หนังสือพิมพ์ “แนวหน้า” กำลังจะก้าวขึ้นสู่ปีที่ 38 แล้ว หากเป็นคน ก็นับว่าอยู่ในวัยที่กำลังกล้าแกร่ง คือ ผ่านยุควัยรุ่นเลือดร้อน เข้าสู่วัยแห่ง “วุฒิภาวะ” ถึงพร้อมด้วยประสบการณ์ การเรียนรู้ และการเติบโตเต็มที่ ความกล้าหาญยังคงอยู่ แต่รู้จักต่อสู้อย่าง “มีกระบวนท่า” ในวงการจอมยุทธ์ต้องถือว่า รู้เคล็ดวิชา รู้ปัญญา และรู้ศัตรูถ่องแท้
สิ่งที่ผู้อ่านอาจไม่รู้ก็คือ มีหลายวิกฤติ ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าฟันฝ่ามาโดยไม่เคย “ส่งเสียงโอดครวญ”
1) วิกฤติเผด็จการการเมือง
พูดกันให้ตรงที่สุด คือช่วงรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นใหญ่ ใครๆ ต่างก็รู้ว่า สื่อที่ไม่ “ลู่ตามลม” นั้นยืนอยู่ยากเย็นแค่ไหนแต่ “แนวหน้า” ทำ ทำให้นึกถึงบทกลอนของกวีใหญ่ “คมทวน คันธนู” ที่เป็นแรงดลใจของผมในวัยมัธยมศึกษา และติดอยู่ในหัวใจเสมอมาคือ
“สำนึกแห่งนักเขียน มิใช่เทียนที่สาดทอ
เห็นลมก็รีรอ จะหรี่ลับลงฉับพลัน
สำนึกแห่งนักเขียน นั้นคือเทียนอันเที่ยงธรรม์
ลมกล้าสลาตัน ก็จะสาดรังสีใส”
ที่ซึ่งบ่เห็นแสง จะเร้นแฝงด้วยแรงไฟ
เปลื้องทุกข์ให้เป็นไท ตลอดทั่วทุกด้าวแดน
ถึงปากกระบอกปืน คอยเข็นขืนอย่าคลอนแคลน
สำนึกจึงแนบแน่น และหลอมให้เป็นเหล็กหิน
สังคมอันโสโครก ยังโบยโบกคะนองบิน
ใฝ่ทิพย์มาถือกิน เจ้าจักได้อันใดมา
สังคมซึ่งโสโครก ด้วยทุกข์โศกบ่สร่างซา
ตกเต็มด้วยน้ำคา มิเว้นวายเหมือนวังวน
สำนึกในนักเขียน หากนั่งเทียนบ่ทุกข์ทน
มองหามิเห็นหน ประดุจบัวอยู่ก้นบึง
อักษรที่สรรค์สร้าง ก็ไม่ต่างอาวุธตรึง
เป็นแอกอันหนักอึ้ง บนคอคนผู้ลำเค็ญ
คือพิษในเนื้อแผล ขยายแผ่อย่างเลือดเย็น
คือน้ำอันเน่าเหม็น ตรลบคลุ้งด้วยคาวคำ
ปากกาที่กล้าแกร่ง ต้องทิ่มแทงอธรรมทำ
ปากกาที่ก้มจำ- นนต่อโจรย่อมคือโจร
สำนึกของนักเขียน ต้องเป็นเทียนที่ฉานโชน
บ่อ่อนบ่เอนโอน ต่อน้ำเงินจนงูบงึม”
ในยุคที่ว่านั้น น้ำหมึกในปากกาของใครกลายเป็น “น้ำลายที่โลมเลียรัฐบาล” ได้ ก็มีประโยชน์ตามมามหาศาล แต่ “แนวหน้า” กลับกล้าหาญที่จะ “ตรวจสอบ” รัฐบาลทักษิณในทุกแง่มุม สมหน้าที่ “สื่อ” ที่ต้องคอยตรวจสอบแทนสังคม และเตือนภัยผู้คน ว่าชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญหน้ากับอะไร ผลตอบแทนที่ “แนวหน้า” ไม่เคยบอกใคร คือ “คดี” ที่เราต่อสู้ของเราเองไปตามกระบวนการ เพราะถือเป็นความรับผิดชอบที่เราไม่ต้องป่าวร้อง
ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผมถูกไล่ปิดรายการทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งไม่ขอบอกนะครับ ว่าโดยใคร ไม่ใช่ นางสาวยิ่งลักษณ์
ชินวัตร หรอก เธอบ้องแบ๊วเกินกว่าจะทำอะไรเช่นนั้นเอง หากแต่เป็นชายร่างอ้วน นามสกุลดัง บางคนในตระกูลเดียวกันเป็นคนดี เคยเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศด้วย เที่ยวโทรศัพท์ไปกดดันเจ้าของคลื่นเจ้าของช่อง ถึงกับเอากิจการค้าของเขาเป็นเครื่องต่อรอง แต่ที่เดียวที่ชายร่างอ้วนคนนี้ไม่กล้ามากดดันคือ คอลัมน์ “เส้นใต้บรรทัด” ในหนังสือพิมพ์ “แนวหน้า” ซึ่งผมเชื่อว่า มันบอกอะไรบางอย่างในความเป็น “แนวหน้า” ที่ทำให้คนซึ่งกร่างในอำนาจยังต้อง “ยั้งใจ” ว่าซื้อไม่ได้ ขู่ไม่ได้!!
2) วิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์
ไม่เพียงแต่การกล้า “ยืนหยัด” ต่ออุดมการณ์ ไม่อ่อนลู่ไปตามผลประโยชน์ที่อิงแอบต่อฝ่ายที่มีอำนาจเท่านั้น ที่สื่อหลายสำนักเลือกที่จะไม่ทำเพราะ “อดโซ” แต่ “แนวหน้า” ทำ แม้ไม่อิ่มหมีพีมัน แต่รสชาติของ “ศักดิ์ศรี” มันดีต่อใจอย่างยิ่ง
ทำให้ยืนอยู่ได้ในวงการแบบ “มองฟ้าไม่อายฟ้า มองหมาไม่อายมัน”
แต่วิกฤติสื่อกระดาษนี่สิ หนักหน่วงนัก ดังที่ได้ข่าวกันอยู่เนืองๆ ว่าหนังสือพิมพ์บ้าง นิตยสารบ้าง ทยอยปิดตัวเล่มแล้วเล่มเล่า ผู้คนทิ้งสื่อกระดาษซึ่งเขาต้อง “จ่าย” ไปเสพสื่อฟรี สื่อไว อย่าง “โซเชียลมีเดีย” แทน
หนังสือพิมพ์วางแผงตอนเช้า ราคา 10 บาท 15 บาท ตกบ่ายราคาเหลือเท่าเศษกระดาษ เพราะ “ข่าว” มันเปลี่ยน “ใหม่” ไปจากที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว
แต่ “แนวหน้า” สู้ด้วยอะไร? อาจเรียกได้ว่า ปัจจุบันหนังสือพิมพ์แนวหน้า มี “คอลัมนิสต์” มากที่สุดในกลุ่มหนังสือพิมพ์ไทย คอลัมนิสต์เหล่านี้ ทำหน้าที่ “คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ” ข้อมูลข่าวที่พร้อมจะเปลี่ยนไปในทุกวินาที ให้เป็น “หลักคิด-มุมที่ต้องมอง”
ข่าวสารท่วมหัว อาจเอาตัวไม่รอด หากไม่รู้วิธีที่จะมอง คิด หรือแยกแยะมันให้ลึกซึ้ง ก็เป็นได้แค่ “อีกาคาบข่าว” ไปนั่งด่าทอกัน ผ่านช่อง “แสดงความคิดเห็น” ไม่ว่าจะในเว็บไซต์ข่าวหรือโซเชียลมีเดีย แต่ “แนวหน้า” พยายามสร้าง “กระบวนทรรศน์” ให้เกิด ในสังคม “ข่าวท่วมหัว” ผ่านคอลัมน์ต่างๆ ซึ่งท่านลองนับกันดูเถิด แต่ละฉบับ แต่ละวัน ระดมคอลัมนิสต์มาช่วยท่านคิดมอง วิเคราะห์ วิจารณ์ เป็นจำนวนกี่คอลัมน์ ทั้งหมดต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงจะดึงคนเหล่านั้นมาคิดมาเขียนได้ ไม่ใช่ด้วยผลประโยชน์ เพราะ “ค่าคอลัมน์” เท่าไหร่ จึงจะ ซื้อคนเหล่านี้” มารวมกันได้ ลองคิดกันดูดีๆ
ดังนั้น ในวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์นี้ ไม่เพียง “แนวหน้า” จะไม่ถอย แต่ยืนหยัดสู้เท่านั้น กลับมองเห็นปัญหา “ความท่วมท้น” ของข้อมูลข่าวสารที่อาจทำให้คน “สำลัก” หรือถูกกระแสข่าวพัดพาไปจนไม่เหลือจุดที่จะ “หยุดคิด”
“แนวหน้า” จึงเลือกปักหลักสร้างสังคมแห่งการครุ่นคิด โดยมีข่าวเป็น “สารตั้งต้น”
เราจะปล่อยให้สังคมมีแต่ข่าว แต่ขาด “กระบวนการคิด” ไม่ได้ ความสับสนวุ่นวาย ความขวักไขว่ หรืออาจมีบางคนใช้ “ข่าว” เป็น “อาวุธสงคราม” แล้วบ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างไร
ถึงวันนี้ ในวัย 37 ปี ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 38 “แนวหน้า” ได้แสดงจุดยืนที่ชัดในความเป็น “แนวหน้า” ให้ทุกคนเห็น โดยไม่เล่น “สองหน้า” ลู่ไหวไปมาตามยุคสมัยที่ไม่ว่าใครจะมีอำนาจ ฉันก็แสวงหาโอกาสได้จากทุกคนทุกยุค แต่จะเป็นที่ชอบใจ ถูกใจ ใครแค่ไหนหรือไม่นั้น เราเลือกไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้และทำเสมอคือ แสดงจุดยืนของเราให้ชัด เมื่อเราชัดเจนแล้ว คนอ่านจะเป็นคนเลือก ว่าจะอยู่กับเรา หรือไม่เลือกสื่ออย่างเรา ซึ่งเราไม่กะเกณฑ์กัน
ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการ “ซื่อสัตย์ต่อตนเอง-ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ”
น้ำหมึกและจิตวิญญาณหนังสือพิมพ์ไม่ได้มีไว้ขาย 10 บาทต่อ 1 ฉบับ และอ่านฟรีได้ในเว็บไซต์ www.naewna.com
นั้น เป็นพียงช่องทางที่เราพอจะมีรายได้ให้ยืนหยัดแบบ “ไม่หมิ่นเงินน้อย” แต่เป็น “เงินสะอาด” ที่ผู้อ่านสนับสนุนเรา
ในฐานะคอลัมนิสต์คนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ยืนยันกับท่านได้เต็มถ้อยเต็มคำว่า บทความของผมไม่เคยถูกก้าวล่วงให้ตัด ให้เปลี่ยน ห้ามพูดถึงคนนั้น ห้ามกล่าวถึงหน่วยงานนี้ ไม่เคยแม้แต่จะบอกว่าอยากเขียนเรื่องไหน ความเคารพที่เราได้รับ แปรเปลี่ยนเป็นความเคารพที่ตอบกลับไป และเคารพเลยไกลไปถึงใจผู้อ่านทุกท่านที่สนับสนุน “แนวหน้า”
ศักดิ์ศรีของความเป็นสื่อ คือศักดิ์ศรีของสังคมด้วย เมื่อใดที่น้ำหมึกกลายเป็นน้ำลาย สังคมจะอยู่ได้อย่างไร ไม่กลายเป็นพิษสุนัขบ้ากันหมดหรือครับ?
จึงขอขอบคุณคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ และครอบครัว ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่เปิดโอกาสให้เราได้ร่วมอุดมการณ์กัน และจะยืนหยัดด้วยกันเช่นนี้ตลอดไป
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี