ “OPEC” ที่ผลิตน้ำมันได้วันละ 2.5-2.6 ล้านบาร์เรล รองจากอันดับหนึ่งถึงสี่ คือ ซาอุดีอาระเบีย 9.8-9.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน, อิรัก 4.2-4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และอิหร่าน 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ดี ในบรรดาประเทศอาหรับที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งถูกอิหร่านโจมตีนับตั้งแต่วันแรกต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้นั้น มีเพียงโอมานประเทศเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกอิหร่านโจมตี เพราะโอมานเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ก่อนที่สหรัฐฯจะหักหลังชิงเปิดฉากถล่มอิหร่านแบบลอบกัดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และโอมานก็ยังได้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอลที่กระทำต่ออิหร่าน อีกทั้งยังได้เตือนถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะบานปลายจนก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาค
สรุปก็คือ สงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเป็นผู้ก่อ จะไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่“โดนัลด์ ทรัมป์”คุยโม้ และอาจจะยิ่งขยายวงดึงประเทศสหภาพยุโรป (EU) เข้ามาเกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้อีกและเฉพาะหน้านี้ต้องจับตาไปที่“ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งจะเป็นสมรภูมิเลือดในเวลาอันใกล้นี้
กองทัพเรือสหรัฐฯจะต้องแตกเหมือนทัพเรือของ“โจโฉ”ในยุทธการ“ศึกผาแดง”เรื่อง“สามก๊ก”ก็เป็นได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ศุลกากรลุยสกัดน้ำมันเถื่อน! ยึดเบนซิน 1,800 ลิตร กองริมน้ำสาละวิน
ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต
อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน
เช็กเลย! สิทธิทำฟันประกันสังคมโฉมใหม่ ผ่าฟันคุดเบิกได้เพิ่ม ฟันปลอมได้วงเงินสูงขึ้น
ไขปริศนาชวนเขิน ทำไมสุนัขชอบ ดมเป้า เรื่องธรรมชาติที่มาพร้อมเหตุผลทางชีววิทยา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี