วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569
ระหว่างวันที่ 6 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดการเจรจาต่อรองเรื่องนิวเคลียร์ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง วันที่ 26-27 ดูท่าว่าจะมีความคืบหน้าไปมาก รัฐมนตรีต่างประเทศโอมานบอกว่า อิหร่านตกลงที่จะลดการสะสมวัตถุดิบนิวเคลียร์ลงสู่ระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งอเมริกาก็ยังข่มขู่ต่อทำนองว่า ถ้าวิธีทางการทูตล้มเหลว ก็พร้อมทุกทางเลือกที่จะนำมาใช้
แต่แล้ววันที่ 28 กุมภาพันธ์ อเมริกากับอิสราเอลก็เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงและไม่มีใครคาดคิด เข้าไปภายในและรอบๆ กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน อิสราเอลใช้เครื่องบินรบมากถึง 200 ลำในปฏิบัติการครั้งนี้ซึ่งส่งผลให้อยาตอเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต
นอกจาก ทรัมป์ และบรรดาผู้นำประเทศลิ่วล้อออกมาแสดงความสะใจอย่างถ่อยเถื่อน แถมด่าไล่หลังผู้เสียชีวิต ที่เลวร้ายกว่าคือ การยิงจรวดของอิสราเอลเข้าไปถล่มตามจุดต่างๆ นั้น มีโรงเรียนรวมอยู่ด้วย ข่าวว่านักเรียนเสียชีวิตนับร้อย
แม้อิหร่านจะสูญเสียผู้นำสูงสุด แต่ก็เปิดปฏิบัติการตอบโต้ทันควัน ด้วยการยิงจรวดถล่มหลายประเทศในพื้นที่ใกล้เคียงที่เป็นพันธมิตรหรืออยู่ใต้อาณัติอเมริกา และมีฐานทัพอเมริกาตั้งอยู่ อย่าง กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, บาห์เรน และคูเวต
ขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ยังไม่รู้เหตุการณ์จะบานปลายไปใหญ่โตแค่ไหน หรือจะจำกัดวงอยู่เฉพาะตะวันออกกลางเมื่อต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหากันว่าเป็นผู้ก่อการร้าย อิหร่านก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีพันธมิตร โดยเฉพาะ2 พันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจก็คือ รัสเซียและจีน
ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียประณามอเมริกาและอิสราเอลอย่างรุนแรงว่า การเสียชีวิตของ คาเมเนอี และครอบครัว เป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางศีลธรรมของมนุษย์และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโหดเหี้ยม และพร้อมจะสนับสนุนอาวุธให้กับอิหร่าน ขณะเดียวกัน จีนก็เรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที แต่ทั้งสองประเทศยังไม่ได้ออกแอ๊กชั่นอะไรมากกว่านี้
แต่อย่างไรก็ตาม การประณามก็คงไม่ระคายผิวหนังหรือสามัญสำนึกของ ทรัมป์และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลแต่อย่างใด เพราะทั้งสองไม่เคยสนใจกระแสเสียงของโลก แต่อย่างใด ผ่านการพิสูจน์ทราบมาหลายเหตุการณ์แล้ว รวมถึงการละเมิดอธิปไตยบุกเข้าไปจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา สหประชาชาติก็เหมือนหัวหลักหัวตอ ไม่เคยทำอะไรกับกุ๊ยระดับโลกที่ละเมิดกฎเกณฑ์ทุกอย่างพวกนี้ได้เลย
น่าสังเกตว่าสองผู้นำของอเมริกาและอิสราเอลดูเหมือนพร้อมใจกัน ต้องการสร้างสงครามเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบริหารประเทศ และปัญหาภายในของตน ขณะที่อเมริกาก็ต้องสำแดงอำนาจให้เห็นความเป็นขาใหญ่ของโลก ซึ่งกำลังสั่นคลอนมากขึ้นทุกทีจากความเข้มแข็งที่เพิ่มขึ้นของรัสเซียและจีน
การโจมตีกันไปมาระหว่างอเมริกากับอิสราเอลฝ่ายหนึ่ง และอิหร่านกับพันธมิตรที่เป็นกลุ่มกองกำลังต่างๆ อีกฝ่ายหนึ่งในครั้งนี้ ส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อโลก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งโลกที่ตกต่ำอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หากหยุดยั้งสงครามไม่ได้ก็จะยิ่งพังทลายไปพร้อมๆ กัน
ถ้าอิหร่านเอาจริงกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันสัดส่วนมากที่สุดกระจายไปทั่วโลก ราคาน้ำมันก็จะสูงขึ้น และอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ของประเทศไทย ได้แสดงภาวะผู้นำอีกครั้ง ด้วยการแถลงและสั่งการอย่างรวดเร็วในการช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสงคราม แต่คงยังไม่พอ เพราะผลกระทบที่หนักหนากว่านั้นจะตามมาแน่นอน ถ้าหากสงครามไม่จบลงอย่างรวดเร็ว
ต้องบอกว่าภาระในการนำประเทศฝ่าวิกฤตคราวนี้ใหญ่หลวงนัก และดันเกิดขึ้นในช่วงที่ยังเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการเสียด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ที่จะใช้ รวมถึงงบประมาณ ไม่ได้อยู่ในสถานะรัฐบาลปกติ นอกจากนี้ยังมีปัญหาชายแดนไทย-เขมรที่ยังคาราคาซังอยู่ แถมยังมีคนไทยบางพวกยังคอยออกมากวนน้ำให้ขุ่นอยู่เป็นระยะ...แบบคนดีย์ที่หาความดีไม่ได้
ส่วนภาระของประชาชนไทยส่วนใหญ่ตอนนี้ก็ต้องติดตามข่าวสาร เตรียมตัวสำหรับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะโลกทุกวันนี้ไม่มีอะไรที่จะเรียกได้ว่าไกลตัวจริงๆ
ทิวา สาระจูฑะ


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี