วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ปกติการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะมีขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อเป็นการส่งสัญญาณต่อประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรทั้งหลายให้เตรียมตัวเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ โดยเริ่มต้นการไถพรวนดินและเตรียมผืนดินไว้สำหรับการเพาะปลูก โดยเฉพาะคือการไถและตากดินไว้รอฤดูฝนใหม่ที่จะมา
เมื่อเตรียมการทั้งหลายไว้พร้อมแล้ว พอฝนแรกเริ่มตกลงมาก็จะได้เริ่มการไถหว่าน และเพาะปลูกกล้าพันธุ์ต่างๆ
ปีนี้เป็นปีพิเศษคือเป็นปีที่จะมีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ดังปรากฏตามหมายกำหนดการอันเป็นที่ทราบทั่วไปแล้ว และการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้นกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้ประกาศข่าวแล้วว่าจะมีขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เพราะแม้ว่าปีพิเศษนี้จะมีวาระกำหนดการต่างๆ มากมาย แม้กระนั้นก็ยังพระราชทานพระเมตตาคุณและพระมหากรุณาธิคุณแก่ราษฎรทั้งหลาย โดยให้มีการพระราชพิธีพืชมงคลต่อเนื่องกัน ขอเราทั้งหลายได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาประมาณมิได้นี้โดยทั่วกัน
ดังนั้นในวาระก่อนที่จะถึงเทศกาลฝนแรกมาเยือน จึงควรจะได้พรรณนาถึงเรื่องการเพาะปลูกอีกชนิดหนึ่ง คือการเพาะปลูกพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ซึ่งแทบไม่มีใครพูดถึงกันเลย จนกลายเป็นว่าการปลูกป่าหรือการปลูกต้นไม้นั้นใครๆ จะปลูกได้ตามใจนึก
ซึ่งอาจจะไม่ได้รับประโยชน์หรือได้รับประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น การทั้งนี้ย่อมเป็นมาแต่ความขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปลูกต้นไม้ ว่าแท้จริงแล้วมิได้แค่สักแต่ปลูกเท่านั้น
ในโลกปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปว่า ประเทศจีนมีภูมิปัญญาในการปลูกต้นไม้เป็นลำดับหนึ่งของโลก และได้แสดงผลในเชิงปฏิบัติให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว นั่นคือแผ่นดินจีนก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นแห้งแล้ง ทั้งประเทศเกือบจะเป็นทะเลทราย ขาดต้นไม้อย่างรุนแรงแม้กระทั่งต้นไม้ที่ใช้ทำฟืนก็ขาดแคลนอย่างยิ่ง
ประชาชนจีนจะหาฟืนก็ต้องยากลำบากใช้เวลานับสัปดาห์ และส่วนใหญ่ก็ต้องเอาหญ้าแห้งและหญ้าต่างๆ เท่าที่จะหาได้มาเป็นเชื้อเพลิง ยามหน้าร้อนก็ร้อนจัดจ้า ยามหน้าแล้งแผ่นดินก็แห้งผากแตกระแหง ยามหน้าน้ำก็น้ำท่วมทะลักล้นจนผู้คนตายเป็นอันมาก เป็นปัญหาต่อเนื่องมา 5,000 ปีแล้ว
และชั่วเวลาเพียงแค่ 70 ปี หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว พื้นที่สีเขียวได้ฟื้นคืนธรรมชาติแก่แผ่นดินจีนจนอุดมสมบูรณ์เกือบทั่วประเทศแล้ว แม้ปานนั้นการรณรงค์เพื่อการปลูกต้นไม้และเพิ่มสีเขียวให้แก่แผ่นดินก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ในความรู้เชิงประสบการณ์ในการปลูกต้นไม้ของจีนนั้นเขาจำแนกวัตถุประสงค์ในการปลูกต้นไม้ออกเป็นห้าประเภท คือ
ประเภทแรก เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อเบี่ยงเบนหรือกำหนดเส้นทางน้ำใต้ดิน เพราะมีการค้นพบว่าใต้ผืนแผ่นดินนี้ก็มีน้ำอยู่มากและน้ำนั้นก็ไหลไปตามใต้ดิน จึงมีการกำหนดให้มีการปลูกต้นไม้บางชนิดเพื่อกำหนดเส้นทางน้ำใต้ดินใหม่ หรือเพื่อเบี่ยงเบนเส้นทางน้ำใต้ดินไม่ให้ไหลยังไปที่น้ำท่วม เปลี่ยนไปในทิศทางที่แห้งแล้งขาดแคลนน้ำ
ประเภทที่สอง เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อป้องกันพายุทราย ที่ในแต่ละปีได้ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลแก่ประเทศจีน เป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่อทุกพื้นที่ รวมทั้งสุขภาพของประชาชนด้วย จึงมีการพยายามที่จะปลูกต้นไม้โตเร็วสูงมากเพื่อป้องกันพายุทราย แต่ปรากฏว่าตอนแรกไม่ได้ผลเพราะมาปลูกใกล้เมือง ไม่สามารถกั้นพายุทรายที่มาตามสายลมได้ จึงมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกต้นไม้จากต้นทะเลทรายเพื่อลดพื้นที่ต้นลมให้มากที่สุด และต่อมาก็ประสานเข้ากับการจัดทำโซลาร์ฟาร์มครอบคลุมพื้นที่ทะเลทรายมากขึ้นและมากขึ้น เป็นการยิงนัดเดียวได้สองต่อ
ประเภทที่สาม เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจ คือปลูกต้นไม้เพื่อเอาเนื้อไม้ไปใช้ในการต่างๆ ที่ต้องใช้ไม้ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ต่อไป แม้ว่าจะมีวัสดุเทียมอย่างอื่นใช้ทดแทนเป็นอันมากแล้ว รวมทั้งการปลูกไม้ผลทุกหนแห่งที่มีพื้นที่เหมาะสม โดยให้เป็นหน้าที่ของชุมชนและเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งมีองค์กรรับซื้อ ถนอมอาหาร แปรรูป และส่งออกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ประเภทที่สี่ เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อประโยชน์แห่งการท่องเที่ยว ได้แก่ การปลูกต้นไม้ประเภทที่มีสีสันต่างๆ และปลูกกันเต็มท้องทุ่ง กระทั่ง
เต็มไปทั้งเทือกเขา ครั้นถึงเทศกาลดอกไม้บานก็จัดเทศกาลท่องเที่ยว เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกไปชม ทำให้ประเทศจีนมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปท่องเที่ยวมากเป็นลำดับหนึ่งของโลก
ประเภทที่ห้า เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นสีสันและความงดงามของบ้านเมือง ซึ่งมีทั้งไม้ใบและไม้ดอกที่มีระดับชั้นสูงต่ำต่างๆ กัน ดังที่เห็น
การปลูกสองข้างถนนหรือทางรถไฟทั่วประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ชื่นชม ชื่นตา ชื่นใจแก่ผู้คนโดยถ้วนหน้ากัน
ประเทศจีนที่ว่าเก่งกล้าสามารถและประสบความสำเร็จในการปลูกต้นไม้นั้นยังคงขาดความรู้ในการปลูกต้นไม้อีกสองชนิด ซึ่งสองชนิดนี้ เป็นพระภูมิปัญญาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ชนิดแรก คือการที่ทรงค้นพบการปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาหน้าดินและสกัดกั้นขวางทางน้ำที่ไหลบ่าทำลายไร่นาสาโท ตลอดจนริมฝั่งแม่น้ำและคูคลองต่างๆ โดยหญ้าแฝกนั้นเป็นหญ้าที่มีรากยาวลึก สามารถยึดพื้นผิวดินและรักษาผิวดินไว้ไม่ให้ถูกน้ำชะพาได้เป็นอย่างดี พระปรีชาสามารถในประการนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก และมีการนำไปใช้ในหลายประเทศ ก่อเกิดประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ทุกพื้นที่และทุกประเทศที่ได้อัญเชิญพระภูมิปัญญาทัศน์นี้ไปใช้
ชนิดที่สอง คือแนวพระราชดำริที่พระราชทานแก่หลายหน่วยงานให้ปลูกป่าเรียกนก ซึ่งก็คือการฟื้นคืนนิเวศให้แก่แผ่นดินด้วยพระเมตตาคุณและพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่เพียงทรงคำนึงถึงมนุษย์เท่านั้น แต่ยังทรงแผ่ไปถึงสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายด้วย
ทรงค้นพบและทรงทราบด้วยพระปัญญาทัศน์อันประเสริฐว่าสัตว์ทั้งหลายนั้นมีเป็นจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาอาศัยดอกบ้าง ผลบ้างของพันธุ์ไม้ต่างๆ เพื่อใช้ยังชีวิตให้เป็นไป ดังนั้นแม้ว่าจะมีการสงวนอนุรักษ์สัตว์ป่านานาชนิดไว้สักเพียงไหน แต่ถ้าขาดไร้ซึ่งอาหารแล้วสัตว์เหล่านั้นก็ไม่สามารถอยู่ได้ จะต้องเร้นหนีไปหรือไม่ก็ล้มหายตายจากกันไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อสรรพสัตว์ที่ใหญ่หลวงมาก
และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็หาได้มีผู้ใดมีความรู้หรือคิดอ่านในเรื่องนี้ไม่ แม้มีพระราชดำริปานนั้นแล้ว การดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชดำรินั้นก็ยังจะต้องดำเนินการอีกมาก ยังต้องอาศัยพลังของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศช่วยส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐเพื่อให้การเป็นไปตามพระราชประสงค์
ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสนองคุณแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังมีการแผ่เมตตาจิตให้แก่เหล่าสัตว์ทั้งหลายที่ต้องอาศัยพืชพันธุ์ไม้เป็นอาหารการกิน
หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ดีและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศก็ดี จึงต้องช่วยกันค้นคว้าศึกษาว่าแต่ละพื้นที่นั้นมีพืชพันธุ์ชนิดใด
บ้างที่เป็นอาหารของนกและสัตว์ต่างๆ ที่สามารถเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตให้เป็นไปได้
เพราะถ้ามีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ ความสมบูรณ์แห่งนิเวศก็จะกลับคืนมา ป่าก็จะมีความสมบูรณ์ พื้นที่รอยต่อระหว่างป่ากับชุมชนก็จะสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของนกและสัตว์ป่านานาชนิดก็จะกลับฟื้นคืนมา การได้คืนมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และธรรมชาติดังแต่ก่อนเช่นนี้คือความงดงามและความศานติของบ้านเมืองที่ควรต้องเร่งรีบดำเนินการเพื่อเตรียมการต้อนรับยุคศิวิไลซ์ที่กำลังมาถึงนี้
ดังนั้นเพื่อเตรียมการต้อนรับเทศกาลหน้าฝนที่จะมาถึง จึงขอเชิญชวนพี่น้องผองไทยได้ช่วยกันเตรียมความรู้ความเข้าใจและสรรหาพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่จะเตรียมเอาไปปลูกไว้เป็นสาธารณะทั้งในพื้นที่ป่าที่ไม่เป็นป่าและพื้นที่ป่ารอยต่อทั้งหลาย และควรทำอย่างต่อเนื่องกันไปอีกหลายสิบปี
มาปลูกป่าเรียกนก คืนธรรมชาติให้แก่แผ่นดินเพื่อประโยชน์ของเหล่าสัตว์ และเตรียมเลือกพันธุ์ไม้ ตลอดจนพื้นที่ที่จะเตรียมปลูกไว้ให้พร้อม สามวันหลังฝนแรกมาเยือน จะได้ลงมือปลูกพร้อมกันทั่วประเทศ
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี