วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
.jpg)
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง สร้างประโยชน์แก่ประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
คนที่จะทำงานพัฒนาเพื่อประชาชนต่อไปในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะข้าราชการ นักการเมือง หรือประชาชน ควรเรียนรู้วิธีการทำงานจากแนวทางของพระองค์ท่านอย่างยิ่ง
จะเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างแท้จริง
เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ก็จะได้คาดหวังในสิ่งที่ควรคาดหวัง ร่วมกดดันในสิ่งที่ควรกดดัน เพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืน จะได้ไม่ต้องคอยมากดดันกันทุกปี
1.ท่านองคมนตรี เกษม วัฒนชัย ให้แง่คิดไว้ในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับองคมนตรี” ว่า การถวายงานในโครงการพระเจ้าอยู่หัว จะต้องยึดหลักการทำงาน ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวปฏิบัติ สำหรับผู้ปฏิบัติงานในโครงการหลวงทุกคน
ได้แก่
“1. เร็ว ๆ เข้า
จะทำอะไรก็ให้เร็วๆ เข้า
เคยมีพระบรมราชาธิบาย ขยายความว่า ประชาชนตกทุกข์ได้ยากอยู่บนดอย จะมัวช้าไม่ได้
2. ลดขั้นตอน
ระบบราชการมีขั้นตอนมาก ถ้าลดลงบ้างจะทำให้งานสำเร็จลุล่วงเร็วขึ้น
3. ช่วยเขาให้ช่วยตนเอง
พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับข้อนี้มาก
โครงการพระราชทานความช่วยเหลือด้านการเกษตร และด้านอื่นๆ ท้ายที่สุดแล้ว จะต้องทำให้ประชาชนช่วยตนเองให้ได้”
ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสด้วยว่า
“ที่เขายากจน ต้องมาทำมาหากินในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะมา แต่เพราะเขาไม่มีที่อื่นจะไป ที่ฉันช่วยเขา ไม่ใช่ว่าจะช่วยตลอดไป แต่ช่วยเพื่อให้เขาได้มีโอกาสช่วยตัวเองต่อไป”
2. องคมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียร เล่าไว้ในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับองคมนตรี” ว่า ทรงมีพระราชดำรัส แนะนำให้มีการส่งเสริมระบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกร สามารถช่วยเหลือกันเอง และทรงมีพระราชดำริว่าควรจัดให้มีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เพื่อช่วยเกษตรกรในด้านพยุงราคาข้าว ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง
“ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำให้มีการส่งเสริมระบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเอง และเป็นการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของการตั้ง สหกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 102 แห่ง ในปี 2520 เมื่อรวมกับสหกรณ์การเกษตรเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ทั่วประเทศมีสหกรณ์การเกษตร รวมจำนวนทั้งสิ้น 664 แห่ง สหกรณ์และรัฐบาลได้เร่งรัดจัดหาเงินให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกู้ยืม เพื่อใช้จ่ายในการลงทุนประกอบอาชีพและปลดเปลื้องหนี้สินได้เป็นจำนวนมาก และทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่า เพื่อช่วยเกษตรกรในด้านพยุงราคาข้าวและพืชผลอื่นๆ และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร ควรจัดให้มีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที เมื่อมีฉางแล้ว เกษตรกรสามารถเก็บกักข้าวและพืชผลไว้ได้นานเพียงใดก็ได้ เพื่อรอขายในยามที่ได้ราคาสูง
รัฐบาลได้สนองพระราชดำริดังกล่าว ด้วยการดำเนินโครงการจัดสร้างฉางข้าวและพืชผลขึ้นในสหกรณ์การเกษตรทั่วราชอาณาจักร โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นสมาชิกสหกรณ์ลงแรง ร่วมกันจัดสร้างเอง ภายในเวลาหนึ่งปีมีฉางข้าวและพืชผลเพิ่มขึ้นใหม่อีก 500 ฉาง จากเดิมที่มีอยู่เพียง 300 ฉาง เพิ่มพื้นที่เก็บข้าวและพืชผลการเกษตร และเพิ่มรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้อีกเป็นจำนวนมาก”
3.การรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็งจริงๆ นั้น มีความสำคัญมาก เพราะมิใช่แค่ช่วยแก้ปัญหาพืชผลเท่านั้น สหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็งยังสามารถช่วยแบ่งเบาการจัดการปัญหาชีวิตที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกในชีวิตจริง นั่นคือ ปัญหาหนี้สิน
พระองค์ทรงทราบถึงปัญหาหนี้สิน จึงสนับสนุนการรวมกลุ่ม และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของตัวชาวนาแต่ละคน เพื่อให้ช่วยลดรายจ่าย ลดรูรั่วไหลของชีวิตลงด้วย
ทรงมีพระราชดำรัส ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2514 ความว่า
“เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวตก ก็จะเป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราก็บริโภคข้าว ก็จะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่า ข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพงเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และข้าวที่ชาวนาขายถูก
...เข้าไปหากลุ่มชาวนา ถามเขาว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่า แย่ข้าวราคาถูก ก็ถามเขาว่า ยุ้งฉางมีหรือเปล่าที่จะเก็บข้าว เขาบอกว่ามี ก็เลยเห็นว่า ควรที่จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน หลังจากที่ข้าวล้นตลาด แต่ว่าไม่ทันนึกดูว่า ทำไมเขาเก็บข้าวไม่ได้ แม้จะมียุ้งฉาง ก็เพราะเขาติดหนี้
...เหตุที่ติดหนี้ก็คือ เสื้อผ้าเหล่านั้น หรือกะปิ น้ำปลา หรือแม้แต่ข้าวสารก็ต้องบริโภค ถ้าไม่ได้ไปซื้อที่ตลาดหรือร่วมกันซื้อก็คงเป็นพ่อค้า หรือผู้ที่ซื้อข้าวเป็นผู้นำมา อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าวถูก ข้าวเปลือกถูก แล้วก็ทำให้ข้าวสารแพง
...คือว่า ชาวนาทำนาตลอดปี ก็ต้องบริโภค เมื่อต้องบริโภค ก็ต้องเอาสิ่งของ ต้องไปติดหนี้เขามา สำหรับหาสิ่งของบริโภค แล้วก็เอามาเครื่องบริโภคก็ได้รับบริการอย่างดีที่สุดจากผู้ที่มาซื้อข้าว บอกว่า ไม่ต้องเอาข้าวมาเดี๋ยวนี้ เวลาได้ผลผลิตก็จะเอา แต่ว่าเอาสิ่งของมาให้ แล้วก็เชื่อของนั้น ก็มีราคาแพง เพราะว่านำมาถึงที่ ข้าวที่เวลาได้แล้วจะขายก็ต้องขายในราคาถูก เพราะว่าเขามารับถึงที่ อันนี้เป็นปัญหาสำคัญ”
นอกจากนี้ อีกครั้งหนึ่ง ทรงมีพระราชดำรัสถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มของชาวนาว่า
“จะต้องแก้ด้วยการรวมกลุ่ม เป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกันแล้วก็ไปติดต่อกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกัน และอาจจะต้องตั้งหรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่มแล้ว ก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วก็ไปพยายามสีเอง หรือให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงผู้ผลิต ผู้ที่สีและผู้ที่บริโภค ก็แก้ปัญหาอันนี้ (คนกลาง) ลงไป”
เมื่อครั้งพระราชทานทรัพย์ เพื่อสร้างโรงสีข้าว ที่บ้านโนนศิลาเลิง จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มในการบริหารจัดการข้าวเปลือกหลังการเก็บเกี่ยว พระราชทานแนวพระราชดำริ ตอนหนึ่งว่า
“ข้าวที่โรงสีนี้ใช้ไปซื้อมาจากเกษตรกรโดยตรง โดยให้ราคาที่เหมาะสม เกษตรกรก็มีความสุข เพราะขายข้าวได้ราคาที่เหมาะสม และผู้บริโภคก็ซื้อในราคาถูก เพราะไม่ต้องมีการขนส่งมากเกินไป ไม่ต้องมีคนกลางมากเกินไป ตกลงผู้ผลิตและผู้บริโภคก็มีความสุข”
4. สำคัญที่สุด คือ “ช่วยเขาให้ช่วยตนเอง”
แนวทางหลัก จึงต้องมุ่งที่การสร้างระบบ เสริมความเข้มแข็งแก่เกษตรกร การรวมกลุ่มเกษตรกร
จะเห็นได้ว่า ในหลวงทรงมุ่งเน้นการพัฒนาการผลิตข้าว ทั้งการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว การพัฒนาระบบชลประทาน การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตข้าว ฯลฯ
ทรงมีพระราชดำรัสว่า
“...ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาและทดลองทำนาบ้าง และทราบดีว่า การทำนานั้นมีความยากลำบากเป็นอุปสรรคอยู่มิใช่น้อย จำเป็นต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่างๆ ด้วย จึงจะได้ผล เป็นล่ำเป็นสัน
อีกประการหนึ่ง ที่นานั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้ว ควรจะปลูกพืชอื่นๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป”
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชทานแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง พออยู่พอกิน แก่ชาวนาที่มีที่ดินของตนเอง สามารถจัดสรรการใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ตามสัดส่วนที่ชัดเจน
สามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนเอง ในรูปเกษตรผสมผสาน
โดยทฤษฎีใหม่ ก็มีหลายระดับขั้นการพัฒนา
ไม่ใช่สอนให้คนอยู่อย่างจนๆ
เพียงแต่เริ่มจาก “พออยู่พอกิน” แล้วพัฒนาไปสู่ระดับ “พอมีอันจะกิน” ตามขั้นตอนต่อไป
สารส้ม

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี