วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
ผมเพิ่งเขียนบทความชื่อ“เอาเด็กออกจากโซเชียลมีเดีย” เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับปัญหาของการติดอยู่กับโทรศัพท์มากเกินไป ซึ่งจะทำให้เด็กขาดพัฒนาการด้านการเรียนรู้และการเติบโตที่ถูกต้องสองสามวันที่ผ่านมาก็พบบทความจากเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่ง รู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องกัน จึงเอามาคุยกันต่ออีกหน่อย
แม้จะเป็นบทความที่แทรกอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ในเว็บไซต์แรกที่อ่าน แต่จากนั้นก็ไปพบอีกหลายสื่อออนไลน์นำเรื่องราวนี้ไปเสนอต่อๆ กัน นั่นแสดงว่า สื่อจำนวนไม่น้อยก็เห็นว่าเรื่องนี้ชักจะไม่ธรรมดา
ที่มาของเรื่องนี้คือการสำรวจเพื่อทำการวิจัยโดยมูลนิธิการกุศล คินเดรด สแควเรด ของอังกฤษ มูลนิธินี้ทำงานร่วมกับอีกหลายองค์กรเพื่อจะปรับปรุงการศึกษาเบื้องต้นและพัฒนาเด็กแต่ระดับต้นทางของการเรียนในระบบโรงเรียน ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า เด็กเล็กที่เริ่มจะเข้าเรียนชั้นประถมจำนวนหนึ่ง (หมายถึงเรียนชั้นอนุบาลแล้ว) ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยมาก
ในอังกฤษนั้น หลังจากเด็กเรียนชั้นอนุบาลแล้ว ก็มักจะเข้าเรียนเตรียมประถมศึกษาที่เรียกว่า reception class แต่ก็ไม่ได้มีการบังคับผู้ปกครอง จะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้เด็กพวกนี้อายุจะอยู่ประมาณ 4-5 ขวบ ผลสำรวจพบว่า ในชั้นเรียนเตรียมประถมศึกษา มีเด็กประสบอุบัติเหตุในห้องน้ำมากราวๆ 26 เปอร์เซ็นต์และมากกว่า 1 ใน 3 หรือราวๆ 36 เปอร์เซ็นต์มีปัญหาในการใช้ห้องน้ำ ขณะที่เกือบ 28 เปอร์เซ็นต์ ต้องใช้ความพยายามอย่างยากลำบากในการกินหรือดื่มด้วยตัวเอง
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ เด็กจำนวนหนึ่งไม่รู้วิธีเปิดหนังสือ หรือพลิกหน้าหนังสือ บางคนถึงขนาดพยายามใช้นิ้วไถปัดหรือตบหนังสือเหมือนมันเป็นโทรศัพท์
จากการสำรวจนี้ ส่วนใหญ่ของทีมงานวิจัย (พวกครูๆ นั่นแหละ) ตำหนิเรื่องการใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไป ไม่ใช่เฉพาะเด็ก แต่กับพ่อแม่ของพวกเขาก็ด้วย เพราะทุกวันนี้ พ่อแม่จำนวน
ไม่น้อยปล่อยลูกอยู่กับโทรศัพท์และแท็บเลตตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบดี
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ยกข้อปัญหาที่ควรจะให้ความสนใจและใส่ใจว่า เด็กในเจเนอเรชั่นที่โตมาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือและแท็บเลตในมือ จะยากลำบากกับการมีทักษะพื้นฐานของการใช้ชีวิต
พวกครูพูดถึงปัญหาที่พวกเขาเผชิญในชั้นเรียน บอกว่า กว่า 2 ชั่วโมงของเวลาสอนถูกใช้ไปกับเรื่องต่างๆ ที่นักเรียนควรจะจัดการได้ด้วยตัวเองง่ายๆ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ พวกเขายังยืนยันด้วยว่า ผู้ปกครองเองก็ไม่เข้าใจว่า จะต้องเริ่มให้การสนับสนุนพัฒนาการของเด็กตอนไหนและยังไง
แต่การสำรวจพ่อแม่ 1,000 ราย มีถึง 88 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าลูกของพวกเขาพร้อมจะเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว-นั่นไง และ 35 เปอร์เซ็นต์ในจำนวนนี้คิดว่า เด็กของพวกเขาพร้อมเข้าเรียนมากกว่าลูกของคนอื่น ประมาณว่าลูกฉันดีกว่าใคร
ผู้เชี่ยวชาญถึงกับบอกว่ามันเป็น “วิกฤตของระบบ” ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการจัดการแก้ไขทันที และเรียกร้องให้มีการทำอะไรสักอย่างอย่างเร่งด่วน บรรดาครูชั้นประถมนับพันคนที่มีส่วนในการสำรวจ พบว่า 1 ใน 3 หรือ 37 เปอร์เซ็นต์ของเด็ก ไม่พร้อมสำหรับการเข้าโรงเรียน ณ เวลาที่ต้องเริ่มเตรียมประถมตัวเลขนี้เพิ่มอย่างก้าวประโดดจาก 33 เปอร์เซ็นต์ของเมื่อปี 2024
รัฐบาลอังกฤษกำลังผลักดันให้มีเด็กพร้อมสำหรับการเข้าโรงเรียนประถมมากขึ้น ก็ต้องเน้นไปที่การพัฒนาเบื้องต้น เช่น ให้พวกเขาสามารถกินอาหารได้ด้วยตัวเอง, แต่งตัวได้เอง, เรียนรู้การใช้ห้องน้ำ และให้มีทักษะพื้นฐานด้านภาษาเพื่อใช้ในการสื่อสาร (ตั้งแต่พูด, ฟัง จนถึงอ่านออกเขียนได้)
อาจจะดูเหมือนไกลตัว แต่จริงๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษคงไม่ต่างจากที่อื่นๆ ในโลกสักเท่าไหร่ เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนำมนุษย์มาถึงตรงนี้แล้ว และอาจจะสายเกินไปที่จะตั้งหลักเพื่อหาคุณค่าพื้นฐานของชีวิต
ทิวา สาระจูฑะ
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี