วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตัวแทนของประชาชนในสังคมไทยคือปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของพรรคการเมืองไทยได้ด้วย
เมื่อประเทศไทยยังก้าวไม่พ้นปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จึงเท่ากับว่าการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยโดยภาพรวมของประเทศยังคงมีปัญหา ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านี่คือปัญหารากฐานของประชาธิปไตยในประเทศไทย
มีผู้พยายามศึกษามาหลายทศวรรษแล้วว่า เหตุใดปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงจึงฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งก็พอจะได้คำตอบออกมาในทำนองที่ว่า ปัญหานี้เกิดมาจากตัวบุคคล วิถีชีวิต ความคิดความเชื่อ ทัศนคติ และระบบอำนาจนิยมผสมกับระบบอุปถัมภ์ที่ฝังแน่นอยู่ในมโนสำนึกของบุคคล และขนบประเพณีของสังคมไทย
งานวิจัยด้านรัฐศาสตร์หลายชิ้นระบุว่า สังคมไทยยังมีวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยม และอุปถัมภ์นิยม ดังนั้นจึงส่งผลให้ผู้ที่มีอำนาจรัฐไม่ยอมคลายหรือส่งมอบอำนาจให้กับประชาชน หรืออาจพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ผู้มีอำนาจรัฐจงใจรักษาสถานภาพที่เหนือกว่าและได้เปรียบไว้กับตนเองให้ยาวนานที่สุด เมื่อผู้มีอำนาจรัฐมีแนวคิดดังกล่าวแล้ว จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในสังคมไทย นอกจากนี้ จะพบได้ว่าผู้มีอำนาจรัฐมักจะขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย โดยไม่สนับสนุนและไม่ยินยอมให้ผู้คนทั่วไปในสังคมได้มีวิถีชีวิต และความคิดความเชื่อตามวิถีทางของประชาธิปไตย เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาธิปไตยจึงไม่สามารถมีพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรมได้ในสังคมไทย นอกจากนี้ยังพบว่าสังคมไทยยังตกอยู่ในวัฒนธรรมบริโภคนิยมอีกด้วย ซึ่งเมื่อรวมเอาแนวคิดทั้งหมดที่ค่อนข้างจะเป็นเชิงลบและเป็นอุปสรรคมาใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ปัญหาที่สังคมไทยไม่มีพัฒนาการด้านประชาธิปไตยแล้ว จะพบว่าทั้งหมดคือเครื่องกีดขวางประชาธิปไตยที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด
ในขณะเดียวกันจากงานวิจัยด้านรัฐศาสตร์หลายชิ้นก็ยังแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยมีบุคลิกภาพแบบอำนาจนิยม และอุปถัมภ์นิยม อันแสดงออกได้จากการที่สังคมไทยยังคงมีความคิดความเชื่อและวัฒนธรรมแบบชนชั้นปรากฏอยู่อย่างแพร่หลาย หากจะพูดในเชิงทฤษฎีก็กล่าวได้ว่า สังคมไทยไม่เชื่อมั่นในระบบมนุษยนิยม และไม่เคร่งครัดในหลักการเหตุผลนิยม หากจะอ้างตามแนวคิดประชาธิปไตยในสังคมชาวตะวันตกแล้ว จะพบว่าสังคมของเขาให้ความสำคัญกับเรื่องมนุษยนิยม และเหตุผลนิยมเป็นอันดับแรก ซึ่งต่างจากสังคมไทยอย่างมาก เพราะสังคมไทยเน้นเรื่องอำนาจนิยม อุปถัมภ์นิยม
ปัญหาที่อยากจะชวนคุณผู้อ่านคิดไปด้วยกันในสัปดาห์นี้คือ กระบวนการกล่อมเกลา (socialization) ในสังคมไทยที่จะช่วยปลูกฝังให้สมาชิกของสังคมไทยมีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงในวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยมีมากน้อยเพียงใด
ซึ่งก่อนอื่นต้องขออนุญาตถามจากตัวของคุณผู้อ่านก่อนเป็นอันดับแรกว่า ตัวของคุณ และครอบครัวของคุณปลูกฝังแนวคิดมนุษยนิยม และเหตุผลนิยมให้กับสมาชิกในครอบครัวบ้างหรือไม่ แล้วภายในบ้านของคุณเน้นเรื่องใดมากกว่ากันระหว่างอำนาจนิยมกับมนุษยนิยม แล้วก็ต้องขอถามต่อไปถึงการปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ในโรงเรียน สถาบันการศึกษา และในกลุ่มเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงาน รวมถึงในระบบการสื่อสารมวลชนของประเทศไทยว่าให้ความสำคัญกับหลักมนุษยนิยมบ้างหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
คนไทยบางกลุ่มอาจจะภาคภูมิใจว่าประชาธิปไตยในบ้างเมืองของเรามีพัฒนาการมาเป็นลำดับ จากยุคเผด็จการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ส่วนจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมาถกแถลงกันอย่างเปิดอก
แน่นอนว่าการจะพัฒนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็งโดยแท้จริงในสังคมไทยจะต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ ความรู้ความเข้าใจและความตระหนักหลักสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคของประชาชน ประชาชนต้องมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของบ้านเมืองอย่างแท้จริง โดยมิได้เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นอันดับแรก และที่ต้องมีควบคู่กันไปก็คือ ความมีคุณภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมของนักการเมือง และพรรคการเมือง
เราต้องยอมรับความจริงว่า ในสังคมไทยยังมีปัญหาสำคัญที่ฝังรากลึกมายาวนานคือ ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง สังคมไทยของเรายังมีนักการเมืองซื้อสิทธิ์ และยังมีประชาชนผู้ขายเสียง ถึงแม้นักการเมืองจำนวนมากจะปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ หรือเป็นเพราะหน่วยงานป้องการการทุจริตในประเด็นดังกล่าวจะไม่มีปัญญาขจัดปัญหานี้ให้หมดไปได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย ดังนั้นการซื้อสิทธิ์ขายเสียงจึงกลายเป็นตัวชี้วัดชัยชนะของการต่อสู้ทางการเมืองมาโดยตลอด การซื้อสิทธิ์ขายเสียงในสังคมไทยมีความมหัศจรรย์มากที่สุดในโลก เพราะเคยมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยกล้ากล่าวด้วยความมั่นใจว่าตนเองจะได้คะแนนเสียงจำนวนเท่าไรในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง สาเหตุที่นักการเมืองกล้าแสดงความอหังการได้เช่นนี้ก็เพราะเขามั่นใจว่าระบบการซื้อเสียงโดยผ่านหัวคะแนนมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถรับประกันคะแนนที่เขาจะได้รับได้ด้วย ดังนั้นจึงเกิดการซื้อขายเสียงกันอย่างเป็นระบบในทุกระดับของการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งในประเทศไทยจึงถูกวิพากษ์ว่าเป็น money talk หรือพูดกันด้วยเงิน หากทุ่มเงินมากก็มีโอกาสชนะสูง แต่ถ้าทุ่มเงินมากกว่า แล้วยังมีอำนาจรัฐหนุนหลังด้วยก็มีโอกาสชนะสูงสุด ซึ่งนี่ก็คือระบบธนาธิปไตย มิใช่ประชาธิปไตย
หากจะพูดกันโดยมิอ้อมค้อมก็ต้องบอกกันตรงๆ ว่าพรรคการเมืองไทยเกือบทุกพรรค หรืออาจจะกล่าวได้ว่าทุกพรรคนั้นตั้งขึ้นมาได้ก็ด้วยอำนาจเงิน แต่สำหรับบางพรรคนั้น นอกจากจะต้องมีอำนาจเงินที่แข็งแกร่งแล้ว ยังต้องมีอำนาจรัฐเป็นเครื่องหนุนหลังอีกด้วย แล้วก็สามารถพูดได้อีกว่าเกือบจะไม่มีพรรคการเมืองไทยพรรคใดที่ตั้งขึ้นมาจากฐานมวลชนอย่างแท้จริง ส่วนที่อ้างว่ามีฐานมวลชนนั้น หากพิเคราะห์ลงไปลึกๆ แล้วก็จะพบว่ามวลชนเหล่านั้นก็ถูกดึงเข้ามาเพราะอำนาจเงิน
เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะ 40-50 ปีที่ผ่านมานั้น พรรคการเมืองไทยไม่มีนโยบายที่ชัดเจน เพราะทุกพรรคจะพูดแบบเลื่อนลอยว่า จะทำบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ทำให้ประชาชนมีความสุข แต่ไม่มีนโยบายชัดเจนเป็นรูปธรรม จนกระทั่งมาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ที่สังคมไทยได้เริ่มเห็นพรรคการเมืองพยายามประกาศนโยบายของพรรค แต่เมื่อพิเคราะห์ลงไปก็กลายเป็นแค่เพียงคำพูดเชิงโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าความเป็นจริง
เมื่อนำเอาปัญหาความอ่อนแอด้านแนวคิดประชาธิปไตยของประชาชนมาผนวกกับปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพของพรรคการเมืองและนักการเมือง จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาประชาธิปไตยได้อย่างจริงจัง แม้จะพยายามอ้างเพื่อให้ดูดีเกินจริงว่าประเทศของเรามีรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ก็ตาม
ผู้เขียนขอกลับไปพูดในประเด็นความล้มเหลวตั้งแต่ระดับรากฐานของความเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนของสังคมไทยโดยขอตั้งข้อสังเกตว่าเกิดมาจากความอ่อนแอในจิตสำนึกของประชาชนส่วนใหญ่ในประเด็นหลักการประชาธิปไตย เพราะเราจะพบเป็นประจำว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่รักษาเสรีภาพการเลือกตัวแทนของตน โดยยอมแลกเสรีภาพด้านนี้กับอามิสสินจ้าง ซึ่งก็คือการซื้อขายเสียง แต่บางคนอาจจะโต้แย้งว่า ไม่ได้ขายเสียงเพื่อแลกกับเงินตรา แต่เมื่อพิเคราะห์ลงไปแล้วก็พบว่าเป็นการขายเสียงเพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนอื่นๆ ซึ่งอาจไม่ใช่เงินตรา แต่อยู่ในรูปของบุญคุณ(ซึ่งที่จริงก็คือข้ออ้างเพื่อให้ตนเองดูดีเท่านั้น)
เมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมไทยยังไม่รักษา ไม่หวงแหนสิทธิและเสรีภาพของตนในเรื่องนี้แล้ว ก็ย่อมไม่สามารถทำให้สังคมไทยก้าวข้าม และผ่านพ้นปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงไปได้ หรือหากจะพูดด้วยวาจาเชิงส่อเสียดก็คือ ตราบใดก็ตามที่สมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมไทยยังไม่ตระหนักในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ยังไม่เห็นความสำคัญของหลักมนุษยนิยม ตราบนั้นปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็จะไม่มีวันหมดไปจากสังคมไทย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย
กองทัพบก แจงระเบียบ ห้ามทหารมีรอยสักนอกร่มผ้า ขาดคุณสมบัติรับราชการ
ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’
ป.ป.ส. เผยยอดร้องยาเสพติดพุ่ง 1.5 หมื่นเรื่อง สั่งลุยค้นวัดภาคอีสานทั่วประเทศ
โตเป็นสาวแล้ว ส่องภาพ น้องไคล่า ลูกสาว เอ อัญชลี ฉลองวันเกิดสุดอบอุ่น สวยเป๊ะทุกองศา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี