วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ผมทราบว่าประเทศไทยมีคนจนมากถึงแม้จะน้อยลงจากเดิม แต่ไม่ทราบว่าจนแค่ไหน รู้ว่าคนรวยก็รวยจัง และรวยยิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนคนจนก็จนลง และช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยยิ่งห่างกันทุกๆ ปี
ผมจึงเปิด Chat GPT หาข้อมูลซึ่งมีดังนี้
ตามสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า “สภาพัฒน์” (สศช.) ในปี พ.ศ.2566 มีคนจนประมาณ 4.4 ล้านคน หรือ 6.3% ของประชากร โดยใช้เส้นความยากจน (poverty line) เฉลี่ยที่ 2,803 บาท/เดือน (แต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน)
แล้วคนรวยละมีเท่าไหร่ในประเทศ
คนที่อยู่ในกลุ่ม 10% สูงสุดของรายได้มีประมาณ 6-7 ล้านคน โดยเฉลี่ยมีรายได้มากกว่า 40,000-50,000 บาท/เดือน ขึ้นไป
และจากรายงานของ Credit Suisse 2023 1% แรกของคนไทยมีทรัพย์สินมากกว่า 60% ของทรัพย์สินทั้งประเทศ และมีเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 35 ล้านบาท) มากกว่า 100,000 คน
ผมมีความเห็นว่า เส้นความยากจนที่ 2,803 บาท/เดือนนั้นต่ำมาก ใครมีรายได้ 2,803 บาท/เดือน แทบจะไม่มีทางที่จะอยู่ได้ เพราะมีเพียงไม่ถึง 100 บาทที่จะใช้ต่อวัน ค่าเดินทางของหลายๆ คนใน กทม.ก็หมดแล้ว ถ้าได้เพียง 2,803 บาทต่อเดือนต้องอยู่ในชนบท ไม่ต้องไปไหนมาไหน ตื่นขึ้นมาก็ไปทำไร่ ทำนา เก็บผัก ตกปลากิน ฉะนั้นในความเห็นของผมยังมีคนจนอีกมาก มากกว่า 4.4 ล้านคนอย่างแน่นอน รัฐบาลอาจจะใช้ตัวเลขใหม่ที่จะเหมาะสมกับความเป็นจริง (ถึงแม้ตัวเลขนี้อาจจะมาจากสหประชาชาติก็ตาม) ถึงแม้จะทำให้ปริมาณคนจนมีมากขึ้นอีกมาก ซึ่งอาจจะไม่ดีต่อภาพพจน์ของประเทศ แต่เป็นการเตือนรัฐบาลว่ายังมีคนจนอีกมาก รัฐบาลยังมีงานต้องทำมากกว่าเดิมอีกมาก
ส่วนคน 6-7 ล้านคน ที่มีรายได้ประมาณ 40,000-50,000 บาทต่อเดือน ในความเป็นจริงแล้วผมว่าเงินเดือนแค่นี้ ปัจจุบันนี้ ไม่น่าที่จะเรียกว่ารวย ถ้าประหยัด มีบ้านของตนเอง อาจจะถือได้ว่าพอมีพอกิน มีเงินออม ลงทุน มีเงินพอสำหรับการศึกษาลูกหลาน แต่ถ้ายังไม่มีบ้าน จะต้องเก็บอีกนานกว่าจะซื้อบ้านได้ หรือไม่ก็ผ่อนเป็นเวลาหลายสิบปี เพราะสมัยนี้บ้านมีราคาแพงมาก ถ้าเป็นเช่นนี้ปริมาณ “คนรวย” จะน้อยกว่า 6-7 ล้านคน และคนจนมากกว่า 4.4 ล้านคนอย่างแน่นอน
คนไทยใน 1% สูงสุดครอบครองทรัพย์สิน 56% ของทั้งหมด มีจำนวน 1% ของประชากรผู้ใหญ่ ที่มีทรัพย์สินประมาณคนละ 29 ล้านบาท Top 1% ในไทยกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 5 แสนคน หรือ 1% ของผู้ใหญ่ในไทย ผู้ที่จะอยู่ในกลุ่ม 1% สูงสุดของผู้มีรายได้จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำที่ประมาณ 250,000-380,000 บาท/เดือน หรือ 3-4.6 ล้านบาทต่อปี กลุ่ม top 1% นี้มีสัดส่วนรายได้ราว 11.7% ของรายได้รวมประเทศ จากรายงานของ Credit Suisse Global Wealth Databook 2021-2022 พบว่า Top 1% ถือครองทรัพย์สินรวมประมาณ 56% ของความมั่งคั่งทั้งหมดในประเทศ และค่าเฉลี่ยทรัพย์สินสุทธิต่อคนอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านบาทต่อคน โดย Top 1% ถือ 76% ของทรัพย์สินทั้งหมด Top 0.1% ถือครอง 40-47% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของประเทศไทย
สรุป
1) Top 0.1% 50,000 คน จะมีรายได้รวม 40-47% ของสินทรัพย์ทั่วประเทศ
2) Top 1% 5 แสนคน จะมีรายได้รวม 20-21% ของประเทศ 56% ของความมั่งคั่ง
3) Top 10% จะมีรายได้รวม 48.8% ของประเทศและ (2021) 72.2% ของสินทรัพย์
สรุปคนไม่กี่หมื่น (50,000) เป็นมหาเศรษฐี (top 0.1%) แต่ถือทรัพย์สินเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ (40-47%) ความเหลื่อมล้ำไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง และอยู่ในกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเมื่อเทียบระดับรายได้ประชากร
โดยรวมแล้ว ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมทางความมั่งคั่งสูงสุดในโลก และสูงกว่าหลายประเทศที่ได้รับการพิจารณาว่ามีเศรษฐีมากกว่า เช่น สหรัฐ หรือ ญี่ปุ่น เช่น ในสหรัฐ Top 1% ครอง 30-35% ของสินทรัพย์ทั้งหมด Top 10% ถือสูงถึง 70% และ 50% ต่ำสุดมีเพียง 2-3% เท่านั้น
แล้วเราจะลดปริมาณคนจนและลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนได้อย่างไร?
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

สทบ.เขต 2 ลุยกาญจนบุรีติดตามโครงการน้ำบาดาลพระราชดำริช่วย 729 ครัวเรือนพ้นภัยแล้งยั่งยืน
SVRN เฉลยแล้ว! คลิปร่างทองที่แฟน ๆ จับตา คือสัญญาณการกลับมาของซิงเกิลใหม่
ZEAL ประกาศคอนเสิร์ตในรอบ 10 ปี ขนเพลงแรร์ที่คิดถึงกลับขึ้นเวทีอีกครั้ง ใน ZEAL RARE LIVE CONCERT
ควายเผือกท้องแก่หลุดเดินไกล 30 กิโลฯ เจ้าอาวาสวัดท่าช้างจูงมือชาวบ้านร่วมใจไถ่ชีวิต
สรุปผลบอลโลก27มิ.ย. 'อิหร่าน’ช็อคโดนริบประตูชัยทดเจ็บ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี