วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569
เข้าสัปดาห์ที่สอง วันนี้ 12 มีนาคม 2569 นับเป็นวันที่ 13 ที่สหรัฐฯร่วมกับอิสราเอล ละเมิดกฎหมายระหว่างประทศและกฎบัตรสหประชาชาติทำสงครามรุกรานอิหร่าน ซึ่งการ“เผด็จศึกอิหร่าน”ไม่ได้ง่ายอย่างที่สองประเทศผู้รุกรานคิดว่ามีแสนยานุภาพทางอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า จะกระทำได้
แม้ว่า“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะบอกว่าสงครามในอิหร่านใกล้จะจบแล้ว และสหรัฐฯได้บรรลุเป้าหมายเรียบร้อย โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ทำลายฐานยิงขีปนาวุธและกองทัพเรือของอิหร่านไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมีการโจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 5 พันจุด นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดฉากทำสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมกับอวดอ้างว่า วันนี้อิหร่านไม่เหลือศักยภาพทางทหารที่เป็นภัยต่อสหรัฐฯอีกต่อไป แต่คำอวดอ้างดังกล่าวของ“ทรัมป์”ดูจะย้อนแย้งกับสถานการณ์ที่เป็นจริง
เพราะอิหร่าน ไม่เพียงแต่จะตอบโต้ต่อกรเฉพาะกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเท่านั้น ยังโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังประเทศอาหรับในกลุ่ม“GCC” คือ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์, คูเวต และบาห์เรน โดยมุ่งเน้นไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เศรษฐกิจซึ่งมีคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมัน ตลอดจนฐานทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวโยงกับสหรัฐฯ
การโจมตีของอิหร่านต่อกลุ่มประเทศ “GCC”อย่างต่อเนื่อง คู่ขนานกับการโจมตีอิสราเอล ด้วยเหตุผลที่อิหร่านยืนยันความชอบธรรมว่า เพื่อป้องกันตนเองจากการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอล เนื่องจากสินทรัพย์ทุกอย่างของสหรัฐฯทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นเป้าหมายอันชอบธรรมของกองทัพอิหร่าน
สินทรัพย์ของสหรัฐฯ ที่อิหร่านอ้างก็คือฐานทัพของสหรัฐฯ ใน 6 ประเทศที่อิหร่านปฏิบัติการโจมตีตั้งแต่วันแรกสงครามเปิดฉากจนกระทั่งถึงวันนี้ นั่นก็คือ ฐานทัพอากาศอัล อูเดด (Al-Udeid) ในกาตาร์, ฐานทัพอากาศอัล ซาเลมในคูเวต, ฐานทัพอากาศอัล ดาฟรา ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฐานทัพกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน, ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน (Prince Sultan Air Base) ในซาอุดีอาระเบีย และฐานทัพ “Tower 22” ในจอร์แดน
เฉพาะอย่างยิ่ง ฐานทัพ“Al-Udeid”ในกาตาร์ ถือว่าเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีกำลังพลของสหรัฐฯ มากกว่า 1 หมื่นนาย ก่อนที่สหรัฐฯและอิสราเอลจะเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน และสังหาร “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และครอบครัว พร้อมกับผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกกว่า 40 คน และฐานทัพ“Al-Udeid”แห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศอังกฤษ และกองกำลังชาติอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการส่วนหน้าของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เพื่อปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกเหนือจากฐานทัพในประเทศดังกล่าวที่อิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนตั้งแต่วันแรก ก็ยังมีการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่อิหร่านอ้างว่าเป็น“สินทรัพย์”ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ นั่นก็คือฐานแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)“ราส ลัฟฟาน” (Ras Laffan) และศูนย์ผลิตเมไซยีด ในกาตาร์จนทำให้การตาร์ซึ่งเป็นผู้ผลิต LNG ที่เป็นรายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ต้องหยุดการผลิตหลังถูกโดรนจากอิหร่านโจมตี และส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปในวันนี้พุ่งขึ้นจากเดิมมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอีกด้วย
ที่ซาอุดีอาระเบีย โรงกลั่นน้ำมัน“Ras Tanura” ของบริษัท “Saudi Aramco” ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียและในตะวันออกกลาง ถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรน จนต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ในเวลานี้
ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯที่สำคัญยิ่ง ก็ต้องนับว่าเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายหนักที่สุด โดยกระทรวงกลาโหม UAE เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยพบขีปนาวุธนำวิถี จำนวน 221 ลูก โดรนโจมตีมากกว่า 1,300 ลำ ที่อิหร่านใช้ในการปฏิบัติการ
ทั้งนี้ ที่“ดูไบ”ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้น หนักหนาสาหัสที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของตะวันออกกลางและระดับโลก โดยเน้นบริการการท่องเที่ยว และเทคโนโลยี อันเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา จากการใช้นโยบายภาษีต่ำ ความปลอดภัยสูง และโครงสร้างพื้นฐานล้ำสมัย เป็นแรงจูงใจให้“มหาเศรษฐีทั่วโลก”เข้าไปลงทุน ถูกอิหร่านถล่มด้วยขีปนาวุธตั้งแต่วันแรก
การโจมตีดูไบของอิหร่านเท่ากับตัด“เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ”อย่างได้ผลทันตา ทั้งสถานกงสุลสหรัฐฯ สนามบิน ท่าเรือ โรงแรม ที่เป็นแหล่งรายได้หลัก และฐานทางธุรกิจที่สำคัญของดูไบป่วนไปหมด เช่น สนามบินดูไบ ถือว่าเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก และโดนอิหร่านถล่มก่อนทันที จากนั้นก็ถล่มท่าเรือ“เจเบล อาลี” (Jebel Ali) อันเป็นฐานจอดเรือรบสหรัฐ และไล่เรียงไปจนถึงโรงแรม“เบิร์จ อัล อาหรับ” (Burj Al Arab) อาคารรูปใบเรือที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมระดับ 7 ดาวแห่งแรกของโลก รวมทั้งเกาะสวรรค์ของมหาเศรษฐีทั่วโลกในดูไบ คือ“ปาล์ม จูไมราห์” (Palm Jumeirah)
ขณะเดียวกัน นอกจากที่ดูไบ กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สนามบินนานาชาติซายิด (Zayed International Airport) ก็ถูกอิหร่านถล่มเช่นกัน
ที่คูเวตก็ไม่พ้น ถูกอิหร่านถล่มอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงแต่สนามบินนานาชาติคูเวตจะถูกโดรนโจมตีเท่านั้น เวลานี้แม้แต่การผลิตน้ำมัน คูเวตก็ยังลดกำลังการผลิตและกำลังการกลั่น โดยคูเวตเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับห้าของ “OPEC” ที่ผลิตน้ำมันได้วันละ 2.5-2.6 ล้านบาร์เรล รองจากอันดับหนึ่งถึงสี่ คือ ซาอุดีอาระเบีย 9.8-9.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน, อิรัก 4.2-4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และอิหร่าน 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ดี ในบรรดาประเทศอาหรับที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งถูกอิหร่านโจมตีนับตั้งแต่วันแรกต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้นั้น มีเพียงโอมานประเทศเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกอิหร่านโจมตี เพราะโอมานเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ก่อนที่สหรัฐฯจะหักหลังชิงเปิดฉากถล่มอิหร่านแบบลอบกัดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และโอมานก็ยังได้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอลที่กระทำต่ออิหร่าน อีกทั้งยังได้เตือนถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะบานปลายจนก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาค
สรุปก็คือ สงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเป็นผู้ก่อ จะไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่“โดนัลด์ ทรัมป์”คุยโม้ และอาจจะยิ่งขยายวงดึงประเทศสหภาพยุโรป (EU) เข้ามาเกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้อีกและเฉพาะหน้านี้ต้องจับตาไปที่“ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งจะเป็นสมรภูมิเลือดในเวลาอันใกล้นี้
กองทัพเรือสหรัฐฯจะต้องแตกเหมือนทัพเรือของ“โจโฉ”ในยุทธการ“ศึกผาแดง”เรื่อง“สามก๊ก”ก็เป็นได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี