วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
1. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน
ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 – 30 มิถุนายน 2563
ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ
2. การขยายระยะเวลาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้หมายความว่า ข้อบังคับ ข้อห้าม เคอร์ฟิว ฯลฯ ทุกอย่างจะต้องเหมือนเดิมยาวไปจนถึง 30 มิ.ย.ด้วย
ล่าสุด ก็กำลังจะมีการลดเวลาเคอร์ฟิวลงไปอีก เพื่อผ่อนปรน
หลังจากนี้ ก็กำลังจะผ่อนปรนกิจการต่างๆ ให้กลับมาเปิดกิจการเพิ่มเติมอีก เป็นต้น
3. เดิม ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินตั้งแต่ 26 มี.ค.-30 เม.ย.
ครั้งนั้นพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกล รวมถึงกลุ่มการเมืองนักการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาล ก็ออกมาคัดค้าน ไม่เห็นด้วย อ้างไม่จำเป็น แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
บางคนกระแนะกระแหนว่า เชื้อโรคมันกลัวเคอร์ฟิวเหรอ ฯลฯ
แต่หลังจากนั้น ก็ปรากฏว่า การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้สามารถจัดการควบคุมได้มีประสิทธิภาพขึ้นจริงๆ ปรากฏผลลัพธ์ดีขึ้นเป็นลำดับ สะท้อนผ่านตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น
ถ้าไม่เช่นนั้น ในประเทศไทยเราก็อาจจะมีคนติดเชื้อเรือนแสน หรือคนตายวันละหลายร้อยคน ตายสะสมเป็นหมื่นๆคนเหมือนในบางประเทศ (อย่าลืมว่า ขณะนั้น บ้านเราถือเป็นประเทศเสี่ยงต้นๆ เพราะคนจีนเดินทางมาเยอะที่สุด ชาวต่างชาติมาเยอะที่สุด)
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ก็มีมติเห็นชอบให้การขยายระยะเวลา (คราวที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 พ.ค.2563 ควบคุมสถานการณ์ผลลัพธ์ปรากฏดีขึ้นเป็นลำดับ
กระทั่งหลายคนที่เคยออกมาด่า เคยออกมาต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาล ก็ออกมาด่า ออกมาต่อต้านอีกครั้ง โดยอ้างว่าสถานการณ์ดีแล้ว เปิดบ้านเปิดเมืองกลับสู่ภาวะปกติได้แล้ว ตั้งคำถามเชิงกล่าวหาการตัดสินใจของรัฐบาลอีกครั้งว่าเป็นการตัดสินใจไม่ถูกต้อง (อีกแล้ว) ทำเสมือนว่ารัฐบาลไม่เคยตัดสินใจอะไรถูกต้องเลย ไม่เคยรับฟังประชาชนเลย ทั้งๆ ที่ หลายเรื่องรัฐบาลก็ปรับแนวทางสอดรับกับข้อท้วงติงที่สร้างสรรค์ของภาคประชาชนมาโดยตลอด
ตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลยอมเชื่อตามการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้ ป่านนี้คนในบ้านเมืองอาจตายห่ากันไปเป็นหมื่นเป็นแสนคนแล้ว
4. ทำไม ครม.จึงตัดสินใจขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกครั้ง?
เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2563 สมช. ในฐานะสำนักงานประสานงานกลาง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้เชิญหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการตามพระราชกำหนดฯ ในด้านต่างๆ ผู้แทนส่วนราชการและประชาคมข่าวกรองเข้าร่วมการประชุม เพื่อประเมินผลการปฏิบัติของส่วนราชการต่างๆ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน และพิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมในห้วงต่อไปเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19
ปรากฏสาระสำคัญ น่าสนใจ และได้นำเสนอในที่ประชุม ครม.ล่าสุดด้วย ดังนี้
4.1 ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่าการบังคับใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ยังมีความจำเป็น เนื่องจากจะช่วยสร้างระบบการบริหารจัดการในเชิงบูรณาการที่ดีให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อชะลอ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 และยังช่วยสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการสร้างมาตรฐานกลางด้านสาธารณสุขและช่วยเยียวยาประชาชนได้อย่างครอบคลุมภาพรวมของประเทศอีกด้วย
4.2 ที่ประชุมให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงของการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการบังคับใช้กฎหมายสำหรับในระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคในระดับสูง จึงจำเป็นจะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ และอยู่ในห้วงระยะเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีมาตรการด้านกฎหมายเพื่อกำกับ ดูแล และบริหารจัดการ ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 บังคับใช้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
4.3 นอกจากนี้ ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุด โดยมีข้อมูลปรากฏในหลายประเทศว่ายังพบการระบาดและมีจำนวนผู้ติดเชื้อในระดับสูง ดังนั้น เมื่อประเทศไทยได้ดำเนินการมาตรการผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายครบทั้ง 4 ระยะ และพร้อมจะเปิดประเทศแล้ว อาจมีความเสี่ยงที่โรคติดเชื้อโควิด-19 จะกลับมาแพร่ระบาดได้อีกครั้งหากไม่มีการเตรียมมาตรการรองรับที่ดีอย่างเพียงพอ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระยะเวลาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดประเทศในภารกิจที่สำคัญ อาทิ 1) การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายภายหลังยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และ 2) การเตรียมแผนการบริหารวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ที่ประชุมจึงเห็นควรให้คงการบังคับใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต่อไป เนื่องจากจะมีส่วนช่วยให้เจ้าหน้าที่มีเวลาเตรียมความพร้อมรองรับกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และยังมีส่วนช่วยซักซ้อมทักษะด้านการบริหารจัดการวิกฤตการณ์ให้กับเจ้าหน้าที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย
4.4 ที่ประชุมได้เสนอแนะแนวทางดำเนินการควบคู่ไปกับการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในห้วงที่สอง โดยเห็นควรให้ 1) กำหนดมาตรการผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นปกติยิ่งขึ้นและ 2) มีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสมและทั่วถึง ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีการชี้แจงประชาชนอย่างชัดเจน
4.5 สมช.ได้นำผลการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบผลการประชุม และมีมติให้นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรต่อไป
5. จะเห็นได้ว่า ก่อนจะพิจารณาขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปนั้น ได้มีการพิจารณาประเมินสถานการณ์ ความจำเป็น และผลกระทบ พร้อมหาแนวทางรองรับเป็นขั้นเป็นตอนเอาไว้ด้วย
มิใช่เป็นการเอาใบรับรองแพทย์มาต่ออายุเผด็จการ เหมือนที่พวกสักแต่ว่ามีปาก หรือปากไม่มีหูรูด พูดจาโดยปราศจากความรับผิดชอบ ประดิษฐ์คำด่า สร้างวาทกรรมขึ้นมาปลุกปั่นไปวันๆ มุ่งด้อยค่าการทำงานของผู้เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นความตายของใครเลย เพราะพูดผิด-คิดผิดมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่ไม่เคยละอายตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สารส้ม

ไอซ์ โดดป้อง ลิซ่า ซัดกลับ ทูตรัศม์ มัวแต่จับผิดผู้หญิงตัวเล็กลุยน้ำท่วม
เช็กรายชื่อ คำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการตำรวจ ระดับ รอง ผบก.- สว. วาระประจำปี 2568
นับถือหัวใจ! สูญเสียแม่ต่อหน้า แต่สปิริตสูงมาก อาสานำทีมกู้ภัยช่วยชีวิตเพื่อนบ้าน
‘แทนไท’ ต่อสัญญาไทดอลมิวสิค เดินหน้าควบคู่การเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ฉลองอายุครบ 19 ปี
‘ไข่มุก วรัทยา’ เปิดตัว Mini Album ‘Sweet Secret’พร้อมซิงเกิลสดใส ‘Cotton Candy’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี