วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ก่อนการปกครอง พ.ศ.2475 ประเทศไทยปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 คณะราษฎรซึ่งนำโดยนายทหารและพลเรือนที่ได้ศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้นำฝ่ายทหาร กับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายพลเรือน นำคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย
จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 84 ปีเศษแล้วแต่ประเทศไทยไม่เคยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือถ้ามีก็เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น
ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน และวิธีการให้ได้มาซึ่งการปกครองระบอบนี้ การเลือกผู้ปกครองโดยระบบตัวแทน
ตัวแทนดังกล่าวเกิดจากการที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ซึ่งในทางปฏิบัติสำหรับประเทศไทยนั้นมีการดำเนินการถ้าดูเผินๆ ก็เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย แต่ถ้ามองไปถึงความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
กล่าวคือ เมื่อมีการเลือกตั้งตัวแทนจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่สังคมประชาธิปไตยเขาประพฤติปฏิบัติ ประเทศไทยจึงเกิดปฏิวัติรัฐประหารตลอดมา เพราะความล้มเหลวของรัฐบาลเนื่องจากการคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเกิดสมัยรัฐประหาร ซึ่งนำโดยนายทหารนอกราชการ พลโทผิน ชุณหะวัณ จนถึงสมัยอันธพาลครองเมือง เกิดการเลือกตั้งสกปรก พ.ศ.2500 ตามด้วยการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นองค์อธิปัตย์จนเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติโดยขบวนการนิสิตนักศึกษา และประชาชนพ.ศ.2516 เกิดรัฐบาลพระราชทาน ซึ่งศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ในสมัยที่ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดให้ มาตรา 17 เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด คล้ายกับมาตรา 44ปัจจุบันที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลายเป็นหอกแทงจอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม จอมพลประภาส และพันเอกณรงค์ กิตติขจร เพราะนายกฯสัญญาใช้มาตรานี้ยึดทรัพย์จอมพลทั้งสองและพันเอกณรงค์
ความจริงนายกฯสัญญาไม่อยากใช้มาตรานี้แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ขู่ว่า ถ้านายกสัญญาไม่ทำ จะใช้สภานิติบัญญัติออกกฎหมายยึดทรัพย์นายกฯสัญญา เป็นนักกฎหมายจึงยอมใช้มาตรา 17ยึดทรัพย์บุคคลดังกล่าว
ถ้าเปรียบเทียบระหว่างสมัยจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม และจอมพลประภาส กับพลเอกประยุทธ์แล้ว สิ่งที่พลเอกประยุทธ์ปฏิบัติในฐานะองค์อธิปัตย์เช่นเดียวกันจะเห็นว่า พลเอกประยุทธ์ มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า
อย่างไรก็ดีในฐานะนักรัฐศาสตร์และผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองมาหลายยุคหลายสมัย เห็นว่าสังคมไทยมักจะสยบต่ออำนาจมากกว่าจะอยู่กันด้วยเหตุผลตามหลักของสังคมประชาธิปไตย
ฉะนั้น ถ้าจะให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและถาวรแล้ว คนไทยจะต้องรู้จักสิทธิและหน้าที่ที่ตนมีและหวงแหนสิทธิดังกล่าว โดยไม่โอนอ่อนต่ออามิสสินจ้าง หรืออำนาจที่ไม่เป็นธรรม สังคมไทยจะเป็นสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ (โดยต้องไม่พึ่งระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแม้จะมีองค์อธิปัตย์ที่ดีก็ตาม)

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี