วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
.jpg)
วานนี้ ศาลอาญา อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ. 598/2557 กรณีเสื้อแดงบุกกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2552 จำคุกจำเลยสองคน คนละ 2 ปี 4 เดือน
คดีนี้ สำนวนฟ้องระบุว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีจัดการชุมนุมอยู่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายพันคน โดยมีจำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง เป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม และมีนายสุภรณ์ หรือ แรมโบ้ อัตถาวงศ์ กับพวกอีกหลายคน แบ่งหน้าที่สั่งการผู้ชุมนุม โดยตั้งเวทีปราศรัยดังกล่าว เพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่า เป็นรัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมา วันที่ 12 เมษายน 2552 แกนนำผู้ชุมนุมได้สั่งการ กล่าวปราศรัย ยุยงปลุกปั่น ผ่านเครื่องขยายเสียงให้จำเลยทั้งสองกับพวกผู้ชุมนุมหลายพันคน เคลื่อนขบวนไปทำการปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย เพื่อจับตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และให้ทำการขัดขว้างไม่ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาใช้สถานที่กระทรวงมหาดไทยเป็นสถานที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
จำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน
โดยใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความปลอดภัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บหลายราย และใช้ก้อนหินขว้างทำลายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มีนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นั่งอยู่ในรถ
ได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 ขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์และสถานที่ราชการ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อมและเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทย ทั้งได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการ จึงไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่เป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 10 ขึ้นไป เพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
เมื่อจำเลยทั้งสองรับว่าได้เข้าร่วมชุมนุมและได้เข้าไปในกระทรวงมหาดไทยด้วย จำเลยทั้งสองจึงถือเป็นตัวการร่วมในการกระทำผิด และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร
ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้มีพยานใดมาเบิกความ ยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสองร่วมกันทุบตีรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีและของคณะ หรือร่วมกันทำลายทรัพย์สินของทางราชการ
จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไป และร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ
แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก, 364, 365 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยให้จำคุกฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จำคุก คนละ 6 เดือน, ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง
1) จะเห็นได้ว่า จำเลยในคดีนี้ ไม่ใช่ระดับแกนนำ
แถมจำเลยอ้างทำนองว่า ตามๆ เขามา
ศาลระบุว่า เป็น “ตัวการร่วมในการกระทำผิด”
2) ศาลอาญาพิจารณาคดีตามสำนวนที่พนักงานสอบสวนส่งฟ้องเข้ามา
ในสำนวนเองก็บอกว่า มีจำเลยหลายคน แต่ยังไม่ตัวมาฟ้อง
มีแกนนำแบ่งหน้าที่ สั่งการผู้ชุมนุม
คดีนี้ โดยให้ความเป็นธรรมอย่างมาก เพราะเมื่อไม่มีหลักฐานมัดจนสิ้นสงสัยในกรณีใด ก็ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยในข้อหานั้น
น่าสงสัยว่า เหตุใด กรณีจึงไม่ปรากฏแกนนำเสื้อแดงถูกดำเนินคดีในฐานผู้สั่งการ ผู้บงการ ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด เป็นตัวการ หรือตัวการร่วม
หรือยุยงปลุกปั่นให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
ต้นธารกระบวนการยุติธรรมผ่านมือฝ่ายการเมืองบางยุคมาก่อนถึงชั้นศาล ใช่หรือไม่?
3) หลายคดีที่มีพฤติกรรมอุกอาจ อุกฉกรรจ์ กระทำผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน ทำร้ายผู้อื่น เกินเลยขอบเขตการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ มักจะมีแกนนำม็อบเป็นตัวการ ผู้บงการ ปลุกปั่น ปลุกระดม ยุยงชาวบ้านที่ลุ่มหลงให้กระทำผิด
ส่วนแกนนำก็รับปัจจัย รับรางวัลจากนายทุนการเมืองที่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหว
บ้างได้เป็นรัฐมนตรี
บ้างสู้แล้วรวย
บ้างได้เมียใหม่ ได้เงิน ได้บ้าน ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เรียนโรงเรียนนานาชาติ
แต่ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีเข้าคุก เข้าตะราง
ยังมีอีกหลายกรณี เช่น เผาศาลากลาง ปี 2553 เป็นต้น ชาวบ้านแนวร่วมเสื้อแดงถูกทอดทิ้ง ไม่ไยดี ไม่มีใครไปเยี่ยม เมียทิ้ง ครอบครัวแตกแยก นายใหญ่ตัดเยื่อใย ถีบหัวเรือส่ง จะล้างผิดต้องรวมคดีโกงของตนและพรรคพวก
บรรดาแกนนำ ผู้นำการชุมนุม หรือคนที่ชักชวน ปลุกระดม ชี้นำ บงการ หรือสั่งการ ในระหว่างการชุมนุมคนเสื้อแดงในครั้งนั้น ควรจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้างไหม?
ควรจะละอายไหม?
สำนึกสักนิดไหม?
4) ทักษิณเคยปลุกปั่น ปลุกระดมจากแดนไกล
“พี่น้องครับ อนาคตที่สดใสของประเทศไทยและอนาคตของลูกหลาน อยู่แค่เอื้อมแล้ว สู้ต่อไปอย่ายอมแพ้”
“เราแพ้ไม่ได้ เราต้องชนะ”
“อดทนอีกนิดเดียว วันนี้ทำมาหากินไม่คล่อง รอให้ผมกลับไป เดี๋ยวผมแก้เอง”
“ถ้าเมื่อไหร่ เสียงปืนแตก ทหารยิงประชาชน ผมจะเข้าไปนำพี่น้องเดินเข้ากรุงเทพฯทันที”
“เราจะเดินกันทุกสาย ไม่ว่าจะรถอีแต๋น รถปิกอัพ รถเก๋ง รถบรรทุกทุกสายจะเดินเข้ากรุงเทพฯให้หมด และจะมีผมอยู่ตรงนั้นด้วย”
มีการล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในกรุงเทพฯปี 2552 แต่ไม่สำเร็จ
หลังปี 2552 ก็ยังมีการปลุกระดม รุนแรง หนักข้อ ยกระดับความป่าเถื่อนมากกว่าเดิม ในปี 2553
ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) 276 หน้า บางสวนระบุถึง “การปราศรัยที่มีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรง”
คอป.สรุปว่า พบว่าการในการชุมนุมของ นปช. ก่อนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ มีการปราศรัยโดยแกนนำ นปช.บนเวทีหลายครั้ง ที่มีลักษณะเป็นการยั่วยุ ชี้นำ ส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรง ต่อเนื่องมาจนถึงการชุมนุมระหว่างเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม 2553 ก็ยังคงมีการปราศรัยในลักษณะดังกล่าว ยกตัวอย่าง
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัย ณ เวทีการชุมนุมของ นปช. ที่เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 23 –24 มกราคม 2553 “ถ้าพวกคุณยึดอำนาจ พวกผมเผาทั่วประเทศ เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง แล้วใครจะจับใครจะอะไรมาเอากับผม ถ้าคุณยึดอำนาจ เผา”
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ปราศรัยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก “มาด้วยกัน ขวดแก้วคนละใบ มาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า บรรจุให้ได้ 75 ซีซี ถึง 1 ลิตร ถ้าเรามาหนึ่งล้านคนในกรุงเทพมหานคร มีน้ำมันหนึ่งล้านลิตร รับรองว่า
กทม.เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน” - “การสู้ของคนเสื้อแดงแบบง่ายๆ อย่างนี้ บอกให้ทหารได้รับได้ทราบ บอกให้ทหารสุนัขรับใช้อำมาตย์ได้รู้ว่า ถ้าคุณทำร้ายคนเสื้อแดง แม้เลือดหยดแต่หยดเดียวนั่นหมายความว่า กรุงเทพฯ จะเป็นทะเลเพลิงทันที ส่วนต่างจังหวัด จตุพร (พรหมพันธุ์) ได้บอกแล้ว ให้รอฟังข่าวว่า พี่น้องที่อยู่ในต่างจังหวัด ไม่ได้มาไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นทันทีรวมตัวกันที่ศาลากลาง ไม่ต้องรอเงื่อนไข จัดการให้ราพณาสูรเหมือนกัน” - “วันนี้การต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ชนะ เป้าหมายคือคุก หรือไม่ก็ตายเท่านั้นพี่น้อง ผมขอบอกข่าวดีว่า เดิมทีนั้น คนเสื้อแดงมีเพียงพรรคการเมือง และมวลชนเท่านั้น แต่วันนี้ แก้วอีกประการหนึ่งที่เรารอ นั่นคือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เขาพร้อมสนับสนุน และปกป้องคนเสื้อแดง และพร้อมที่จะเป็นปรปักษ์กับกองทัพ ถ้ากองทัพทำร้ายประชาชน”
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน) ปราศรัยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 ณ เวทีชุมนุม นปช. จังหวัดอุดรธานี “คนที่อยู่ต่างจังหวัด แกนนำตามภูมิภาค ให้เป้าหมายศาลากลางทันที และแน่นอนที่สุด เข้าไปอยู่ศาลากลาง อากาศคืนนี้ที่อุดรฯ มันหนาวยิ่งนัก มันจำเป็นต้องก่อไฟผิงกันสักหน่อย” - “นาย...ธนาคาร... สมุนอำมาตย์ทั้งนั้นที่ให้เงินเล่นงานพวกเรา” - “และจุดจบของอำมาตย์... ก็ไม่ต่างจากผู้นำอิรัก ที่ชื่อซัดดัม ฮุสเซน นั่นหมายความว่า จุดจบของอำมาตย์... ต้องถูกแขวนคอ โดยประชาชนที่ต้นมะขามท้องสนามหลวง เพราะคุณทำลายชาติ ทำลายประชาชน และสั่งกองทัพเข่นฆ่าประชาชน เป็นครั้งที่ 2”
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ปราศรัยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 ณ เวทีชุมนุม นปช. จังหวัดอุดรธานี “ครั้งนี้จะเป็นการคิดบัญชีรัฐบาลทรราช... และพวกอำมาตย์เฒ่าทั้งหลาย คุณไม่ต้องมาบอกว่าสถานที่สำคัญที่เขาจะไปก่อวินาศกรรม คุณไม่ต้องไปปูดข่าวบอกว่าสถานที่ที่เป็นศาสนสถานของพวกมุสลิม โรงพยาบาลแล้วก็ถนนราชวิถี สะพานข้ามแม่น้ำโรงพยาบาลศิริราช สนามบิน ทำเนียบ กระทรวงสำคัญๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ค่ายทหาร บ้านบุคคลสำคัญ และศาลยุติธรรม และองค์กรอิสระ คุณไม่ต้องบอก ถ้าหากว่าคุณใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง รับรองว่าไอ้สิ่งที่คุณพูดถึงนี้จะไม่เหลืออยู่ในประเทศไทยอย่างแน่นอน”
นายวีระ มุสิกพงศ์ ปราศรัยเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2553 ณ เวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ “นึกว่ายุทธวิธีแบบนี้จะทำให้พี่น้องแตกฉานซ่านเซ็นกลับบ้าน ไอ้เรื่องแตกกลับบ้าน เป็นไปได้ แต่จะบอกให้รู้ไว้ว่า ไฟจะลุกท่วมทั่วตารางนิ้วของประเทศไทย”
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ปราศรัยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2553 ณ เวทีแยกราชประสงค์ “ขอให้เสื้อแดงซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ฟังภารกิจดังต่อไปนี้ ให้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ศาลากลาง รอเวลาให้มีการปราบเมื่อไหร่ ตัดสินใจได้ทันที ทุกจังหวัดให้ไปศาลากลาง ฟังสัญญาณจากที่นี่ จอมืดเมื่อไหร่แสดงว่ามีการปราบแล้ว พี่น้องมีดุลพินิจจัดการได้ทันที” - “ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องไปกลัวอะไรกับประชาชนเลย เพราะประชาชนที่เขามาชุมนุม ถ้าเขาคิดไม่ดีกับห้างพวกคุณนี่ คุณปิดห้างคุณก็ฉิบหาย ถ้าคนคิดจะทำชั่วกับพวกคุณ แต่เรามาดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2553 ณ เวทีแยกราชประสงค์ “เป็นห้างสรรพสินค้า ซึ่งไม่ใช่ของผม เป็นของคนรวยเขา ถ้าผู้ชุมนุมกำลังหลับอยู่ดีๆ มาสลายการชุมนุมอาจจะตกใจวิ่งทะลุกระจกห้าง ใครรับผิดชอบ เพราะมีทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ พารากอน เกษรพลาซ่า ก็ต้องวิ่งหาที่กำบัง อาจจะขับรถเข้าไปข้างในด้วยเพราะว่าตกใจ” - “แล้วเวลาตกใจเนี่ย วิ่งเข้าไปในห้างเนี่ย ห้างเขาก็เป็นคอนกรีตนะฮะ เป็นปูนใหญ่ๆ ทีนี้ ผมนี่เวลาตกใจยังไงผมจะไม่วิ่งชนปูนครับ ส่วนใหญ่เวลาตกใจผมวิ่งเข้าหากระจก แล้วพอวิ่งเข้าหากระจกนี่ ผมไม่ใช่จะชนกระจกไปเรื่อยๆ นะครับ ผมไม่ใช่นางเอกเรื่องทวิภพนี่ครับ โดดเข้ากระจกได้ เพราะฉะนั้นผม เวลาตกอกตกใจ มันวิ่งไปเฉยๆ ไม่ได้ครับ มีหินติดไม้ติดมือไปด้วย ผมขว้างไปเรื่อยไม่รู้เป็นอะไร แล้วผมดูๆ คนเสื้อแดงก็ขี้ตกใจกันเป็นแสนนะผมว่าเนี่ย และผมดูอาการแล้วเนี่ย พฤติกรรมในการตกใจไม่เหมือนกันด้วยนะ คือมักจะบอกว่าใครอยู่ใกล้ตรงไหนก็ตกใจตรงนั้น เช่น อยู่ใกล้เซ็นทรัลเวิลด์ก็ตกใจเซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้เกษรก็ตกใจเกษร ใกล้พารากอนก็ตกใจพารากอน ถ้าทหารหลายหมื่นคนเข้ามา คนหลายหมื่นคนเป็นแสนต่างคนต่างวิ่ง ต่างคนต่างตกใจ ชนข้าวของในห้างเขาระเนระนาดไปหมด แล้วคนเสื้อแดงตกใจวิ่งชนของแพงเท่านั้นนะครับ”
แล้วในปี 2553 ก็เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง มีกองกำลังติดอาวุธมาฆ่าทหาร ฆ่าประชาชน เผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัด ฯลฯ
คนปลุกระดมสั่งการ รับผิดชอบอะไรบ้าง?
สารส้ม

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี