วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
.jpeg)
ในบรรดาการหาเสียงทั้งหลาย การหาเสียงที่ไม่สร้างสรรค์ที่สุด น่าจะเป็นการหาเสียงที่ไปกล่าวให้ร้าย หรือบิดเบือนคดีทุจริตประพฤติมิชอบของนักการเมืองที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว
เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเข้าใจผิด เพาะเมล็ดพันธุ์ความรับรู้ที่ผิดๆ ลงไปในหมู่ประชาชนที่ไปรับฟังการหาเสียง ด้วยหวังอยากจะเห็นว่าพรรคการเมืองทั้งหลายจะเสนอตัวว่าทำประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติและบ้านเมืองส่วนรวมแล้ว ยังอาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ดูหมิ่นศาล
1. เว็บไซต์ข่าวแนวหน้า รายงานว่า มีนักการเมืองบางพรรคประกาศ “แก้แค้นให้ ยิ่งลักษณ์”! ทษช.ประกาศเอาคืน“บิ๊กตู่”เจอกันแน่ในสภาฯสางคดีจำนำข้าว รายละเอียดระบุว่า
เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2562 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.พัทลุง รายงานว่า เมื่อช่วงเย็น ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองพัทลุง พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นำโดย นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นเวทีปราศรัย
นายวีระกานต์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ คสช.ครอบครองมานาน 5 ปี สถานการณ์บ้านเมืองเหมือนตกเหว ไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งราคาพืชผลทางการเกษตร ความเป็นอยู่ของประชาชน...ชาวพัทลุงอย่าไปสับสนกับประชาธิปไตยจอมปลอมของทหาร ที่ออกอุบายมาเสวยสุขให้กับตนเองและพวกพ้อง บอกชาวบ้านว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ไม่เคยนำคนโกงมาลงโทษได้ ไม่ว่าเรื่องของนาฬิกา และนายก อบจ.ที่ปล่อยให้เป็นอิสระในก่อนเลือกตั้งแบบมีเงื่อนไขของการต่อรอง ส่วนการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกข้อกล่าวหาว่าทุจริตการจำนำข้าวนั้น เป็นเพราะถูกผู้มีอำนาจบางคนนั่งหัวโต๊ะแล้วตบโต๊ะให้หน่วยงานรัฐเอาผิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จนถูกเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่งไม่เห็นด้วยจนถูกไล่ออกจากงานในที่สุด ดังนั้น หลังจากเลือกตั้งหาก พล.อ.ประยุทธ์ เสวยอำนาจอีกสมัย ก็ต้องเจอกับพรรคไทยรักษาชาติ ที่จะนำการทุจริตที่รัฐบาล คสช.กล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปสอบถามในรัฐสภา ตนจึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมตอบคำถามของ สส.พรรคไทยรักษาชาติ ให้ดีก็แล้วกัน รับรองว่าเจอกันแน่นอน
ส่วนนายณัฐวุฒิกล่าวว่า ใครที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลเผด็จการอยู่ปกครองบ้านเมืองต่อไปอีกสมัย ส่วน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น อย่าหวังให้สูงว่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ความคิดเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยรักษาความพ่ายแพ้ต่อพรรคของตนมาโดยตลอด ดังนั้น อยากให้พรรคไทยรักษาชาติกลับเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องขับไล่ คสช.ออกไป
2. กรณีนายวีระกานต์น่าจะทราบหรือควรทราบดีว่า ยิ่งลักษณ์ต้องคำพิพากษาจำคุก 5 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากได้ต่อสู้คดีเต็มที่ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยทีมทนายความชุดใหญ่ ที่มีนักการเมืองใหญ่บิ๊กเบิ้มดูแลอยู่เบื้องหลัง ศาลฎีกาฯ ได้เปิดโอกาสให้นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอย่างเต็มที่ แต่ในที่สุด เมื่อจำนนด้วยพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ว่าไม่ระงับยับยั้งการระบายข้าวจีทูจี จีทูเจี๊ยะ จีทูเจ๊ ก็จึงมีความผิด แล้วนางก็เตรียมการวางแผนหนีไปเอง ทิ้งให้ลูกน้อง บริวาร และมวลชนไปรอเก้อที่หน้าศาล
การพูดจาเช่นนายวีระกานต์นั้น อาจเข้าข่ายบิดบือนคำพิพากษาศาล ละเมิดอำนาจศาล
3. กรณีนายณัฐวุฒิ ที่ไปพูดจาให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็คงขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะจัดการอย่างไร เพราะเป็นการไปพูดจาหยามหมิ่นถึงถิ่นพัทลุง บ้านของรองหัวหน้าพรรค มือกฎหมาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
การไปพูดในทำนองว่าถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลเผด็จการอยู่ปกครองบ้านเมืองต่อไปอีกสมัยนั้น ไม่ใช่แค่ให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร้ความเป็นธรรม เพราะเสมือนหนึ่งว่าถ้าประชาธิปัตย์ไม่สนับสนุนหรือร่วมรัฐบาลกับพวกตนก็จะถือเป็นฝ่ายเผด็จการ อาจนับเป็นตรรกะที่ “เอาแต่ได้”
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นการบิดเบือนกล่าวหาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้ว เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีก็ต้องเป็นไปตามช่องทางวิถีทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เลือกกันในรัฐสภา ซึ่งถ้าเป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ และผ่านขั้นตอนการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง หากว่าฝ่ายพรรคเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ เกิดไม่ได้เป็นรัฐบาล แล้วจะไปกล่าวหาไว้เลยว่าไม่เป็นประชาธิปไตย อีกฝ่ายเป็นพวกเผด็จการ จะไม่พูดเอาแต่ได้ จิตใจคับแคบไปหน่อยหรือ?
4. อันที่จริง... ทั้งนายวีระกานต์และนายณัฐวุฒิ ทั้งสองคนก็มีกรรมเก่าร่วมกันอยู่หลายสถาน
ยกตัวอย่าง คดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของประธานองคมนตรีฯพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 ขณะนี้ อยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกา โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกแกนนำ 5 คน คนละ 2 ปี 8 เดือน
จำเลย 5 คน ที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ได้แก่ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ และนายนพรุจหรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล
ศาลชั้นต้น ตัดสินลงโทษนายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง และนพ.เหวง โดยให้จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน การกระทำในครั้งนั้น นับว่าอุกอาจ ท้ายทายลบหลู่กฎหมายบ้านเมืองอย่างมาก
ศาลอาญา (ศาลชั้นต้น) ชี้ว่า ฝ่ายจำเลยได้ปราศรัยชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมมารวมตัวกันวันที่ 22 ก.ค.เพื่อเคลื่อนขบวนการชุมนุมโดยปกปิดสถานที่ และเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมมารวมตัวกันที่สนามหลวง ได้ปราศรัยไปในทิศทางเดียวกันให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินจากสนามหลวง ไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการชุมนุมมีเพียงแก๊สน้ำตา กระบอกและโล่ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเจรจาไม่ให้เคลื่อนขบวนเข้าไปที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่หวงห้าม แต่ปรากฏว่า จำเลยที่ 5 คือ นายณัฐวุฒิ ได้มีการพูดชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไป และให้เอารั้วเหล็กออก แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งให้เลิกแล้ว แต่จำเลยที่ 5 คือ นายณัฐวุฒิ ยังชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่าด่านสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไป โดยมีการแย่งรั้วเหล็กกั้น และผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ถอยออก
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4-7 (4.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ 5.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 7.นพ.เหวง โตจิราการ) ร่วมกันเป็นแกนนำชักชวนให้ทำหรือไม่กระทำการใดๆ มีพฤติการณ์เป็นหัวหน้าสั่งการฯ, ก่อให้เกิดความวุ่นวายตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกรณีเหตุการณ์ประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวไปถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิกนั้น เป็นการกระทำผิดซึ่งหน้า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางใช้อิฐตัวหนอนขว้างปาเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้จับกุม โดยจำเลยที่ 4-7 ยังพูดชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยตามพยานหลักฐานที่เป็นภาพบันทึกเหตุการณ์ปรากฏว่า จำเลยที่ 4-7 พูดปราศรัยขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมแกนนำนปช.โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมใช้เก้าอี้พลาสติกและก้อนอิฐตัวหนอนขว้างใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่การป้องกันตัวตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ในที่สุด ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาว่ามีความผิด
ต่อมา ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เป็นการกระทำกรรมเดียว จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
ขณะนี้ คดีอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกา
ซึ่งไม่อาจก้าวล่วงว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดออกมาเมื่อใด และจะออกมาในรูปใด
สารส้ม
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี